วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชูปีท่องเที่ยววิถีไทย'ฟื้นเชื่อมั่น'

ชูปีท่องเที่ยววิถีไทย"ฟื้นเชื่อมั่น" ททท.ประเมินไตรมาสสี่ไม่ฟื้น

ประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวไตรมาสสี่ปีนี้ยังทรุด รอตั้งหลักท่องเที่ยวใหม่ปี 2558 ชูแผนประชาสัมพันธ์ปีท่องเที่ยววิถีไทยสนองแนวคิดรัฐบาลใหม่ หวังอัดรายได้นักท่องเที่ยวต่อหัวเพิ่มผ่านไฮไลต์สินค้าวัฒนธรรม วิถีชุมชน และประสบการณ์แบบไทย วางเป้าหมายดันตลาดเอเชียเน้นดึงเม็ดเงินชอปปิง พร้อมชงมาตรการวีซ่าหนุนยุโรปเพิ่ม มั่นใจโอกาสรายได้แตะ 2.2 ล้านล้านบาท แม้ปีนี้วืดเป้ารายได้ไปแล้ว 1 แสนล้านบาท

หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินหน้าบริหารประเทศ ล่าสุดประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 และกำลังจะตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้ เพื่อขับเคลื่อนประเทศในหลายด้าน รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ผลักดันอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี)

นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.เคยตั้งเป้ารายได้ท่องเที่ยวไว้ 2 ล้านล้านบาทในการกำหนดแผนการตลาดปี 2557 ในการประชุมเมื่อกลางปี 2556 แต่หลังจากผ่านสถานการณ์ผันผวนทางการเมือง ทำให้ต้องปรับลดเป้าหมายรายได้รวมของท่องเที่ยวไทยปี 2557 ลดลงเหลือราว 1.9 ล้านล้านบาท หรือหายไปราว 1 แสนล้านบาทจากเป้าหมายเดิม แบ่งเป็นตลาดต่างประเทศ 25.5 ล้านคน ลดลง 3.94% รายได้ 1.2 ล้านล้านบาท ลดลง 0.36% ขณะที่ตลาดในประเทศได้ 135 ล้านคน/ครั้ง เพิ่มขึ้น 3% รายได้ 7.05 แสนล้านบาท เติบโต 3% ทั้งนี้เพราะช่วงที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมากที่สุดคือไตรมาส 1 ซึ่งยังตรงกับช่วงไฮซีซัน

ไตรมาสสี่ยังทรุด-ยอดจองล่วงหน้าลด

นอกจากนี้ ยังประเมินว่าสถานการณ์ธุรกิจท่องเที่ยวในไตรมาส 4 ปีนี้ว่ายังคงติดลบ ประเมินจากปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสนามบินต่างๆ ยังปรับลดลง โดยในวันที่ 1-27 ส.ค.การเดินทางเข้าทางสนามบินสุวรรณภูมิลดลงราว 18.48% ขณะที่ดอนเมือง ลดลงราว 10.46% เช่นเดียวกับยอดการจองล่วงหน้าที่ธุรกิจบริการท่องเที่ยวไทยในช่วง 3 เดือนยังคงลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ได้แก่ ส.ค.ลดลง 18% , ก.ย. ลดลง 12% และ ต.ค. ลดลง 6.8% อย่างไรก็ตามหลังจากเดือน ส.ค. เริ่มเห็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนมากขึ้นในหลายพื้นที่ อาทิ สนามบินภูเก็ต การเดินทางเข้าสนามบินเพิ่มขึ้นราว 12.98% ทำให้ ททท.จะเริ่มมองโอกาสเดินหน้าในวางแผนฟื้นฟูเต็มตัวอีกครั้งในปี 2558

ดังนั้นการประชุมใหญ่ฝ่ายบริหาร (วานนี้) จึงได้มอบหมายรองผู้ว่าททท.ทั้ง 6 ฝ่าย ได้แก่ ด้านตลาดเอเชีย, ตลาดยุโรป, ด้านตลาดในประเทศ, ด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว, ด้านนโยบายและแผน ไปจัดทำรายละเอียดกิจกรรมตามโครงการส่งเสริม “ปีท่องเที่ยววิถีไทย” กระตุ้นให้เกิดการเดินทางทั้งตลาดในและต่างประเทศเพื่อเรียนรู้วิถีความเป็นอยู่แบบไทย (Thainess) โดยมีกิจกรรมพิเศษระดับนานาชาติเพื่อนำเสนอเป็นปฏิทินท่องเที่ยว 12 เดือนของปี 2558 ซึ่งททท.จะปูพรมประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ตั้งแต่ปีนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางที่รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ให้นโยบายไว้ว่าปีหน้าจะเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยว

ทั้งนี้ การวางกรอบทำงานโครงการทั้งหมดจะต้องแล้วเสร็จในเดือน พ.ย.เพื่อเตรียมนำไปเปิดตัวใหญ่ในงานเทรดโชว์ “เวิลด์ ทราเวล มาร์เก็ต” หรือ ดับเบิลยูทีเอ็ม 2014 ที่กรุงลอนดอน ระหว่างวันที่ 3-6 พ.ย.นี้

“ปีหน้าท่องเที่ยวไทยจะต้องเน้นหนักเรื่องการสื่อสารประชาสัมพันธ์ เพื่อฟื้นฟูความมั่นใจนักท่องเที่ยว และเน้นวิธีการสื่อให้ต่างชาติเข้าใจคนไทย รวมถึงสถานการณ์ในไทยที่ยังมีความสุขและยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ ด้วยการสอดแทรกนำเสนอเอกลักษณ์ของวิถีไทยที่สามารถเชื่อมโยงกับการเป็นสินค้าท่องเที่ยวไทย โดยมีที่มาจาก 3 กลุ่ม คือ วัฒนธรรมไทย (Thai Culture), วิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบไทย (Thai Way Of Living) และประสบการณ์แบบไทย (Thai Experiences) ซึ่งจะสามารถแยกออกมาเป็นสินค้า 7 อย่าง อาทิ การนำเสนอท่องเที่ยวโดยให้ชุมชนเป็นพื้นฐาน หรือ CBT (Community Based Tourism), อาหารไทย หรือ มวยไทย เป็นต้น”

เตรียมเสนอแผนท่องเที่ยวครม.ใหม่

ทั้งนี้ เมื่อจัดตั้งครม.แล้ว ททท.จะนำเสนอแผนโครงการปีท่องเที่ยววิถีไทยนำเสนอผ่านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ เพื่อออกประกาศอย่างเป็นทางการ รวมถึงจะได้มีการดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการ ประกอบด้วยภาครัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงวัฒนธรรมที่ดูแลโดยตรงเรื่องวัฒนธรรมและประเพณีของไทย, กระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะต้องเข้ามามีส่วนเรื่องการรับรองความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว, กระทรวงคมนาคม ที่ต้องประสานดูแลด้านการเดินทางขนส่งนักท่องเที่ยว เป็นต้น

พร้อมกันนี้ จะร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลอดภาษี, บัตรเครดิต, สายการบิน, โรงแรม, บริษัทนำเที่ยว ในการโหมประชาสัมพันธ์ร่วมกันผ่านช่องทางที่ทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของตัวเองได้อยู่แล้ว

โดยการดำเนินโครงการเบื้องต้นจะยังต้องอยู่ภายใต้งบประมาณปี 2558 ของ ททท.ที่ส่งขอไปทั้งสิ้น 6,546 ล้านบาท และจะใช้วิธีบูรณาการโครงการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ให้มากที่สุด โดยยังไม่พิจารณาของบเพิ่มเติมสำหรับโครงการนี้แต่อย่างใด

มุ่งเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัวนักท่องเที่ยว

นายธวัชชัย กล่าวด้วยว่า หากโครงการดังกล่าวเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย ยังคงมั่นใจว่าปี 2558 การท่องเที่ยวจะมีโอกาสฟื้นกลับมาทำรายได้ทั้งตลาดในและต่างประเทศรวม 2.2 ล้านล้านบาทตามเป้าหมายเดิมได้ เพราะ ททท.จะมุ่งกลยุทธ์เร่งเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวมากขึ้น จากปัจจุบันใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 4.8 พันบาท/คน/วัน วางเป้าหมายหลักไปที่ตลาดเอเชียที่ควรจะเพิ่มค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 5% ทำได้โดยการส่งเสริมการชอปปิงที่เป็นกิจกรรมหลักของตลาดนี้ ซึ่งหากมีการส่งเสริม 7 สินค้าวิถีไทยขึ้นมาตามแผนแล้ว คาดว่าจะเป็นตัวกระตุ้นกำลังซื้อได้ เช่น อาจผนวกเรื่องการซื้อหาอาหารไทย เข้าใช้บริการความงามหรือสปาแบบไทย ให้นิยมแพร่หลายได้มากขึ้น เป็นต้น

ชูตลาดเอเชียขับเคลื่อนรายได้

“ตลาดเอเชียน่าจะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนรายได้ในปีหน้าได้ เพราะขณะนี้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยยังเป็นรองยุโรปเพราะระยะเดินทางใกล้ทำให้ระยะพำนักสั้นกว่าเท่านั้น แต่ที่ผ่านมาข้อมูลจากห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลอดภาษีต่างรายงานตรงกันว่า นักท่องเที่ยวจากเอเชีย โดยเฉพาะจีน มีการจับจ่ายเพื่อการชอปปิงในระดับสูงไม่แพ้ตลาดอื่นๆ ดังนั้นหากสามารถหาสินค้าท่องเที่ยวใหม่ๆ, เพิ่มจำนวนวันพัก และกระตุ้นให้กลุ่มเดินทางครั้งแรก (First Visit) เพิ่มขึ้นได้ ก็จะสามารถขับเคลื่อนรายได้อีกทางเพราะคนที่ใช้จ่ายมากกว่าปกติ ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เพิ่งเดินทางมาไทยครั้งแรกทั้งสิ้น”

นอกจากนี้ ททท.ยังอยู่ระหว่างประเมินผลตอบรับหลังจากประกาศมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนและไต้หวันเป็นระยะเวลา 3 เดือนซึ่งจะสิ้นสุดต้นเดือน พ.ย.นี้ หากมีแนวโน้มที่ดีก็จะพิจารณาเสนอขอต่ออายุมาตรการดังกล่าว เนื่องจากมองว่าปัจจุบัน ประเทศที่ต้องการดึงท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักต่างนำแรงจูงใจเรื่องวีซ่ามาใช้กระตุ้นตลาดมากขึ้น อาทิ ญี่ปุ่น ที่ยกเว้นการจัดทำวีซ่าให้กับไทยและมาเลเซียปีที่แล้ว และเพิ่งดำเนินการยกเลิกให้ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ดังนั้น หากไทยต้องการสร้างเงื่อนไขให้แข่งขันกับประเทศอื่นๆ ก็อาจต้องพิจารณาการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้กับประเทศเป้าหมายอื่นๆ เพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ปัจจุบันประเทศหลักๆ จะสามารถเดินทางมาไทยโดยไม่ต้องใช้วีซ่าอยู่แล้ว เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รัสเซีย ออสเตรเลีย และประเทศในกลุ่มยุโรป แต่ยังมีตลาดใหญ่อย่าง อินเดีย ที่ยังต้องผ่านการตรวจลงตราก่อนเดินทางมาไทย

อย่างไรก็ตาม นายธวัชชัย กล่าวด้วยว่า แม้จะยังไม่มีแผนชัดเจนเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณามาตรการด้านวีซ่าให้ประเทศใดเพิ่มเติมในขณะนี้ แต่มีแนวคิดว่า หากสามารถยืดระยะเวลาพำนักให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปได้ น่าจะเป็นผลดีต่อเป้าหมายการกระตุ้นรายได้ 2.2 ล้านล้านบาทพอสมควร เช่น ปัจจุบันกำหนดให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ 30 วันอาจยืดระยะเป็น 60 วัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวยุโรปที่นิยมเดินทางมาหลายจุดหมายในอาเซียนในทริปเดียวกัน สามารถใช้ไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับเดินทางเข้า-ออก และสามารถไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านได้และไม่ต้องลดจำนวนวันเดินทางมาไทย