'ประยุทธ์'เคาะยุทธศาสตร์เอสเอ็มอี ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเอสเอ็มอีต่อจีดีพีเพิ่มขึ้น1% เป็น 4.2 ล้านล้านบาท
พร้อมผลักดันธุรกิจจดทะเบียนอีก 5 หมื่นราย ปั้นผู้ประกอบการจากรายเล็กเป็นรายกลางเพิ่ม สร้างนวัตกรรมและการส่งออก ดันเอสเอ็มอีเข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพิ่มจาก 40% เป็น 45%
ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ถือเป็นผู้ประกอบการที่มีปริมาณมากที่สุดในประเทศ และยังเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบหลักจากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ล่าสุด บอร์ดเอสเอ็มอี ได้อนุมัติยุทธศาสตร์ส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปี 58 เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคธุรกิจนี้
นางสาววิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการรักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ “บอร์ดเอสเอ็มอี” ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน วานนี้ (29 ส.ค.) ว่าที่ประชุมฯเห็นชอบในหลักการยุทธศาสตร์ส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประจำปี 2558 ประกอบไปด้วย 4 ยุทธศาสตร์ 13 โครงการ วงเงินรวม 726.7 ล้านบาท
ตั้งเป้าเพิ่มจีดีพี'เอสเอ็มอี' อีก 1%
ยุทธศาสตร์ ดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนของเอสเอ็มอีในประเทศไทยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ให้เพิ่มขึ้น 1% จากปัจจุบันสัดส่วน 37% ให้เพิ่มเป็น 38% หรือให้เอสเอ็มอีมีรายได้เพิ่มขึ้นจากที่ปัจจุบันประมาณ 4 ล้านล้านบาทต่อปี เพิ่มเป็น 4.2 ล้านล้านบาทต่อปี รวมทั้งให้จดทะเบียนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 50,000 รายภายในปี 2558
ที่ประชุมฯ ยังเห็นชอบ 4 ยุทธศาสตร์พัฒนาเอสเอ็มอี เรียกว่า ยุทธศาสตร์ “4P” ประกอบไปด้วย 1.ยุทธศาสตร์การสร้างกระบวนการพัฒนาเอสเอ็มอี (Process) คือ เน้นกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยจะดำเนินการขึ้นทะเบียนเอสเอ็มอีทั่วประเทศ เพื่อให้ภาครัฐสามารถมีข้อมูลของเอสเอ็มอีเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาและแก้ปัญหาขอเอสเอ็มอีได้อย่างถูกต้อง โดยร่วมมืออย่างบูรณาการกับภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งผลักดันจัดตั้งศูนย์แบบบูรณาการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One stop service) ขับเคลื่อนโครงการพี่เลี้ยงธุรกิจ และลดปัญหาอุปสรรคการดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอี เช่น ลดระยะเวลาการออกใบอนุญาตและลดระยะเวลา-ขั้นตอนในการออกใบอนุญาตให้กับเอสเอ็มอี
หนุนเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
นอกจากนั้นจะยังสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงโครงการการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐมากขึ้น จากที่ปัจจุบันสัดส่วนการประมูลงานของเอสเอ็มอีในงานภาครัฐได้อยู่ที่ประมาณ 40% โดยในปี 2558 จะพยายามผลักดันให้ได้ 45% หรือสูงกว่า 45% เพื่อเพิ่มโอกาสให้เอสเอ็มอีมีผลประกอบการที่ดีขึ้น
2.ยุทธศาสตร์การสร้างความก้าวหน้าให้กับเอสเอ็มอี (Progress) คือยุทธศาสตร์ที่เน้นให้เกิดความก้าวหน้าในการประกอบการของเอสเอ็มอีและผลักดันให้เติบโตได้ตามวงจรธุรกิจ รวมทั้งการแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี นอกจากนั้นยังมีเป้าหมายผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2.7 ล้านรายทั่วประเทศ ขยับจากระดับเล็ก (S) เป็นระดับกลาง (M) มากขึ้นเนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการขนาดกลางของไทยมีเพียง 17,000 รายเท่านั้น ขณะที่ตัวเลขของผู้ประกอบการขนาดกลางที่เหมาะสมของไทยอยู่ที่ 130,000 ราย
โดยผู้ประกอบการขนาดกลางถือว่ามีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเนื่องจากจะเป็นผู้จ้างแรงงานราคาแพง เป็นผู้สร้างนวัตกรรม และเป็นผู้ส่งออกที่สำคัญในอนาคต ส่วนโครงการอื่นๆตามยุทธศาสตร์ที่ 2 คือการส่งเสริมเอสเอ็มอี ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์บริการเอสเอ็มอีแบบเบ็ดเสร็จในส่วนภูมิภาค และส่งเสริมให้มีการอบรมและให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระดับภูมิภาค
3.ยุทธศาสตร์การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของเอสเอ็มอี (Product) โดยเน้นการสร้างนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การผลักดันโครงการการสร้างนวัตกรรมของเอสเอ็มอีในท้องถิ่นโดยดึงสถานศึกษาในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมและจัดตั้งเป็นโครงการ 1 มหาวิทยาลัยท้องถิ่น 100 เอสเอ็มอี และการจัดทำเนียบที่ปรึกษาสำหรับเอสเอ็มอีเพื่อเป็นข้อมูลให้กับเอสเอ็มอีที่ต้องการรายชื่อที่ปรึกษาในการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการของเอสเอ็มอี
และ 4.ยุทธศาสตร์การสร้างพลังขับเคลื่อนเอสเอ็มอี (Power) โดยเน้นการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างเอสเอ็มอีไทยและต่างประเทศเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองในเวทีการค้าทั้งการตั้งราคาสินค้า การต่อสู้ในประเด็นกฎหมายและการกีดกันทางการค้า เป็นต้น
กำหนดประเภทเอสเอ็มอีส่งเสริม
นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบการกำหนดประเภทของเอสเอ็มอีที่ควรได้รับการส่งเสริมเพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพ สภาพปัญหาและความต้องการ เพื่อให้เอสเอ็มอีเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจไทยโดยพิจารณาจากสาขาธุรกิจที่สร้างประโยชน์และรายได้ให้ประเทศเป็นจำนวนมาก มีการใช้วัตถุดิบในประเทศ มีศักยภาพในการแข่งขันและมีโอกาสในอนาคต ตอบสนองนโยบายสำคัญของภาครัฐ รวมทั้งคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม ศิลปวัฒนธรรม ประกอบด้วย 2 กลุ่มธุรกิจ
ได้แก่ 1. กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีการเติบโตสูงของประเทศไทย ซึ่งพิจารณาจากมูลค่าจีดีพีของเอสเอ็มอี การจ้างงาน รายได้และผลประกอบการ รวมทั้งนโยบายของภาครัฐ ฯลฯ มีจำนวน 12 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง กลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มธุรกิจยานยนต์และชิ้นส่วน กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มธุรกิจการบริการด้านการศึกษา กลุ่มธุรกิจด้านพลังงาน กลุ่มธุรกิจภาคเกษตรกรรม กลุ่มธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว กลุ่มธุรกิจการบริการด้านสุขภาพ กลุ่มธุรกิจสมุนไพรและเครื่องสำอาง กลุ่มธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและสมุนไพร
และ 2. กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งพิจารณาจากมูลค่าการส่งออก-นำเข้า และจำนวนการจ้างแรงงาน มีจำนวน 7 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางทา กลุ่มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์พลาสติก กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ และกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง
“นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหารือร่วมกันในรายละเอียดเพื่อนำไปสู่ภาคปฏิบัติและรับงบประมาณสนับสนุนโครงการต่อไป โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกันระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รวมทั้งการส่งเสริมให้เอสเอ็มอีเพิ่มมูลค่าจากวัตถุดิบในประเทศ การเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร โดยมีการยกตัวอย่างการนำข้าวไปทำเครื่องสำอางเพื่อเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร”น.ส.วิมลกานต์ กล่าว






