วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

Market focus

SET มีลุ้นทำจุดสูงสุดใหม่เหนือ 1570 จุด

SET View

แนวโน้ม วันนี้ SET

มีโอกาสแกว่งตัวไร้ทิศทางในกรอบ 1560-1570 จุด และระหว่างวันมีโอกาสขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 1570 จุดอีกครั้ง (1) ความคาดหวังเชิงบวกต่อครม.ชุดใหม่ที่จะมีการทูลเกล้าถวายรายชื่อพรุ่งนี้ (2) งาน Thailand Focus วันที่สอง อาจมีแรงเก็งกำไรหุ้นกลุ่มนำตลาดที่มูลค่าตลาดขนาดใหญ่ใน กลุ่มธนาคาร กลุ่มพลังงาน กลุ่มสื่อสาร กลุ่ม อสังหาริมทรัพย์ และ หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (3) ทางเทคนิค มีการขึ้นทดสอบจุดสูงสุดใหม่เมื่อวานทำให้รูปแบบราคายังไม่เสีย (4) นักลงทุนต่างชาติและสถาบันยังคงซื้อสุทธิเมื่อวานนี้ อย่างไรก็ตามการประกาศตัวเลขส่งออกเดือนก.ค.ที่ลดลง 0.9% แย่กว่านักวิเคราะห์คาดว่าจะโต 4% อาจสร้างความวิตกต่อการฟื้นตัวของ GDP ช่วง 2H57 และกดดันจิตวิทยาของนักลงทุน หาก SET ค่อยๆขยับขึ้น ยังมีโอกาสขึ้นไปทดสอบ 1590 จุด (Uptrend Channel) ในระดับสัปดาห์ แต่หากหลุด 1560 จุด จะเสี่ยงต่อโอกาสพักฐาน

กลยุทธ์การลงทุน

ระยะ 1-2 วัน ดูแนวรับที่ 1560 จุดเป็นสำคัญ หากหลุดจะลงมาได้ถึง 1548 จุด เน้นขึ้นขายลงซื้อ (1) Top Daily Pick : SRICHA (มีโอกาสรับงานเพิ่มช่วง 2H57 และผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตต่อจากงานในมือ สถานะการเงินแข็งแกร่ง ความสามารถทำกำไรสูงกว่ากลุ่มรับเหมา ปันผลสมํ่าเสมอสูงกว่า 5% ต่อปี ) และ SPALI (คาดผลประกอบการ 2H57 เติบโตต่อเนื่องจากงานงานในมือรองรับกว่า 80% ของประมาณการรายได้ทั้งปี รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นระดับ 40% สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 35% และให้ผลตอบแทนเงินปันผล 5-6% ต่อปี)

(2) Technical Pick : BBL KBANK SCC BJCHI QH

(3) Theme Play : กลุ่มอาหาร (CPF TUF) ยอดขายเร่งตัวช่วง 2H57 กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ที่เป็นตัวผลักดัน SET (BBL KBANK SCB) และหุ้นที่จะเข้าร่วมงาน Thailand Focus (AAV BANPU BJCHI BLAND CENTEL DTAC ERW HMPRO INTUCH IVL M SPALI PSL PTT)

Macro Talk

ผู้ว่าธปท.บอกอะไรในงาน Thailand Focus เมื่อวานนี้ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้ความเห็นพอสรุปได้ว่า

1. คาด GDP ปี 57 เติบโต 2% จะโตได้ 3%-4% ในไตรมาส 3 และ 4 โดยปี 58 อาจโตได้ถึง 5.5%

2. ต้องอาศัยนโยบายด้านอื่นนอกเหนือจากนโยบายการเงินเข้ามาร่วมด้วย โดยเฉพาะนโยบายด้านอุปทาน เช่น ความสามารถของแรงงานการศึกษา และ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

3. สิ่งสำคัญที่สุด คือ สร้างความมั่นใจให้นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนระยะยาว

4. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงการคลัง ควรจะออกมาเป็นแพ็กเกจในคราวเดียวกัน เพื่อให้เกิดความครบถ้วนทั้งในแง่ของรายได้และรายจ่าย ด้านรายจ่ายน่าจะขับเคลื่อนได้เป็นปกติ ไม่เหมือนกับช่วงก่อนหน้าที่มีปัญหาการเมือง ด้านการจัดเก็บรายได้เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลด้านการคลัง แต่การปรับขึ้นอัตราภาษีหากทำในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม อาจกลายเป็นตัวหยุดการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งเห็นว่า รมว.คลังคนใหม่คงต้องพิจารณาภาพรวมให้สอดคล้องกันอย่างรอบคอบ

5. การกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไม่ควรดำเนินมาตรการอย่างใจร้อน แต่ควรทำในลักษณะที่ไม่เป็นภาระต่องบประมาณมากเกินไป และต้องเกิดประโยชน์โดยรวมต่อประเทศ ซึ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ, การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามที่ได้รับการจัดสรรไว้ หรือการเร่งอนุมัติคำขอส่งเสริมการลงทุนของโครงการภาคเอกชน ถือว่าเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระบบได้

(ที่มา:เว็บไซต์ไทยรัฐ)

ความเห็นของเรา เนื่องจากตำแหน่งผู้ว่าการธปท.ถือว่าเป็นอิสระจากรัฐบาล ไม่สามารถคาดหมายได้ว่ารัฐบาลต้องนำความเห็นไปปฏิบัติ แต่เราเชื่อว่าแนวความคิดดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ เราประเมินสิ่งที่คาดหมายจะเกิดขึ้นใน 2H57 ต่อเนื่อง ปี 58

• ดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ปรับลดตํ่ากว่านี้ และมีความเสี่ยงต่อการปรับขึ้นตามตลาดโลก กลุ่มอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยเช่นผู้พัฒนาอสังหาฯ และธุรกิจโรงไฟฟ้าอาจได้รับผลกระทบ แต่ขึ้นกับความเร็วในการปรับขึ้น เทียบกับการเติบโตผลประกอบการ ประเด็นนี้ยังประเมินชัดเจนได้ยาก

• มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นด้านการบริโภคอาจมีไม่มาก (ค้าปลีก บันเทิงอาจไม่ได้ประโยชน์) แต่ช่วง 2H57 กำลังฟื้นจะฟื้นตัวจากภาครัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ค้าปลีกได้รับผลบวก (CPALL)

• จะเร่งรัดมาตรการโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับปรุงต่อเนื่องมาจากโครงการ 2 ล้านล้าน และกลุ่มรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ (CK ITD STEC) รถไฟฟ้า (BMCL BTS) และ สนามบิน (AOT) จะได้ประโยชน์

• เร่งรัดอนุมัติคำของส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมไทยประโยชน์ (คาด HEMRAJ ได้ประโยชน์มากสุด)

Smart Port Note

TUF คงเป้ารายได้ปีนี้ที่ 4,000 ล้านดอลลาร์ จากทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ปรับตัวดีขี้น รวมถึงโรคกุ้ง EMS ได้ผ่านจุดตํ่าสุดไปแล้ว และทูน่ามี margin ที่สูงขึ้น สำหรับหนี้สินต่อทุนปัจจุบันอยู่ที่ 0.8 เท่า ทำให้มีโอกาสในการเข้าซื้อกิจการเพิ่ม ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 15-16% จากช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาอยู่ที่ 16.9%

BTS ซื้อหุ้นคืนภายในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 6 พันล้านบาท และจำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนประมาณ 5% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้ว กำหนดระยะเวลาที่จะซื้อคืนตั้งแต่ วันที่ 25/08/57 – 24/02/58

AJD มูลค่าเหมาะสมอยู่ในระหว่างทบทวนประมาณการ

AJD ติด Cash Balance ระหว่าง 13/08/20147 – 19/09/2014

หุ้นใน Smart Port ที่จะขึ้น XD ได้แก่

28/08/2557 - SEAFCO

2/10/2557 - TVD

8/10/2557 - BLA