กบง.อุ้มรถสาธารณะ-เอกชนจ่อปรับราคาขนส่ง5% ปตท.เผยรายได้เพิ่ม 570 ล้าน แค่ลดภาระขาดทุน
คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน วานนี้ (30 ก.ย.) เห็นชอบให้ปรับราคาขายปลีกแอลพีจีภาคขนส่งและเอ็นจีวี ตามมติคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับราคาขายปลีกแอลพีจีภาคขนส่งเพิ่ม 0.62 บาทต่อกิโลกรัม จาก 21.38 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 22. บาทต่อกิโลกรัม โดยเป็นการปรับขึ้นในส่วนของการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มจากเดิม 3.0374 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 3.6168 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาขายปลีก เอ็นจีวีขยับขึ้น 1 บาทต่อกิโลกรัม จาก 10.50 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 11.50 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อลดภาระการขาดทุนของปตท.
ส่วนรถสาธารณะที่ใช้เอ็นจีวีได้แก่ รถแท็กซี่ รถตุ๊กตุ๊ก รถตู้โดยสารสาธารณะ (รถร่วม ขสมก. และ บขส.) และรถโดยสารสาธารณะ (รถร่วม ขสมก. และ บขส.) ราคายังคงเดิมที่ 8.50 บาท/กิโลกรัม ซึ่งจะทำให้ราคาแอลพีจีและ เอ็นจีวี สะท้อนต้นทุนมากขึ้น และจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับดีเซล 40 สตางค์โดยมีผลตั้งแต่วันนี้ (1 ต.ค.)
“การปรับขึ้นราคาแอลพีจี 62 สตางค์ต่อกิโลกรัม เพื่อไม่ให้เกิดแรงจูงใจให้มีการลักลอบใช้แอลพีจีผิดประเภทเท่านั้น ส่วนจะมีการปรับราคาแอลพีจีภาคขนส่งให้เท่ากับภาคครัวเรือน ที่ 22.63 บาทต่อกิโลกรัม และเอ็นจีวี จะต้องปรับราคาขึ้น1 บาทต่อกิโลกรัมทุกๆ 6 เดือน ตามที่ปตท.และสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย มีข้อตกลงกันไว้ นั้นจะต้องรอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง โดยในชั้นนี้ กบง.อนุมัติตามมติเดิมที่ ทางคสช.เคยเห็นชอบเอาไว้เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2557ที่ผ่านมา” นายอารีพงศ์ กล่าว
คาดกองทุนน้ำมันเป็นบวกพ.ย.นี้
นายอารีพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม กบง. เห็นชอบปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันดีเซลขึ้น 0.40 บาทต่อลิตร จากเดิมจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ สำหรับดีเซล 1.70 บาทต่อลิตร ปรับเป็นจัดเก็บ 2.10 บาทต่อลิตร เนื่องจากค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมันในส่วนของดีเซลอยู่ในระดับสูง แต่การปรับอัตราส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันครั้งนี้ จะไม่มีผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลแต่อย่างใด
สำหรับผลจากการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของดีเซลครั้งนี้ จะทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับเพิ่มขึ้นจากเดิมมีรายรับ 2,841 ล้านบาทต่อเดือน เป็น 3,484 ล้านบาทต่อเดือน โดยกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 28 ก.ย. 2557 มีฐานะสุทธิติดลบประมาณ 4,196 ล้านบาท และผลจากการปรับราคาดังกล่าว จะทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีฐานะสุทธิเป็นศูนย์ ภายในเดือนพ.ย.นี้
ปตท.รายได้เพิ่ม570ล้านในสิ้นปี
ด้านนายชาครีย์ บูรณกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลจากการปรับราคาเอ็นจีวีขึ้น 1 บาทต่อกิโลกรัม ครั้งนี้ จะทำให้ปตท.มีรายได้เพิ่มขึ้น 570 ล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ ในข้อตกลงที่ปตท.ทำไว้กับทางสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยนั้น ทางตัวแทนผู้ประกอบการรถบรรทุกขนส่ง ยินยอมที่จะให้ปตท.ปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีได้ 1 บาทต่อทุกๆ 6เดือน หรือปีละ 2 บาทต่อกิโลกรัม จนราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 15-16 บาทต่อกิโลกรัม จะช่วยให้ปตท.ลดภาระการขาดทุนลงได้ประมาณปีละ 2,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ปตท.จะต้องเร่งขยายสถานีบริการเอ็นจีวี ในจุดที่ผู้ประกอบการรถบรรทุกต้องการ จำนวน 4 แห่ง คือที่น้ำพอง. จ.ขอนแก่น จำนวน2แห่ง, แก่งคอย 1 แห่ง และ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ 1 แห่ง ให้แล้วเสร็จ เพื่อให้มีเอ็นจีวี เพียงพอกับความต้องการของผู้ประกอบการรถบรรทุก โดยปัจจุบันปตท.มีสถานีบริการเอ็นจีวี อยู่ 497แห่งทั่วประเทศ
“นับตั้งแต่ปี2546 เป็นต้นมาจนถึงเดือนส.ค. 2557 นี้ ปตท.รับภาระการขาดทุนสะสมในส่วนของการขายเอ็นจีวีต่ำกว่าต้นทุน รวมประมาณ1แสนล้านบาท การปรับราคาเอ็นจีวี ครั้งนี้เป็นเพียงการลดภาระการขาดทุนเท่านั้น โดยในส่วนของรถโดยสารสาธารณะ ทั้งรถแท็กซี่ รถเมล์ รถร่วมบริการ ทั้งในส่วนของบขส,และรถร่วมบขส จะยังได้ใช้ราคาเอ็นจีวีราคาเดิม ที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งปตท.จะเป็นผู้รับภาระในส่วนนี้ คิดเป็นเงินประมาณเดือนละ133 ล้านบาท “นายชาครีย์ กล่าว
รถบรรทุกขู่ขึ้นค่าขนส่ง 5%
นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่าปัจจุบันมีรถบรรทุกขนาดใหญ่ประมาณ 2 หมื่นคัน หรือคิดเป็น 10% ของรถบรรทุกขนาดใหญ่ทั้งหมดกว่า 2 แสนคันทั่วประเทศ ที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งการปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวี 1 บาท/กิโลกรัม จะส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งของรถบรรทุกปรับขึ้นทันที 5% แต่เบื้องต้นจะยังไม่ปรับค่าขนส่ง เพราะไม่ต้องการให้ผู้ใช้บริการเดือดร้อนและปัญหาของรถบรรทุกขณะนี้ไม่ใช่เรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นเรื่องจำนวนสถานีบริการเอ็นจีวีที่มีไม่เพียงพอทำให้ผู้ประกอบการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ จึงต้องการให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพิ่มจำนวนสถานีบริการเอ็นจีวีให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้
“ขอเรียกร้องให้รมว.พลังงาน สั่งการให้ปตท. เพิ่มสถานีบริการเอ็นจีวีให้เพียงพอ เพราะขณะนี้ยังมีอีก 20 จังหวัดที่ยังไม่มีสถานีบริการทำให้รถบรรทุกต้องรอคิวเติมก๊าซเป็นเวลานาน แต่หาก ปตท. ไม่ขยายสถานีบริการภายในสิ้นปีนี้ ทางผู้ประกอบการรถบรรทุกก็จะขอขึ้นค่าขนส่งอีก 5% นอกจากนี้ ต้องการให้ ปตท. ปรับปรุงคุณภาพก๊าซเอ็นจีวีให้ปราศจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม” นายยูกล่าว
ต้นทุนแท็กซี่กระทบเล็กน้อย
นายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวี 1 บาท/กิโลกรัม และก๊าซแอลพีจี 0.62 บาท/กิโลกรัม จะกระทบต่อต้นทุนของรถแท็กซี่เพียงเล็กน้อย โดยยังอยู่ในกรอบการขอปรับขึ้นค่าโดยสารจากปัจจัยต้นทุนค่าครองชีพ 8-11% น้อยกว่าเดิมที่คาดว่าการปรับขึ้นราคาพลังงานอาจทำให้ต้องต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง 20%
เนื่องจากปัจจุบันรถแท็กซี่ที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิงจำนวน 6 หมื่นกว่าคัน ได้รับการอุดหนุนราคาจาก ปตท. เพิ่มเติมอีก 1 บาทตามราคาก๊าซเอ็นจีวีที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รถแท็กซี่ได้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีในราคาเดิมที่ 8.50 บาท/กิโลกรัม ส่วนรถแท็กซี่ที่ใช้ก๊าซแอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงจำนวน 1 หมื่นกว่าคัน จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 30 บาท/วันเท่านั้น ซึ่งผู้ประกอบการยังพอแบกรับต้นทุนเพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะหารือกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เพื่อกำหนดอัตราปรับขึ้นค่าโดยสารใหม่ว่าจะปรับขึ้นเท่าไร และปรับขึ้นในส่วนใดจะเป็นการปรับขึ้นตามระยะทางหรือช่วงรถติด ส่วนกรณีที่ภาครัฐต้องการให้ผู้ประกอบการรถแท็กซี่ปรับปรุงสภาพรถและการบริการก่อนขึ้นค่าโดยสารนั้น ทางเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ฯ เห็นด้วยพร้อมปฏิบัติตามเพื่อเพิ่มคุณภาพบริการให้สอดคล้องกับราคาค่าโดยสารที่สูงขึ้น และเชื่อว่าคงช่วยบรรเทาปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสารลงได้ แต่จะแก้ไขไม่ได้ 100% เพราะในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในยังไม่มีสถานีบริการก๊าซเอ็นจีวีให้แท็กซี่เติม
รถโดยสารระยะใกล้ใช้ก๊าซไม่กระทบ
นางสุจินดา เชิดชัย (เจ๊เกียว) นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร กล่าวว่า การขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจีไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรถโดยสาร เนื่องจากผู้ประกอบการที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงเป็นผู้เดินรถทางสั้นระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร เช่น รถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ขณะที่ผู้ประกอบการรถโดยสารจะเดินรถทางไกลระยะทางมากกว่า 500 กิโลเมตร ซึ่งใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง
ถ้ามีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลขึ้นจาก 0.75 บาท/ลิตร เป็น 3 บาท/ลิตร ในอนาคตจึงจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรถโดยสาร โดยหากน้ำมันดีเซลสูงขึ้น 1 บาท/ลิตร จะส่งผลให้ต้นทุนค่าบริการเพิ่มขึ้น 1 สตางค์ต่อกิโลเมตร อีกทั้งปัจจุบันผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนการให้บริการที่สูงมากและมีการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการขนส่งแต่ละประเภทมากขึ้น ทั้งกับผู้ประกอบการรถตู้และสายการบินต้นทุนต่ำ ดังนั้นจึงต้องยื่นข้อเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร
ด้านนายเกริกกล้า สนธิมาศ ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย กล่าวว่าถ้าปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลในเร็วๆนี้ ทางสมาพันธ์ฯจะขอเข้าพบกระทรวงพลังงานและรัฐบาลเพื่อขอให้ชะลอการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลออกไปถึงไตรมาสที่ 2 ปี 2558 เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้ยังไม่เหมาะกับการปรับขึ้นราคาดีเซล
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและเลขาสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) กล่าวหลังเป็นประธานประชุมหารือเพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะว่า สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร ได้มาหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถยนต์โดยสารที่ขณะนี้ประสบปัญหาธุรกิจ






