วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สนข.ลุยเชื่อมต่อศูนย์คมนาคมพหลฯ

สนข.ลุยเชื่อมต่อศูนย์คมนาคมพหลโยธิน เตรียมประมูลปี 59 มูลค่า 6.5 หมื่นล้านบาท

สนข. เตรียมลงนามว่าจ้างที่ปรึกษาศึกษารายละเอียดโครงการศูนย์คมนาคมพหลโยธินเพิ่มเติมภายในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ วงเงิน 50 ล้านบาท แล้วเสร็จภายใน 1 ปี คาดเปิดประมูลโครงการมูลค่า 6.5 หมื่น ลบ. ได้ภายในปี 59 ใช้โมเดล BOT สร้างรายได้จากสัญญาเช่าให้ ร.ฟ.ท. 3,000 ลบ. อายุสัมปทาน 30 ปี

นายวิจิตต์ นิมิตวานิช ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบขนส่งและจราจร สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า สนข.จะนำเสนอผลการศึกษาโครงการระบบเชื่อมต่อการเดินทางบริเวณศูนย์คมนาคมพหลโยธินที่แล้วเสร็จในเบื้องต้นให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณา ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างการจัดซื้อจัดจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษารายละเอียดและออกแบบโครงการเพิ่มเติม โดยใช้ปีงบประมาณ 2558 วงเงิน 50 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาว่าจ้างได้ภายในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ ใช้เวลาศึกษาประมาณ1 ปี จึงจะแล้วเสร็จ และทราบรายละเอียดการออกแบบ รูปแบบการลงทุน วงเงินลงทุน และผลการตอบแทนการลงทุน (ไออาร์อาร์) อย่างชัดเจน จากนั้นจะสามารถเปิดประกวดราคาได้ในปี 2559

โครงการดังกล่าวจะใช้พื้นที่ย่านพหลโยธินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จำนวน 117 ไร่ จากทั้งหมด 2,000ไร่ พัฒนาเชิงพาณิชย์ในลักษณะของพลาซ่าใต้ดินจำนวน 3 ชั้น โดยมีทางเชื่อมต่อระหว่างสถานีกลางบางซื่อ รถไฟฟ้าสายสีเขียวที่สถานีหมอชิต รถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินที่สถานีกำแพงเพชร และสถานีจตุจักร ส่วนระดับพื้นดินจะพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวและลานเอนกประสงค์เพื่อให้กลมกลืนกับสวนจตุจักร

ทั้งนี้ผลการศึกษาเบื้องต้นระบุว่า โครงการเฟสแรกมีมูลค่า 6.5 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย อาคารพลาซ่ามูลค่า 6 หมื่นล้านบาท และรถด่วนพิเศษ (บีอาร์ที) ช่วงบางซื่อ-อาคารเอ็นเนอร์จี้ คอมเพล็กซ์ (เอ็นโก้) มูลค่า 5 พันล้านบาท ส่วนเฟสที่ 2 มีมูลค่าการลงทุนไม่สูงนัก ประกอบด้วยการเดินรถบีอาร์ที ช่วงอาคารเอ็นโก้-จตุจักร-บางซื่อ เพื่อให้การเดินรถรับส่งครบวงจร และลงทุนโครงการพัฒนาขนาดเล็กต่างๆ เช่น ศูนย์ควบคุมการจราจรอัจฉริยะ การปรับปรุงทางแยก เป็นต้น โดยสาเหตุที่ต้องแยกการเดินรถออกเป็น 2 เฟส เพราะในเฟสแรกยังมีผู้ใช้บริการไม่คุ้มค่ากับการเดินรถครบวงจร และต้องรอให้พื้นที่ในโครงการจำนวน 9 ไร่หมดสัญญาเช่ากับผู้เช่ารายเดิมก่อน

สำหรับรูปแบบการลงทุนจะใช้วิธีเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน (Public-Private Partnership : PPP) กับ ร.ฟ.ท. ด้วยการให้เอกชนที่ได้รับสัมปทานจะเป็นผู้สร้าง บริหารงาน และส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่รัฐ (Build, operate, and transfer : BOT) ส่งผลให้ภาครัฐไม่ต้องใช้งบประมาณลงทุน 6.5 หมื่นล้านบาท

“โครงการนี้จะใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี แล้วเสร็จประมาณปี 2562 ล่าช้ากว่ากำหนดในปี 2560 โดยผลการศึกษาเบื้องต้นชี้ว่า เมื่อโครงการแล้วเสร็จและเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีกลางบางซื่อ และรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน จะมีผู้มาใช้บริการ 2 แสนคน/วัน สร้างผลตอบแทนการลงทุน (ไออาร์อาร์) ให้เอกชนที่มาลงทุนกว่า 16% ขณะที่ ร.ฟ.ท. จะได้รับค่าเช่า 3 พันล้านบาทตลอดอายุสัญญา 30 ปี หลังจากนั้นเอกชนจะต้องโอนทรัพย์สินคืนให้ ร.ฟ.ท. ทั้งหมด อย่างไรก็ตามยังเปลี่ยนแปลงได้ เพราะต้องรอผลการศึกษารายละเอียดของการลงทุนอีกครั้ง” นายวิจิตต์กล่าว

ทั้งนี้โครงการระบบเชื่อมต่อการเดินทางบริเวณศูนย์คมนาคมพหลโยธิน มีกำหนดแล้วเสร็จพร้อมกับโครงการสถานีกลางบางซื่อในปี 2560 เพื่อรองรับการเดินทางเชื่อมโยงภายในและรอบนอกสถานีกลางบางซื่อให้มีความสะดวกมากขึ้น แต่ทั้ง 2 โครงการต่างล่าช้า จึงประเมินว่าน่าจะแล้วเสร็จในเวลาใกล้เคียงกัน ส่วนพื้นที่ของ ร.ฟ.ท. ที่เหลืออีกกว่า 1,883 ไร่ ก็จะพัฒนามีโครงการอื่นๆ เพิ่มเติมจากที่มีอยู่แล้ว เช่น โครงการสถานีกลางบางซื่อซึ่งอยู่ระหว่างการขออนุมัติปรับแบบการก่อสร้างจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) โครงการย้ายสถานีขนส่งหมอชิต 2 โครงการพัฒนาพื้นที่ กม. 11 บริเวณพหลโยธินติดกับอาคารเอ็นโก้ที่ ร.ฟ.ท. ยังไม่ได้ดำเนินการ