วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Number One ดิจิทัล งานบิ๊ก "เฮียฮ้อ"

ทุ่มเงินประมูลบอลโลก 2018 จะใช่งานต่อไปของอาร์เอสหรือไม่เฮียฮ้อไม่ฟันธง บอกเพียงว่าเป็นคอนเทนต์ทรงพลังที่สุด

“คอนเทนต์กีฬาตัวดึงดูด Eyeball (ผู้ชม) ชั้นยอด”

เอ่ยเช่นนั้นคงไม่ผิด เพราะเพียงเดือนแรก (เม.ย.2557) ของการออกอากาศทีวีดิจิทัล “ช่อง 8 ทีวีดิจิทัล” ของ บมจ.อาร์เอส หรือ RS โชว์ความเหนือด้านคอนเทนต์ คว้าเรทติ้งอันดับ 7 จากผู้เล่นทั้งหมด 24 ช่องมาครอบครอง หลังได้รับสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014

ครานั้น “เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” ประธานกรรมการบริษัท ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ “อาร์เอส” มั่นใจว่า

ก่อนสิ้นปี 2557 ช่อง 8 ทีวีดิจิทัลต้องขึ้นแท่น “เรทติ้งอันดับ 1 ทีวีดิจิทัล” ให้ได้ !

ผ่านมาแค่ 5 เดือน “ช่อง 8 ทีวีดิจิทัล” ที่อยู่ภายใต้การขับเคลื่อนของ “โด่ง-องอาจ สิงห์ลำพอง” ผู้อำนวยการสถานีช่อง 8 อาศัยความได้เปรียบคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นฐานลูกค้าเดิมจากแพลตฟอร์มทีวีดาวเทียม และประสบการณ์ในการผลิตคอนเทนต์ ดึง Eyeball จน “เรทติ้งพุ่งกระฉูด” ทะยานสู่ “อันดับหนึ่ง” อย่างรวดเร็ว

จากผลสำรวจของ Nielsen ระบุว่า เดือนก.ค.ที่ผ่านมา ช่อง 8 ทีวีดิจิทัล มีจำนวนคนดูเฉลี่ย 200,000 คนต่อนาที

อันดับ 2 คือ ช่อง Workpoint TV ของ บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ หรือ WORK

ปัจจุบัน “อาร์เอส” สิ้นสุดการบริหารลิขสิทธิ์บอลโลก 2014 แล้ว และกำลังจะสิ้นสุดการบริหารลิขสิทธิ์ฟุตบอลลาลิกา สเปน 2014-2015 ภายในเดือนพ.ค.2558 เมื่อเป็นเช่นนั้น “เฮียฮ้อ” จะทุ่มเงินประมูลฟุตบอลโลก 2018 ปลายปี 2557 และฟุตบอล ลาลิกา สเปน 3 ฤดูกาล (2015-2016, 2016-2017, 2017-2018) ต้นปี 2558 หรือไม่ ?

“สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” เลือกใช้ห้องประชุมเล็กชั้น 6 อาคารเชษฐโชติศักดิ์ 1 ย่านลาดพร้าว 15 เหมือนเคยในการตอบทุกคำถามของ “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” “เฮียฮ้อ” ยอมรับว่า “กีฬาฟุตบอล” คือ คอนเทนต์ที่มีพลังมากที่สุด ยิ่งอาร์เอสสามารถนำบอลลาลีกา สเปน มาทำมาร์เก็ตติ้งร่วมกับพรีเมียร์ลีกได้ยิ่งทำให้คอนเทนต์ทรงพลัง เพราะการแข่งขันฟุตบอลสองลีกนี้ ถือเป็นลีกที่ดีที่สุดในโลก และคนไทยนิยมรับชมมากที่สุด

ฉะนั้นหากถามว่า เมื่อสิทธิ์การถ่ายทอดบอลลาลีกา สเปน หมดลงในเดือนพ.ค.2558 เรายังจะทำกล่องรับสัญญาณดาวเทียม SUN BOX ต่อหรือไม่ เรื่องนี้คงต้องดูกันอีกที เพราะการทำกล่องรับสัญญาณดาวเทียมแต่ละครั้งต้องหาจุดแข็งของกล่องให้เจอ

วันนี้เรายังไม่รู้ว่าจะเข้าร่วมประมูลบอลโลก 2018 และลาลีกา สเปน 3 ฤดูกาลที่จะเปิดประมูลปลายปี 2557 และต้นปี 2558 หรือไม่ ?

บริษัทคงต้องดูความเหมาะสมในเรื่องของราคา และวิเคราะห์ในหลายๆ ด้านอีกครั้ง อธิบายง่ายๆ บอลโลกไม่ได้แข่งขันเป็นลีกหรือทัวร์นาเมนท์ แต่เป็นการแข่งขันครั้งเดียวจบ ยิ่งวันนี้บอลโลกอยู่ภายใต้กรอบกฎมัสต์แฮฟ (Must Have) ฉะนั้นอาจทำให้อาร์เอสต้องประเมินการเข้าประมูลให้รอบคอบมากกว่าเดิม โดยเฉพาะในแง่ของราคาตัวเลขไหนถึงเรียกว่าเหมาะสม

ส่วนบอลลาลีกา สเปน เรารู้จักเป็นอย่างดี เพราะทำมาแล้ว 3 ปี พอมองภาพออกแล้วว่า ตลาดตอบรับการแข่งขันรายการนี้อย่างไร จุดแข็งและจุดอ่อนอยู่ตรงไหน ที่สำคัญเรารู้ว่าราคาประมูลเหมาะสมควรอยู่ตัวเลขใด ถามว่าอาร์เอสให้ราคาเหมาะสมของการประมูลบอลโลกและลาลิกา สเปนระดับใด

“เฮียฮ้อ” ตอบว่า “ผมบอกไม่ได้ แต่เรามีตัวเลขในใจแล้ว”

การประมูลลิขสิทธิ์บอลโลก ลาลีกา สเปน และพรีเมียร์ลีก (CTH จะสิ้นสุดการบริหารลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกในอีก 2 ปีข้างหน้า) อาร์เอสยอมรับว่า เป็นการคอนเทนต์ที่น่าสนใจ แต่สุดท้ายขึ้นอยู่ที่ “ราคา” เขาย้ำ ของดีต้องมีราคาที่เหมาะสม ไม่ใช่ของดีจะมีราคาเท่าไรก็ได้ ทั้ง 3 รายการแข่งขันแย่งชิงประมูลดุเดือดพอๆ กัน

อาร์เอสยังคงคอนเซปต์การเข้าประมูลลิขสิทธิ์การแข่งขันฟุตบอลเพียงคนเดียวเหมือนเดิมหรือไม่ นายใหญ่ตอบคำถามนี้ว่า คงต้องขึ้นอยู่กับโมเดลหรือคอนเทนต์ ถ้าทำคนเดียวได้ก็ควรทำ หรือการมีพันธมิตรแล้วตอบโจทย์การทำธุรกิจเราก็ไม่ปิดกัน

หลังจากทำการตลาดกล่องรุ่น SUN BOX ลาลีกา สตาร์ คงต้องกลับมาพิจารณากันอีกครั้งว่าจะยังคงใช้คอนเทนต์กีฬาเป็นตัวนำกล่องรับสัญญาณดาวเทียมเหมือนเดิมหรือไม่ หากไม่ใช้แล้วเราจะมีคอนเทนต์อะไรที่มีความแตกต่างมาเป็นจุดแข็งของกล่อง เรื่องนี้ต้องกลับมาคิดอีกที

กฎมัสต์แฮฟทำให้ความคิดในการประมูลลิขสิทธิ์ฟุตบอลเปลี่ยนไปหรือไม่ “เฮียฮ้อ” ตอบว่า ต้องแบ่งออกเป็น 2 เรื่อง คือ เรื่องการวางรูปแบบธุรกิจ วันนี้เรายังคงมองถึงความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจเป็นหลัก นั่นหมายความว่า

เมื่อมีกฎมัสต์แฮฟเราต้องรอบคอบในการประมูลมากขึ้น

ส่วนเรื่องกติกาที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือกสทช.เข้ามาเกี่ยวข้องใน 7 รายการ คือ ฟุตบอลโลก, ซีเกมส์, อาเซียนพาราเกมส์, เอเซียนเกมส์, เอเซียนพาราเกมส์, โอลิมปิก และพาราลิมปิก

อาร์เอสพูดไปตั้งนานแล้ว และพูดมาหลายครั้ง วันนี้จะพูดอีกครั้งว่า ไม่เคยเห็นด้วยกับกติกาตัวนี้ วันนี้ขอพูดในฐานะผู้ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย กฎนี้จะทำให้เกิดการแทรกแซงของกลไกการตลาด โดยจะทำให้รูปแบบการบริหารคอนเทนต์ดีๆ ผิดเพี้ยนไป ยกตัวอย่าง กฎที่บังคับว่า บอลโลกต้องฟรีทีวีทุกแมกซ์ ซึ่งเรื่องนี้จะทำให้คอนเทนต์อันดับหนึ่งของโลกถูกกำหนดวิธีการหารายได้

“ในอนาคตอาจเห็นราคาประมูลบอลโลกต่ำกว่าบอลยูโร และผู้ประกอบการอาจสู้ราคาได้ระดับหนึ่ง ฉะนั้นราคาประมูลอาจต่ำลง หรือไม่สะท้อนความเป็นจริง หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ หรือ ฟีฟ่า คงไม่ยอม”

“เฮียฮ้อ” เล่าถึงความสำเร็จในการทำกล่องรับสัญญาณดาวเทียม SUN BOX ว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เราทำกล่องมาแล้ว 3 รุ่น คือ กล่อง SUN BOX, กล่อง SUN BOX SUPER GOAL และกล่อง SUN BOX ลาลีกา สตาร์ โดยรุ่น ลาลีกา สตาร์ เพิ่งตัวไปเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา

ปัจจุบันมีกล่อง SUN BOX อยู่ในตลาดแล้ว 1 ล้านกล่อง ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย หากกล่องรุ่นล่าสุด “ลาลีกา สตาร์” สามารถทำยอดขายได้ตามแผน 500,000 กล่อง ภายใน 4 เดือนข้างหน้า อาร์เอสจะมีกล่องรับสัญญาณดาวเทียม SUN BOX อยู่ในตลาดทั้งสิ้น 1.5 ล้านกล่อง

กล่อง SUN BOX ลาลีกา สตาร์ ราคาขาย 1,590 บาท ถือเป็นรุ่นที่ดีที่สุดในแง่ของการตลาด เนื่องจากสามารถรับชมฟรีบอลลาลีกา สเปน 2014-2015 ได้ครบทุกแมตช์ และหากลูกค้าต้องการชมพรีเมียร์ลีกครบทุกแมกซ์ด้วยก็สามารถเติมเงิน 249 บาทต่อเดือน หลังเราได้จับมือกับ CTH ถามว่าอนาคตจะทำงานอะไรร่วมกับ CTH หรือไม่

เขาตอบสั้น “ตอนนี้ยังไม่มี”

หลังเปิดตัวกล่อง SUN BOX ลาลีกา สตาร์ เรามียอดขายแล้วเกือบ 100,000 กล่อง ส่วนยอดสมัครสมาชิก 249 บาท ถือว่าประสบความสำเร็จมาก เพราะมีลูกค้าเดิมโทรเข้ามาสมัครสมาชิกเยอะมาก ผ่านมา 1 สัปดาห์มียอดสมัครแล้ว “หลักหมื่นราย” เราตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายใน 3 เดือนข้างหน้าต้องมียอดสมัครสมาชิก 100,000 ราย

“4-5 ปีก่อน บริษัทวางแผนเข้าประมูลกีฬาอย่างชัดเจน เราไม่เคยเชื่อว่า ประมูลชนะแล้ว คือ คำตอบสุดท้าย แต่ประมูลได้มาแล้วต้องทำกำไรให้ได้ถึงจะเป็นคำตอบสุดท้าย ชนะประมูลไม่ได้แปลว่าชนะในเกมส์”

ถามถึงภาพรวมอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลในช่วงที่เหลือของปี 2557 “เจ้าของเรทติ้งอันดับหนึ่ง” แสดงความคิดเห็นว่า โดยรวมออกมาดีแน่นอน เมื่อเทียบกับช่วงที่การเมืองวุ่นวาย วันนี้บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เห็นได้จากเม็ดเงินโฆษณาที่เริ่มไหลกลับเข้ามาในช่องของอาร์เอส ปัจจุบันถือว่าเป็นไปตามประมาณการแล้ว

ฉะนั้นในปี 2558 อาจเห็นอาร์เอสปรับขึ้นค่าโฆษณาช่อง 8 ทีวีดิจิทัล แต่จะขึ้นเท่าไหร่ยังไม่ได้กำหนด บอกได้เพียงว่า เรทติ้งสูงเท่าไหร่จะสะท้อนกลับมายังค่าโฆษณาเสมอ “สุรชัย” บอกว่า ปัจจุบันอัตราค่าโฆษณาช่อง 8 ทีวีดิจิทัล เฉลี่ยอยู่ระดับ 20,000-100,000 บาทต่อนาที ส่วนปี 2558 ราคาคงขึ้น “ร้อยเปอร์เซ็นต์” เฉลี่ย 50,000-200,000 บาทต่อนาที เขาเผลอบอกแผนปรับค่าโฆษณา

วันนี้ช่อง 8 ทีวีดิจิทัลกำลังก้าวสู่ปีที่ 4 ตั้งแต่ช่อง 8 ออกอากาศบนแพลตฟอร์มทีวีดาวเทียมเราปรับขึ้นค่าโฆษณาทุกปี ในเมื่อวันนี้ช่อง 8 ทีวีดิจิทัลมีเรทติ้งเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีช่อง Workpoint TV เป็นอันดับสอง แล้วเหตุใดเราจะไม่ขึ้นราคาโฆษณาละ (ยิ้ม)

แม้ว่าปัจจุบันการเข้าถึงทีวีดิจิทัลของประชาชนยังมีไม่ถึง “ร้อยเปอร์เซ็นต์” แต่วันนี้ เรทติ้งช่อง 8 ทีวีดิจิทัล ก็สามารถชนะช่องอนาล็อกได้แล้ว ฉะนั้นหากทางการแจกคูปองทีวีดิจิทัลเร็วเท่าไหร่เรทติ้งช่อง 8 ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น เพราะคูปองจะทำให้ทีวีดิจิทัลเข้าไปแทนที่เสาก้างปลาที่มีอยู่ประมาณ 25-28 เปอร์เซ็นต์

ถามว่า อาร์เอสเห็นด้วยกับการแจกคูปองทีวีดิจิทัลราคา 690 บาทหรือไม่ ?

เขาแชร์ความคิดให้ฟังว่า หากได้คูปองราคา 1,000 บาท ตามที่หลายฝ่ายเรียกร้องถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้ประชาชนตัดสินใจง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่ได้ตัวเลข 690 บาท เราก็รับได้ แต่ขอให้รีบแจก หากทำได้ตามแผนที่จะแจกในวันที่15 ต.ค.นี้ คงดีมาก เพราะช้ามามากแล้ว

“เฮียฮ้อ” แสดงความเป็นห่วงวงการทีวีดิจิทัลเพียงเรื่องเดียวนั่นคือ เรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของกสทช.อาทิ เรื่องแผนโรดแมพในการเปลี่ยนผ่านระบบดิจิทัล เรื่องแจกคูปอง เรื่องการกระจายกล่อง และเรื่องการดำเนินการเปลี่ยนระบบอนาล็อกมาเป็นระบบดิจิทัล เป็นต้น

“ผมอยากให้รีบดำเนินการแจกคูปองให้เร็วที่สุด เพราะวันนี้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 24 ช่อง มีต้นทุนดำเนินการแล้ว อย่าให้ช่องอนาล็อกเป็นอุปสรรคในการทำทีวีดิจิทัล เรื่องที่พูดมาทั้งหมดเป็นทั้งหน้าที่ สัญญา และโรดแมพของกสทช.ที่ให้ไว้กับผู้ประกอบการ”

เขาเชื่อว่า ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ทุกคนต้องเร่งพิสูจน์ฝีมือและทุ่มเงินลงทุนกันอย่างเต็มที่ แต่การแข่งขันที่รุนแรงอาจทำให้เหลือผู้ชนะเพียงจำนวนหนึ่ง

“ในมุมของผมมองว่าจะเหลือผู้เล่นไม่เกิน 5 ราย”

คนที่จะอยู่ได้นอกจากต้องแข็งแรงเรื่องเงินแล้วยังต้องเก่งเรื่องการสร้างช่องที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจและประสบการณ์ ขณะเดียวกันยังต้องปรับตัวเองให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และพฤติกรรมของผู้บริโภค สุดท้ายจะสำเร็จหรือล้มเหลวสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัด

เรื่องการซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ต่างประเทศมาใส่ไว้ในกล่อง ไม่เคยอยู่ในแผนธุรกิจของอาร์เอส วันนี้เราเป็นบริษัทมีเดียเต็มรูปแบบ เรามีช่อง 8 ดิจิทัลที่มีเรทติ้งอันดับ 1 ได้ภายในไม่กี่เดือน ขณะที่ช่องแซทเทิลไลท์ 3 ช่อง คือ ช่อง 2 สตาร์แม็กซ์, ช่อง You Channel และช่องสบายดี ทุกช่องมีเรทติ้งติดอันดับยอดนิยม

ที่ผ่านมาหลายคนข้องใจหรือไม่ค่อยเชื่อถือการวัดเรทติ้งของ Nielsen แต่สำหรับอาร์เอส มองว่า Nielsen เป็นองค์กรที่ได้มาตรฐานโลก เพราะเอเยนซี่ หรือธุรกิจโทรทัศน์หลายรายต่างใช้บริการ Nielsen มานาน 20-30 ปี ฉะนั้นในเมื่อวันนี้ยังไม่มีองค์กรอื่นที่น่าเชื่อถือ เราคงต้องยึดการสำรวจของ Nielsen ไปก่อน

“เฮียฮ้อ” บอกว่า KPI ธุรกิจทีวีดิจิทัลของอาร์เอส ไม่ได้วัดเพียงเรทติ้งอันดับหนึ่งเพียงตัวเดียว แต่ KPI ต้องวัดจาก 2 ส่วน คือ มีเรทติ้งที่ดีแล้วต้องมีกำไรด้วย เราบอกตั้งแต่แรกที่ทำธุรกิจดิจิทัลแล้วว่า ช่อง 8 ดิจิทัลจะต้องมีกำไรในปีแรก ในขณะที่ผู้ประกอบการหลายอื่นบอกว่า อีกหลายปีถึงจะคืนทุน

“วันนี้เม็ดเงินโฆษณาในตลาดมีเยอะมากตกปีละ 70,000-80,000 ล้านบาท ฉะนั้นทั้งเราและผู้ประกอบการที่มีเรทติ้งอันดับต้นๆ ไม่ได้กำลังแย่งชิงเงินโฆษณากัน แต่กำลังจะร่วมมือกันเขย่าต้นไม้ระบบอนาล็อกให้ผลมันหล่นลงมาต่างหาก”

-------------------------------------

๐ปี 2557 กำไร “New High”

“สุรชัย” เล่าภาพรวมธุรกิจของอาร์เอสในช่วงที่เหลือของปี 2557 ว่า แม้ว่าในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาผลประกอบการจะไม่สวย หลังได้รับผลกระทบจากการเมืองไม่สงบ จนอาจทำให้รายได้รวมทั้งปี 2557 ไปไม่ถึงเป้าหมาย 5,000 ล้านบาท แต่เฮียเชื่อว่า ในแง่ของ “กำไรสุทธิ” จะสามารถสร้าง “New High” ได้อีกครั้ง หลังจากปี 2556 สามารถทำ “จุดสูงสุดครั้งแรก” ตั้งแต่ก่อตั้งอาร์เอสมาแล้ว โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 394.49 ล้านบาท

ปัจจุบันรายได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของอาร์เอสมาจากธุรกิจที่มีกำไรขั้นต้นสูงสุด นั่นคือ “กลุ่มมีเดีย” ประกอบด้วย 1.สื่อโทรทัศน์ คือ ช่อง 8 ทีวีดิจิทัล ช่องแซทเทิลไลท์ 3 ช่อง และช่อง Sun Channel ซึ่งช่อง Sun Channel สามารถหารายได้ได้ 2 ทาง คือ จากค่าโฆษณาและค่าสมาชิก 2.สื่อวิทยุ คือ คลื่น 93 Cool FM คลื่น 91.5 Cool Celsius และคลื่น 88.5 สบายดีเรดิโอ

เป้าหมายการทำสื่อโทรทัศน์ของบริษัท คือ สิ้นปี 2557 ช่อง 2 ต้องขึ้นแท่นอันดับ 1 ในกลุ่มแซทเทิลไลท์ และในอนาคตจะผลักดันช่อง 8 ทีวีดิจิทัลขึ้นแท่นอันดับ 1 แทนที่ช่อง 3 และช่อง 7 หลังเรทติ้งช่อง 8 แซงหน้าช่อง 5 และช่อง 9 มาเรียบร้อยแล้ว

ถามว่าเป้าหมายของช่อง 8 จะได้เห็นภายในปีไหน เขาตอบว่า กำลังทำแผนธุรกิจปี 2558 ประมาณเดือนต.ค.หรือพ.ย.นี้คงแล้วเสร็จ เมื่อย้ำถามว่า มีวิธีการแย่ง Eyeball อย่างไร

“เฮียฮ้อ” บอกว่า หากเรารู้ว่าผู้บริโภคชอบดูอะไร ถ้าเดาใจเขาถูกย่อมแย่งผู้ชมได้ เรื่องการทำรายการให้โดนใจพูดง่ายแต่ทำยาก (ยิ้ม)

ส่วนเป้าหมายการทำสื่อวิทยุ เขายอมรับว่า ทำคลื่น 91.5 Cool Celsius มา 2 ปีแล้ว แต่คลื่นยังเลี้ยงดูตัวเองไม่ได้ ตามแผนต้องคุ้มทุนภายใน 2 ปี ตอนนี้เรากำลังวางแผนว่า จะทำอย่างไรกับคลื่นเพลงสากลน้องใหม่แห่งนี้ ล่าสุดได้ให้การบ้านทีมบริหารที่ดูแลคลื่น 91.5 Cool Celsius ไปเรียบร้อยแล้ว แต่คงไม่สามารถแชร์ให้ฟังได้

บอกได้เพียงว่า โจทย์ที่ให้ไปต้องทำให้ได้ก่อนสิ้นปีนี้

เขา เล่าต่อว่า รายได้ที่เหลือของอาร์เอสจะมาจากกลุ่มเดิมๆ นั่นคือ ธุรกิจเพลง อีเวนท์ และโชว์บิส ในส่วนของธุรกิจเพลงยอมรับว่า ในปี 2557 ทิศทางออกแนวทรงตัว หรือลดลงแบบซึมๆ ซึ่งเป็นไปตามอุตสาหกรรมทั่วโลก เนื่องจากช่องทางการหารายได้ของเพลงเริ่มลดลงเรื่อยๆ และในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา ยอดดาวน์โหลดเพลงของอาร์เอสลดลงประมาณ 8-10 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่รายได้ใหม่ๆ ยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนในระดับที่เท่าเทียมกันได้

หากปล่อยไปแบบนี้ระยะยาวธุรกิจเพลงของเราอาจมีปัญหา ฉะนั้นวันนี้อาร์เอสกำลังดำเนินการปรับโมเดลธุรกิจเพลงใหม่ ที่ผ่านมาเราเป็นค่ายเพลงแห่งเดียวที่ปรับตัวเรื่องเพลงสม่ำเสมอ ถามว่าจะทำอย่างไร ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ แต่เป็นโมเดลที่ยังไม่มีใครทำคงได้เห็นอาร์เอสเริ่มทำปี 2558

“โชว์บิสถือเป็นธุรกิจที่ออกแนวทรงตัวของอาร์เอส ในช่วงการเมืองวุ่นวายไม่มีใครจัดกิจกรรมเลย แต่ธุรกิจนี้ในอนาคตน่าจะกลับมาเหมือนเดิม”

“เฮียฮ้อ” พูดเรื่องหุ้น RS ว่า ปัจจุบันมีสภาพคล่องประมาณ 35-40 เปอร์เซ็นต์ อาร์เอส ถือเป็นหุ้นที่ได้รับการยอมรับพอสมควรเห็นได้จากการเข้าไปอยู่ใน SET 100 ที่ผ่านมามีกองทุนขนาดใหญ่หลายรายเข้ามาข้อมูลและขอซื้อหุ้น RS จากกลุ่มเชษฐโชติศักดิ์ที่ถือหุ้นอยู่ 35 เปอร์เซ็นต์ แต่เฮียยังไม่มีนโยบายตัดขายมีแต่เก็บหุ้นเพิ่มเรื่อยๆ

จะขายหุ้น RS ด้วยเหตุผลใด ?

เขาบอกว่า ข้อแรก จังหวะเหมาะสม ข้อสอง ผู้ถือหุ้นคนใหม่ต้องมีประโยชน์ด้านอื่นหนุนธุรกิจด้วย เช่น ต้องสามารถสร้างเสถียรภาพให้หุ้นอาร์เอสได้ เป็นต้น เราไม่เคยมีนโยบายออกหุ้นเพิ่มทุน แม้ที่ผ่านมาจะมีกองทุนใหญ่ๆ มาขอให้บริษัทขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวนมากก็ตาม โดยเฉพาะในช่วงที่เรากำลังประมูลทีวีดิจิทัล หลายคนคิดว่าบริษัทต้องใช้เงินเยอะ

ใครอยากได้หุ้น อาร์เอส ขอให้ไปซื้อในตลาดหุ้น วันนี้ราคาหุ้นของเรายังไม่สะท้อนพื้นฐาน ที่ผ่านมาบล.ธนชาติ ให้ราคาเป้าหมาย 11 บาท หลังเขามองว่า ธุรกิจมีเดียของเราประสบความสำเร็จ ส่วนอีก 3 โบรกเกอร์ ให้ราคาเป้าหมาย 10 บาทกว่า ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวเลขสมมุติแล้วแต่ใครจะมองมุมไหน แต่เราในฐานะผู้บริหารไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องราคามากนัก เราแค่ซื้อไปแล้วบริหารให้ดีที่สุด

“วันนี้ฐานะการเงินของเราแข็งแรง แม้กระทั่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นลงทุนดิจิทัล เรายังสามารถจ่ายเงินปันผลได้ และไม่ได้มีหนี้เกินกรอบ วันนี้อัตราหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ยังไม่ถึง 1 เท่า หากในอนาคตต้องประมูลลิขสิทธิ์ฟุตบอลอีก เรายังมีเงินทุนหมุนเวียนและสามารถกู้เงินแบงก์มาลงทุนได้อีก”

“นายใหญ่ ณ อาร์เอส” ทิ้งท้ายว่า

“ทุกครั้งที่มีปัญหาผมแทบไม่ต้องให้กำลังใจตัวเอง (หัวเราะ) คิดแค่ว่าต้องสู้ ที่ผ่านมาสู้มาทั้งชีวิต และไม่เคยยอมแพ้ ทำอะไรจริงจังมีเป้าหมายชัดเจน เวลาลงมือทำแล้วต้องสำเร็จให้ได้”

วันนี้เฮียคิดแผนธุรกิจระยะยาว 5 ปี 10 ปี ไว้หมดแล้ว แต่ยังไม่สามารถเล่าได้ บอกแบบนี้แล้วกัน วันนี้อาร์เอสก้าวเข้ามาสู่การเป็นบริษัทมีเดียเต็มรูปแบบ ไม่ได้ทำเพียงธุรกิจบันเทิงอย่างเดียว บันเทิงเป็นเพียงธุรกิจเสริมเท่านั้น ฉะนั้นจากนี้บริษัทจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ถามว่าอาร์เอสจำเป็นต้องเดินออกนอกเส้นทางหรือไม่ เราไม่เคยทิ้งโอกาส ที่ผ่านคอยดูระหว่างทางเสมอว่ามีโอกาสอะไรที่เหมาะกับเราหรือไม่ ไม่ใช่ว่าตั้งเป้าจะเดินแบบนี้ก็จะเดินแบบนี้ระหว่างทางมีอะไรมาฉันไม่สนใจ

“นักธุรกิจที่ดีคือ มีแนวทางที่ชัดเจน ทำในสิ่งที่ถนัด ขณะเดียวกันต้องไม่ทิ้งโอกาสที่เข้ามา วันนี้อาร์เอสและเฮียก็เป็นแบบนั้น”