background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

'วิบูลย์ อุตสาหจิต' ธุรกิจสปาของคน "ขี้เมื่อย"

'วิบูลย์ อุตสาหจิต' ธุรกิจสปาของคน "ขี้เมื่อย"

ทิ้งกลิ่นหมึกและแท่นพิมพ์กระโจนสู่ธุรกิจใหม่ที่เกิดจากความชอบส่วนตัว'วิบูลย์ อุตสาหจิต'ปั้นสปาไทยสู่อาเซียน

ถ้าเอ่ยถึงนามสกุล "อุตสาหกิจ" หลายคนอาจจะพอคุ้นหู ฐานที่เป็นเจ้าของโรงพิมพ์ที่สร้างความบันเทิงให้กับผู้อ่านมาหลายทศวรรษ

"สำนักพิมพ์บรรลือสาส์น" คือสำนักพิมพ์ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดพิมพ์นิยายชุด หนังสือการ์ตูนยอดนิยมทั้งในอดีตและปัจจุบัน อาทิ พล นิกร กิมหงวน ขายหัวเราะ มหาสนุก ปังปอนด์ หนูหิ่นอินเตอร์ ฯลฯ และยังเป็นผู้บุกเบิกภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ รายแรกของเมืองไทย

ทว่า การสัมภาษณ์ในครั้งนี้ทายาทรุ่นสอง "วิบูลย์ อุตสาหจิต" ไม่ขอพูดถึงธุรกิจครอบครัว จะขอพูดถึงแต่ธุรกิจใหม่ที่ลงขันกับหุ้นส่วน ผุด บริษัทสยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ธุรกิจ สปาลักซูรี แบรนด์ Rarinjinda Wellness spa และ Let’ s spa โดยมีเขานั่งเก้าอี้ "ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร"

ธุรกิจที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก "ความเจ็บปวด" เจ้าตัวเล่า

"ก่อนหน้านี้ผมไปเรียนเป็นโปรแกรมเมอร์ที่อเมริกา เป็นสาขาวิชาที่ทำให้ผมเครียดมาก (ลากเสียง) ไหนจะต้องเขียนโปรแกรม ไหนจะต้องเร่งรีบทำงานให้เสร็จทันตามกำหนด เพื่อนๆ เลยแนะนำผมไปนวดแก้เครียดเพื่อผ่อนคลายเส้นสาย กลายเป็นความสนใจในธุรกิจนี้ตามมา"

"หนุ่มขี้เมื่อย" หัวเราะ ก่อนจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ลองไปนวดแผนไทยที่เน้นการจับเส้น ทำให้รู้สึกชอบ และมั่นใจใน "ศาสตร์การนวดแผนไทย"ว่าจะช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้

จึงเริ่มไปเรียนนวด เพื่อเรียนรู้เทคนิคต่างๆ เพื่อใช้รักษาตัวเอง

"เรียนนวดครั้งแรก ผมได้ถ่ายทอดวิชาโดยอาจารย์ชาวจีน เพื่อนผมที่ไปเรียนด้วยกันมีปัญหานิ้วโป้งขยับไม่ได้ พอให้อาจารย์นวดให้ 3-5 ครั้งนิ้วก็เริ่มขยับได้ตามปกติ แต่ยอมรับว่าอาจารย์คนนี้นวดได้เจ็บปวดมากๆ ใครให้แกนวดรับรองน้ำตาไหลแน่ๆ"

ที่ผ่านมา วิบูลย์ยังใช้เวลาอยู่ในร้านสปา ร้านนวดแผนไทย มากขึ้นเรื่อยๆ เฉลี่ยวันละ 4-5 ชั่วโมง เพื่อสอบถามเทคนิคต่างๆ จากหมอนวด โดยที่ขณะนั้นยังไม่คิดด้วยซ้ำไปว่าจะเปิดร้านสปา คิดแค่ว่าอยากทำธุรกิจเป็นของตัวเอง แค่นั้น

"ช่วงแรกผมไม่คิดจะทำธุรกิจสปา แค่คิดว่าอยากแยกจากธุรกิจครอบครัวที่ให้พี่ๆ น้องๆ ดูแลกันไปเพราะธุรกิจค่อนข้างอยู่ตัวแล้ว ประกอบกับมองว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์ คือ ธุรกิจที่มีการทำงานซ้ำๆ ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี"

เรียกว่าไม่มีความท้าทายสำหรับเขาอีกต่อไป

"ลองคิดดูนะ ปกติผมนั่งทำงานอยู่ในโรงพิมพ์ ดูแลหนังสือใหม่ที่จะต้องตีพิมพ์ทุกเรื่อง กระบวนการผลิตเริ่มต้นเหมือนกัน จบเหมือนกัน เป็นแบบนี้ทุกเรื่อง ผมก็เริ่มเบื่อ มองหาธุรกิจของตัวเอง ประกอบกับผมเองชอบการนวด สังเกตว่าเวลาเข้าร้านสปาคนจะเต็มตลอด" เขาบอก

จนเริ่มเข้าสู่วงการ เมื่อร่วมกับเพื่อนเปิดร้านนวดเท้าร่วมกับเพื่อนที่ตลาดไนซ์บาร์ซ่า จ.เชียงใหม่ เริ่มแรกมีพนักงาน 2 คน จำนวนห้องนวด 20 ห้อง เมื่อ 16 ปีที่แล้ว กระทั่งวันนี้ธุรกิจเติบโตต่อเนื่องจนขยายสู่ธุรกิจสปา

"ทำวันแรก มีพนักงานแค่ 2 คน แต่เปิดห้องรองรับลูกค้าอลังการมาก 20 ห้อง ลูกค้าถามว่าธุรกิจจะไปรอดเหรอเพราะเมื่อ 16 ปีที่แล้วธุรกิจนวดเป็นเรื่องใหม่มากๆ สำหรับคนไทย"

ทว่าวันนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า...ทำได้ !!

เป้าหมายในอีก 3-5 ปีข้างหน้ายังรอให้พิสูจน์บนเส้นทางนี้กับความตั้งใจที่จะผลักดันให้สยามเวลเนสกรุ๊ป ก้าวขึ้นสู่การเป็น "บริษัทชั้นนำธุรกิจสปาในอาเซียน" หรือไม่

เขาและหุ้นส่วนจะเดิมเกมกลยุทธ์อย่างไรให้ไปถึงฝัน !!

วิบูลย์ บอกว่า ส่วนหนึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ตามที่ต้องการผลักดันให้ไทยเป็น "Spa Capital of Asia"

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือการวางกลยุทธ์ที่ดี

"แผนงานของเราวางแผนไว้อยู่แล้ว ทั้งการขยายสาขาในไทยและประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคล้ายๆ กับไทย เช่น พม่า ก็เป็นประเทศที่สนใจ และยอมรับว่ามีนักลงทุนที่พม่าติดต่อเข้ามา เพราะพม่าเพิ่งเปิดประเทศยังต้องการการพัฒนาให้ทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ เขาก็มองเราว่าเป็นตัวเลือกสำคัญ ในลาวและเวียดนาม ก็ถือเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มเดียวกับไทย ที่เราสนใจจะไปเปิดสาขาที่นั่น"

ส่วนสาขาในไทยตั้งเป้าจะเปิดสาขาใหม่อย่างน้อย 3 สาขาภายในปี 2558 บนทำเลแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น เชียงใหม่ สมุย ภูเก็ต และพัทยา

จากปัจจุบันมีสาขาที่เปิดให้บริการทั้งสิ้น 12 สาขา

"การเข้าไปทำตลาดเราจะใช้ทั้งแบรนด์ Let’ s spa และ Rarinjinda Wellness spa เข้าไปทำตลาดในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย"

แบรนด์แรกจะจับกลุ่มลูกค้าในระดับกลางตั้งแต่ B ขึ้นไป ส่วนแบรนด์หลังถือว่าเป็นลักซูรี่แบรนด์ ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มต่างชาติ

สำหรับ Rarinjinda Wellness spa จะเป็นแบรนด์นำร่องในต่างประเทศ เพราะเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่แล้ว การขยายสาขาใหม่จะเน้นเปิดในโรงแรมชั้นนำ ส่วนแบรนด์ Let’ s spa เป็นแบรนด์ที่เป็นลักษณะสแตนด์อะโลน

"สัดส่วนลูกค้าสปาทั้ง 2 แบรนด์มีสัดส่วนลูกค้าใกล้เคียงกันคือ ไทย 20% และต่างชาติ 80% จากฐานลูกค้า 40,000 ราย" เขาเล่าก่อนจะบอกว่า

อุตสาหกรรมสปาไทยเติบโตทุกปีและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว เฉลี่ยมีอัตราการเติบโตปีละ 6-10% พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มว่า มูลค่าตลาดรวมของธุรกิจสปายังเป็นที่เถียงกันอยู่ว่าจะยึดจากตัวไหน เพราะหากใช้ตัวเลขจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่คิดจากบริษัทที่จดทะเบียน มูลค่าตลาดก็จะอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท

แต่หากใช้ตัวเลขจากกระทรวงสาธารณสุขจะอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท

ไม่เพียงแค่ธุรกิจสปาและนวดเท่านั้นที่จะขยายการให้บริการต่อเนื่อง สยามเวลเนสกรุ๊ป ยังมีธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ได้แก่ ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ภายใต้ชื่อ "ระรินจินดา"จำนวน 35 ห้อง ตั้งอยู่ใน จ.เชียงใหม่ โดยมีแผนจะพัฒนาธุรกิจโรงแรมต่อเนื่องไปในเมืองท่องเที่ยวหลักของไทย ธุรกิจคุ๊กกี้เพื่อสุขภาพ และธุรกิจโรงเรียนสอนนวด

"ทุกธุรกิจที่เรามีอยู่ มีโอกาสเติบโต เรามีธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยิ่งไทยเปิดเออีซี คนยิ่งอยากเข้ามาเรียน มาเป็นพันธมิตรกับเรา" เขาบอกด้วยความมุ่งมั่น

ขณะที่การสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ก็ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญ ที่ผ่านมาสยามเวลเนสกรุ๊ป ได้รับรางวัล The Best Destination Spa จากมิสเทอร์รี่ช็อปเปอร์ (Mystery Shopper) ที่สุ่มตรวจการให้บริการจากสปาทั่วโลก

นอกจากนี้ การเข้ากระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ MAI ยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้กับพันธมิตร และระดมทุนเพื่อใช้ขยายสาขา เพิ่มเงินทุนหมุนเวียน และชำระหนี้บางส่วน