วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรอ.ไฟเขียวนโยบายกระตุ้นการค้า-การลงทุน

กรอ.ไฟเขียวนโยบายกระตุ้นการค้า-การลงทุน เดินหน้าตั้งศูนย์'พลาสติกชีวภาพ-ทดสอบยางล้อ' ตั้งเป้าศูนย์กลางภูมิภาค

การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) วานนี้(22 ส.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธาน ได้เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกกับภาคธุรกิจ หลังจากได้รับการเสนอชื่อจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29

การประชุมในครั้งนี้ ถือว่าได้เห็นชอบมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเป็นไปตามแนวนโยบายเศรษฐกิจที่เคยประกาศไว้ ในเรื่องการสนับสนุนอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีและลดพื้นที่การเพาะปลูกข้าวเพื่อไปปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า เนื่องจากรัฐบาลจะไม่มีนโยบายอุดหนุนราคา

นายอาคม เติมพิทยไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่าการประชุมกรอ. ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เสนอมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยติดตามความคืบหน้ามาตรการเร่งด่วนเพื่อผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในภูมิภาคอาเซียน โดยเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาการหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 200% เพื่อจูงใจให้กับนักลงทุนต่างชาติที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีนี้เข้ามาลงทุน และวิจัยอุตสาหกรรมนี้ในประเทศไทย

ที่ประชุมฯมอบหมายให้กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมไปหารือในรายละเอียดเพื่อกำหนดแนวทางในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมนี้และนำมาเสนอให้ที่ประชุม กรอ.พิจารณาในครั้งต่อไป

“การให้สิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้การส่งเสริมตามยุทธศาสตร์ใหม่ และเป็นการแข่งขันกับประเทศมาเลเซียในการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและศูนย์กลางการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ในอนาคต โดยประเทศไทยมีข้อได้เปรียบในเรื่องของวัตถุดิบ คือ มีพืชทั้งอ้อยและมันสำปะหลังเป็นจำนวนมาก และการลงทุนในสาขาพลาสติกชีวภาพยังเป็นการต่อยอดจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศเราได้” นายอาคมกล่าว

ใช้พื้นที่ทหารตั้งศูนย์ทดสอบยางล้อ

นอกจากนี้ภาคเอกชนได้มีการเสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์ทดสอบกลางเพื่อทดสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางล้อขึ้นในประเทศไทย เพื่อพัฒนาการผลิตยางรถยนต์ในประเทศ โดยเบื้องต้นจะใช้เงินลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท

นายอาคม กล่าวว่าที่ประชุมฯเห็นชอบในหลักการและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหารือในรายละเอียดให้ชัดเจนโดยเฉพาะรูปแบบในการลงทุน การจัดหาที่ดินและพื้นที่ดำเนินการ โดยในเบื้องต้น พล.อ.ประยุทธ์ได้เสนอให้ใช้พื้นที่ในเขตทหาร ซึ่งมีพื้นที่เพียงพอในการจัดตั้งศูนย์แต่ต้องดูความเหมาะสมว่าจะเป็นพื้นที่ใด
หนุนเกษตรกรปลูกอ้อย6.7ล้านไร่

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวว่าสภาหอการค้าฯได้เสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้ที่ประชุมฯพิจารณา โดยมีสาระสำคัญคือการสนับสนุนให้มีการปลูกอ้อยเพิ่มเติมอีก 6.7 ล้านไร่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการปลูกข้าวเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรโดยสนับสนุนให้ปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ให้มากขึ้นโดยเพิ่มรายได้เกษตรกรจากเฉลี่ย 300,000 บาท/ปี เป็น 400,000 บาท/ปี

นอกจากนั้นจะช่วยเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลจาก 3.6 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็น 1 แสนล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ที่ประชุมฯมอบหมายให้นำข้อเสนอนี้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะอนุกรรมการร่วมจัดทำยุทธศาสตร์สินค้าเกษตรเป็นรายพืชเศรษฐกิจ 4 สินค้า ซึ่งมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้า คสช.ฝ่ายเศรษฐกิจเป็นประธานเพื่อหารือกันในแนวทางปฏิบัติในข้อเสนอดังกล่าวต่อไป

กระดับด่านชายแดนชั่วคราว

นายอิสระ กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อเสนอเรื่องการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดนที่สภาหอการค้าฯเสนอได้แก่ การเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขอยกระดับด่านชายแดนจากจุดผ่อนปรนชั่วคราวให้เป็นด่านถาวร เช่น จุดผ่อนปรนเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี ด่านห้วยโกร๋น จ.น่าน ด่านภูดู่ จ.อุตรดิตถ์ ด่านท่าลี่ จ.เลย จุดผ่อนปรนห้วยต้นนุ่น จ.แม่ฮ่องสอน เป็นต้น

นอกจากนี้ได้ขอให้ สศช.และกระทรวงการต่างประเทศ ประสานงานกับทางการกัมพูชา เพื่อประสานงานการเปิดเจรจาทวิภาคีเพื่อของเพิ่มโควตาการเดินรถตามกรอบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงระหว่างไทย - กัมพูชา จาก 40 เป็น 500 คัน รวมทั้งเจรจาผ่อนปรนการขอรับการลงตราวีซ่าระหว่างไทยกับพม่าในบางพื้นที่โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและเศรษฐกิจ

ลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวได้2หมื่น

ด้านนางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(สทท.) กล่าวว่า ที่ประชุมฯเห็นชอบตามที่ สทท.เสนอ. 2 ประเด็น โดยประเด็นแรก สทท.เสนอให้นำค่าใช้จ่ายจากการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ มาหักลดหย่อนภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ 20,000 บาท ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ มอบหมายกระทรวงกระทรวงการคลังไปพิจารณาและกำหนดค่าใช้จ่ายที่จะนำมาลดหย่อนภาษีโดยเร็ว

กรอ.ยังมอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมืองเร่งรัดนำเสนอร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการนำอาคารประเภทอื่นมาใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ..เพื่อจัดระเบียบโรงแรมให้ถูกกฎหมาย

ประเด็นที่สองเป็นมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในรูปแบบการประชุมสัมมนานานาชาติและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล(ไมซ์) และแก้ปัญหาวีซ่าทุกประเภท ทั้งระบบ

นอกจากนี้ สทท.เสนอแนวคิดให้วางแผนและตั้งเป้ากำหนดรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศที่ 4 ล้านล้านบาทในปี 2561 ซึ่งที่ประชุมมีเห็นด้วย เนื่องจากมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอ
ธปท.มองความคาดหวังของคนมากขึ้น

นายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าธปท. พร้อมทำงานร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ และมองว่าสิ่งสำคัญที่นายกรัฐมนตรีรวมถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ต้องเร่งดำเนินการ คือ จัดลำดับความสำคัญของนโยบายและสิ่งต่างๆ ที่จะดำเนินการ

"สิ่งที่ได้ดำเนินการมาถือว่าเป็นไปตามโรดแมพที่วางเอาไว้ ดังนั้นความยากจากนี้ไปจึงอยู่ที่ ความคาดหวังของผู้คน โดยจะเห็นว่าเมื่อมีการฟอร์มรัฐบาลยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นใน 1 ปี ดังนั้นสิ่งสำคัญสุด คือ การจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ ซึ่งตอนนี้จะเห็นว่าเขาทำในสิ่งที่เป็นทั้งระยะกลางและระยะยาว ไปพร้อมๆ กับเรื่องที่เป็นระยะสั้น" นายจิรเทพ กล่าว

นายจิรเทพ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา ธปท. ได้พบกับนักการทูตรวมถึงนักลงทุนต่างประเทศอยู่เป็นประจำ เพราะอยากให้ต่างชาติได้เข้าใจถึงพื้นฐานเศรษฐกิจไทยว่าไม่ได้ถูกกระทบจากปัญหาเหล่านี้ รวมทั้งต้องการให้ต่างประเทศเข้าใจเนื้อหาของการปรับเปลี่ยนทางการเมือง ซึ่ง ธปท. อยากให้เขาดูการพัฒนามากกว่ารูปแบบ

"เราพยายามอธิบายให้เห็นว่า แม้เศรษฐกิจครึ่งปีแรกจะไม่ดีนัก แต่ครึ่งปีหลังจนถึงปีหน้าก็น่าจะเติบโตได้ตามศักยภาพ จึงพยายามให้เวลาเพื่อทำความเข้าใจกับนักลงทุนต่อเรื่องเหล่านี้" นายจิรเทพ กล่าว
กนง.รอดูนโยบายครม.ใหม่

สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในครั้งหน้าวันที่ 17 ก.ย.ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นรอบที่จะมีการทบทวนตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไทย ทาง ธปท. ก็คงจะนำข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ออกมา รวมทั้งเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไปจนถึงวันประชุม เข้าพิจารณาในที่ประชุม ตลอดจนรอดูความชัดเจนของนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ที่จะประกาศออกมาด้วย

นายจิรเทพ กล่าวว่า ธปท.จะติดตามดูนโยบายการลงทุนรัฐบาล ตลอดจนบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยช่วงที่ผ่านมายอมรับว่า แรงส่งจากภาคการคลังยังเป็นไปค่อนข้างช้า

"ภาพรวมเศรษฐกิจระยะต่อไปเรามองว่าจะดีขึ้น แนวนโยบายการคลังน่าจะมีความชัดเจน แต่สิ่งที่เราห่วง คือ แรงส่งด้านการคลัง ซึ่งจริงๆ แล้วเราสนับสนุนการขาดดุลงบประมาณที่ 2% ของจีดีพี เพราะมองว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ" นายจิรเทพ กล่าว