วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภาคธุรกิจจี้รัฐเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

"โฆสิต"ห่วงลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นักวิเคราะห์มั่นใจครม.ขับเคลื่อนประเทศ ด้านท่องเที่ยวขานรับ"กอบกาญจน์"

ภาคธุรกิจขานรับโฉมหน้าครม.รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ มั่นใจขับเคลื่อนประเทศได้ เสนอออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นวาระเร่งด่วน "เบิกจ่ายงบ-สร้างความเชื่อมั่น-ออกนโยบายเป็นรูปธรรม" ขณะ"โฆสิต"เตือนต้องเลิกประชานิยม เน้นพัฒนาประเทศระยะยาว

ภาคธุรกิจประเมินคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มั่นใจขับเคลื่อนประเทศได้ แต่ที่อยากเห็นเร่งด่วนคือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ไม่ใช่"ประชานิยม" และต้องการเห็นนโยบายที่เป็น "รูปธรรม" เพื่อพัฒนาประเทศระยะยาว

"กรุงเทพธุรกิจ" สำรวจความเห็นของนักธุรกิจหลายวงการ ต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯในช่วงค่ำวานนี้(31 ส.ค.) จำนวน 32 ตำแหน่ง โดยเห็นตรงกันในเรื่องตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าเป็นผู้ที่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้ แต่เห็นต่างกันในเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ

ผู้ให้สัมภาษณ์ในการสำรวจครั้งนี้ ส่วนใหญ่เห็นว่าเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องทำเป็นอันดับแรก คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองค่อนข้างมาก โดยมาตรการที่สำคัญคือเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในโครงการของรัฐ และสร้างความเชื่อมั่น

แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวเห็นว่าไม่ควรจะเป็นนโยบายแบบประชานิยม เพราะได้ผลระยะสั้น แต่ส่งผลกระทบระยะยาว

นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ครม. ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถในการวางนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยังเป็นที่ยอมรับในสายตาต่างประเทศ จึงเชื่อว่าทีมงานทั้งหมดจะช่วยขับเคลื่อนประเทศได้

ทั้งนี้สิ่งที่ห่วงคือการวางแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานซึ่งถือเป็นโครงการลงทุนครั้งใหญ่ของประเทศ ควรกำกับดูให้โปร่งใส ปราศจากคอร์รัปชั่น ทำโครงการให้ชัดเจนรัดกุม ไม่เกิดข้อครหากับสังคม

นายโฆสิต กล่าวว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วยการกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่ควรปรับรูปแบบการเติบโตเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับพื้นฐานของประเทศ โดยไม่ทำให้หนี้ภาคครัวเรือนสูงขึ้นจากโครงการประชานิยม เช่น ที่ผ่านมากับโครงการรถคันแรก รวมไปถึงโครงการจำนำข้าว ที่จะส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการประเทศในระยะยาว

แนะรับมือสังคมผู้สูงอายุ

นายโฆสิตยกตัวอย่างผลกระทบจากนโยบายประชานิยมเชิงโครงสร้างว่านอกจากจะส่งผลให้หนี้ภาคครัวเรือนสูงขึ้นแล้ว ยังทำให้สัดส่วนการออมลดลงจาก 10% ในปี 2542 เหลือเพียง 5% ในปัจจุบัน ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดูแลผู้สูงอายุในอนาคต ซึ่งสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

นายโฆสิต กล่าวว่าหากรัฐบาลใหม่เน้นพัฒนารูปแบบการเติบโตของเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน โดยเน้นพึ่งพารายได้จากภาคบริการท่องเที่ยว อาจจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ประมาณ 1.5-2%

อย่างไรก็ตาม ควรปรับวิธีคิดไม่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบเดิม เน้นพึ่งพาภาคส่งออก การลงทุนจากต่างประเทศและการลงทุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องออกไปลงทุนนอกประเทศด้วย หลังจากไทยเริ่มเป็นสังคมผู้สูงอายุ ทำให้ขีดความสามารถการดึงดูดเงินลงทุนด้อยลงไป

นายโฆสิต กล่าวอีกว่าหากในอนาคตประเทศไทยสามารถรักษาระดับการเติบโตของเศรษฐกิจ(จีดีพี)ไว้ที่ปีละ 4% โดยมุ่งส่งเสริมการรวมกลุ่มของระบบธุรกิจมีการพึ่งพาซึ่งกันและกัน จะทำให้ประชากรไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวคนละ 10,000 ดอลลาร์ต่อปี ภายใน 10 ปี โดยไม่จำเป็นต้องเร่งรีบกระตุ้นเศรษฐกิจ

อยากเห็นรูปธรรมนโยบายเศรษฐกิจ

ด้านนายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวเช่นเดียวกันว่านักลงทุนน่าจะยอมรับรายชื่อครม.ได้ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มทหารกับกลุ่มเทคโนแครตเดิม ดังนั้น ภาพโดยรวมของครม.ชุดใหม่ จึงยอมรับได้และอยากให้นักลงทุนดูที่ผลงานเป็นหลัก

นายอมรเทพ เสนอว่าภารกิจเร่งด่วนในขณะนี้ คือ การผลักดันนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพราะที่ผ่านมาเราเห็นเพียงแต่นโยบายที่เป็นลักษณะประคับประคองค่าครองชีพ แต่ยังไม่เห็นนโยบายระยะยาวที่ชัดเจน จึงเชื่อว่าสิ่งที่นักลงทุนติดตาม คือ นโยบายสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจที่ชัดเจนในระยะยาว

นอกจากนี้ เป็นเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการเดินหน้าปฏิรูปประเทศตามแผนที่ได้วางเอาไว้

แนะต้องเร่งเบิกจ่ายงบปี 57-58ก่อน

ด้านนายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่ารายชื่อครม.โดยภาพรวมถือว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะแต่ละคนล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ในการทำงานอย่างดีอยู่แล้ว

นายเบญจรงค์ กล่าวว่าภารกิจเร่งด่วนที่อยากเห็น คือ 1. การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐทั้งของปีงบ 2557 และ 2558 เพราะการใช้จ่ายของภาครัฐถือเป็นความหวังเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หากการเบิกจ่ายทำได้ล่าช้าอาจทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้น้อยกว่าที่คาดเอาไว้ 2. การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งภาครัฐควรหาแนวทางมากระตุ้นเพราะที่ผ่านมา การลงทุนของเอกชนยังอ่อนแอมาก

3. ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ ซึ่งภาครัฐควรต้องดึงกลับมาให้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะจะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4. การดูแลผู้บริโภคซึ่งเวลานี้รายได้ผู้บริโภคโดยเฉพาะภาคการเกษตรอ่อนแอลงมากจากปัญหาราคาสินค้าที่ตกต่ำ ภาครัฐจึงควรมีแนวทางในการช่วยเหลือบ้าง และ 5. ภาคการส่งออก ที่ผ่านมาเติบโตได้น้อยกว่าที่คาดการณ์กันไว้ ซึ่งหวังว่าครม.ชุดใหม่จะหาแนวทางในการผลักดันการส่งออกเพิ่มเติม

ระยะยาวต้องเร่งปฏิรูปการเมือง

นาง ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส(ประเทศไทย) และนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า นโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการคือ นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถือเป็นนโยบายระยะสั้น เพราะที่ผ่านมาประชาชนได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมานาน

นอกจากนี้ อยากเห็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งท่าทีรัฐบาลที่ผ่านมาก็ส่งสัญญาณว่าจะมีการลงทุนต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ รองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เรื่องนี้เป็นนโยบายที่ควรผลักดันในระยะกลาง

นโยบายระยะยาวที่ควรเร่งผลักดันคือการปฏิรูปการปกครอง กระบวนการจัดการเลือกตั้งอย่างโปร่งใส เพื่อให้ระบบการปกครองของไทยใน1ปีจากนี้เป็นที่ยอมรับได้ ทั้งจากประชาชนในประเทศ และนักลงทุนต่างประเทศ เพราะปัจจุบัน ต้องยอมรับว่ายังมีความกังวลว่าประเทศไทยจะกลับไปเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบเดิมอยู่

เสนอฟื้นฟูความเชื่อมั่นผู้บริโภค

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้จะมีนายทหารร่วมครม.อยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างมากแต่ในภาพรวมก็ประเมินว่าจะสามารถทำงานได้ดี เพราะมีอดีตข้าราชการในแต่ละกระทรวงซึ่งมีความเชี่ยวชาญงานนั้นๆอยู่แล้วมาทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ

ส่วนงานเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ ได้แก่ การฟื้นความเชื่อมั่นการบริโภคภายในประเทศ และการผลักดันการส่งออก

"ผมว่าหน้าตา ครม.ถือว่าโอเค แม้จะดูเหมือนว่ามีทหารมาร่วมครม.จำนวนมาก" นายวัลลภ กล่าว

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่าอยากรู้ว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถฉายภาพอนาคตประเทศไทยว่าจะมีทิศทางอย่างไร

เชื่อมืออดีตราชการบริหารประเทศ

ด้าน นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ที่ปรึกษาสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า บุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น พาณิชย์ อุตสาหกรรม เกษตรและสหกรณ์ คลัง มีความเหมาะสม เพราะเป็นลูกหม้อเก่าในกระทรวง มีประสบการณ์ในการบริหารงานราชการมายาวนาน

สิ่งที่รัฐบาลใหม่จะต้องเร่งดำเนินงานมีทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่ สร้างความสามารถในการแข่งขันสินค้าไทยในระดับอาเซียนและมาตรฐานโลก การพัฒนาสินค้าอาหารให้มีความปลอดภัย เพื่อให้ผ่านมาตรฐานในระดับสูงสามารถส่งเข้าไปขายได้ทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งยังเป็นการยกระดับมาตรฐานสุขภาพของคนไทยจากการบริโภคอาหารที่มีคุณภาพ

ปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการส่งสินค้าข้ามแดน โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้สามารถส่งออกผ่านแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างสะดวก ซึ่งหารผลักดันการค้าผ่านแดนได้ไว ปรับปรุงด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการกำหนดราคาสินค้า และบริหารให้เป็นธรรม และสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

ท่องเที่ยวขานรับ"กอบกาญจน์"นั่งรมว.

นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่านางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร เป็นรมว.ท่องเที่ยวและกีฬานั้น คิดว่าจะเป็นผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะเป็นบุคคลที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงาน มีประวัติการทำงานในฐานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และเคยมีประสบการณ์ทำงานกับสภาหอการค้าไทย และทำงานเกี่ยวข้องกับด้านการศึกษาและการปราบปรามคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นประเด็นสอดคล้องกับที่ สทท.กำลังต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาปฏิรูปอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

"เมื่อมากับรัฐบาลใหม่ ที่เข้ามาบริหารประเทศในวาระพิเศษเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่สะสมมานาน เชื่อว่าจะมีการขับเคลื่อนและจัดการที่เด็ดขาด และสามารถข้ามขีดจำกัดด้านอุปสรรคต่างๆ ที่รัฐบาลทั่วไปเคยประสบก่อนหน้านี้ได้"

ด้านนายยุทธชัย สุนทรรัตนเวช นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวว่าต้องการให้เร่งดำเนินการปฏิรูปอุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วยการเน้นใน 2 เรื่องหลัก อันดับแรก คือ การปราบปรามปัญหาคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการทุจริตในหน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ใช้งบประมาณในการจัดโครงการท่องเที่ยวในรูปแบบศึกษาดูงานแบบไม่โปร่งใส และอันดับต่อมา คือ การวางแนวทางส่งเสริมการลงทุนการท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้ให้ทั่วถึง