วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จ่อร้องศาลค้านกสทช.เรียงช่องทีวีดิจิทัล

"เคเบิล-ดาวเทียม" จ่อร้องศาลค้านกสทช. เรียงช่องทีวีดิจิทัล แจง "ไม่เป็นธรรม" แบกรับต้นทุนส่งสัญญาณ

วานนี้ (9 ก.ย.) ผู้ประกอบการโครงข่ายเคเบิลทีวีและดาวเทียม ประกอบด้วย บริษัทไอพีเอ็มทีวี จำกัด บริษัทบิ๊กโฟร์ แซทเทลไลท์ กรุ๊ป จำกัด บริษัทพีเอสไอ บรอดคาสติ้ง จำกัด บริษัท เจริญยิ่ง (8888) จำกัด บริษัทเค.มาสเตอร์ จำกัด บริษัทซีทีเอช จำกัด (มหาชน) ยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คัดค้านการออกประกาศฉบับใหม่ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการเรียงช่อง

เนื่องจากมติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เมื่อวันที่ 1 ก.ย. "เห็นชอบ" ให้จัดเรียงช่องทีวีดิจิทัลใหม่ ในตำแหน่งหมายเลข 1-36 จากเดิมอยู่ในตำแหน่ง 11-46 ในโครงข่ายเคเบิลและดาวเทียม โดยขั้นตอนต่อไปจะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะร่างประกาศ จากนั้นคาดประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ราวเดือน พ.ย.นี้

นายมานพ โตการค้า ประธานชมรมผู้ประกอบการโครงข่ายโทรทัศน์ดาวเทียม กล่าวว่าเป็นแนวทางที่ "ไม่เป็นธรรม" ต่อผู้ประกอบกิจการในกลุ่มไม่ใช้คลื่นความถี่ ซึ่งอยู่ภายใต้ใบอนุญาต กสทช. และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเช่นเดียวกับกิจการทีวีดิจิทัล กสทช.จึงควรมีมาตรฐานการกำกับดูแลอย่างเท่าเทียม

การระบุเหตุผลการจัดทำร่างประกาศเรียงช่องใหม่ เพื่อป้องกันความสับสนเลขช่องทีวีดิจิทัลในโครงข่าย(Mux)ภาคพื้นดิน และโครงข่ายเคเบิล-ดาวเทียมที่จัดเรียงหมายเลขแตกต่างกัน จึงเป็นแนวคิดที่เอื้อประโยชน์ให้กิจการทีวีดิจิทัลเป็นหลัก ด้วยปัจจุบันโครงข่ายเคเบิลและดาวเทียม ส่งเสริมให้ทีวีดิจิทัลเผยแพร่เข้าถึงกลุ่มผู้ชมทีวี 70% ของครัวเรือนไทย จากประกาศ มัสต์ แคร์รี่ อยู่แล้ว

ประกาศเรียงช่องเดิม กสทช. กำหนดให้หมายเลข 1-10 เป็นการจัดเรียงช่อง ที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการเคเบิลและดาวเทียม เพื่อสร้างความแตกต่างและเป็นจุดขายในแต่ละโครงข่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการเห็นด้วย และไม่คัดค้านการจัดเรียงช่องรายการตามประกาศเดิม

หาก กสทช. มีมติให้ยกเลิกประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์การจัดลำดับบริการโทรทัศน์ พ.ศ.2556 และออกประกาศฉบับใหม่ ที่มีผลเปลี่ยนแปลงการเรียงช่อง 1-10 ในโครงข่ายเคเบิลและดาวเทียม ผู้ประกอบการโครงข่ายจะ “ไม่ปฏิบัติตาม” เพราะไม่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ โดยจะใช้สิทธิทางกฎหมายฟ้องร้องต่อศาลปกครองต่อไป

นายสมพร ธีระโรจนพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทพีเอสไอ โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่าหลังจากทีวีดิจิทัล เริ่มออกอากาศ ผู้ประกอบการโครงข่ายได้ดำเนินการจัดเรียงช่องตามประกาศ กสทช. โดยมีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ชมรับรู้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง การออกประกาศเรียงช่องใหม่ จึงจะสร้างความสับสนให้ผู้ชมผ่านโครงข่ายเคเบิลและดาวเทียม

นายวิชิต เอื้ออารีวรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญยิ่ง (8888) จำกัด กล่าวว่าปัจจุบันผู้ประกอบการเคเบิลทีวีทั่วประเทศจำนวน 300 ราย มีต้นทุนการส่งสัญญาณช่องทีวีดิจิทัล เฉลี่ยช่องละ 1 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อนำสัญญาณภาพทีวีดิจิทัลไปออกอากาศบนโครงข่ายเคเบิลทีวี จึงเห็นว่าควรมีสิทธิในการจัดเรียงช่องที่ได้รับความนิยมในลำดับ 1-10 ตามประกาศเรียงช่องในปัจจุบัน