ภาคธุรกิจขานรับ"ประยุทธ์"นั่งนายกฯ ระบุสัญญาณดี ช่วยขับเคลื่อนประเทศ ดันเศรษฐกิจเดินหน้าได้
พร้อมเสนอเร่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน ฟื้นการท่องเที่ยว ลดขั้นตอนการส่งออกที่ยุ่งยาก เชื่อเป็นนายกฯที่ทำงานร่วมกับเอกชนได้ดี "บัณฑูร"ย้ำไม่ว่าใครมาต้องมีพันธกิจรับผิดชอบ"ประเทศ-ประชาชน"ให้ดีที่สุด ประธาน สนช. เผยนำชื่อนายกฯคนใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีประชุมเมื่อวานนี้ (21 ส.ค.) และลงมติเป็นเอกฉันท์ 191 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง และขาดประชุม 3 คน คัดเลือกให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นับเป็นคนที่ 29 ของประเทศไทย
โดยวันเดียวกัน นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ได้นำชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯแต่งตั้งแล้ว
ยันไม่กังวลนั่งนายกฯ
ด้านพล.อ.ประยุทธ์ วานนี้ (21 ส.ค.) ได้เดินทางไปที่ค่ายนวมินทราชินี จ.ชลบุรี เป็นประธานวันสถาปนาครบรอบปีที่ 64 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ซึ่งเป็นหน่วยทหารที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยรับราชการและเป็นผู้บังคับการกรม โดยมีอดีตผู้บังคับบัญชาระดับสูงและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เคยรับราชการที่ ร.21 รอ.มาร่วมงานอย่างคับคั่ง เช่น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผบ.ทบ.และที่ปรึกษา คสช. พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผบ.ทบ. และเลขาธิการ คสช. เป็นต้น
พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางเข้าร่วมงานด้วยสีหน้าเรียบเฉย จากนั้นได้ทักทายข้าราชการทหารและครอบครัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเป็นกันเอง
หลังจากนั้นได้ตอบคำถามสื่อมวลชนสั้นๆ หลังมีข่าว สนช.มีมติเป็นเอกฉันท์เลือกตนเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ว่า "ยังไม่ทราบ"
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการทาบทามล่วงหน้าหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ไม่มี เมื่อถามย้ำว่า พร้อมนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ขอให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าก่อนก็แล้วกัน"
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีอะไรพูดกับประชาชนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังเป็น ผบ.ทบ.อยู่ รอให้โปรดเกล้าฯก่อน เมื่อถามว่า ครม.จะแล้วเสร็จเมื่อไร พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า เป็นไปตามโรดแมพ ถามอีกว่า กังวลหรือไม่ เพราะคนที่มารับหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีต้องทำงานหนักมาก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่กังวลอะไร
ขณะที่ภาคธุรกิจต่างขานรับกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และเชื่อมั่นว่าจะแก้ปัญหาประเทศได้ โดยนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่าการได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ถือเป็นเรื่องดี ที่จะมีผู้มาจัดการปัญหาประเทศ จะได้เกิดความต่อเนื่อง และเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
"โจทย์ต่างๆ รู้กันอยู่แล้วว่ามีความกดดันสูง เรื่องที่จะฝากไปถึงพล.อ.ประยุทธ์ ที่ผ่านมามีคนฝากไปมากมายอยู่แล้ว จึงไม่ควรไปกดดันว่า เรื่องของเราเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จัดลำดับความสำคัญของแต่ละเรื่องเอง"
ส่วนหน้าตาของครม.ชุดใหม่ ถือเป็นอีกหนึ่งครรลองของประเทศ ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามา ต่างมีพันธกิจในการรับผิดชอบประเทศชาติประชาชนให้ดีที่สุด สร้างความเชื่อมั่นภายใน ทำให้เกิดผลดีกับประชาชน
ส่วนโจทย์ด้านเศรษฐกิจ ขณะนี้ทุกประเทศต่างเผชิญปัญหาเดียวกัน คือ การผลักดันการเติบโตและสร้างความมั่งคั่งให้เศรษฐกิจ
สหพัฒน์ฯแนะดันส่งออก-บาทอ่อน
นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ที่คิดว่า ประเทศไทยโชคดีที่ได้ผู้นำประเทศ ที่มีคุณสมบัติเป็นคนกล้าตัดสินใจ ทำงานรวดเร็ว ที่ผ่านมาประเทศไทย มีนายกรัฐมนตรีไม่เก่งปะปนเข้ามาบริหารประเทศค่อนข้างมาก
"ติดตามดูนายกรัฐมนตรีมาหลายคน ที่ผ่านมาการทำงานหลายด้านนานเกินไป การตัดสินใจช้า ทำให้เศรษฐกิจไม่ก้าวหน้า พัฒนาช้ากว่าประเทศอื่น หากเข้ามาแก้ไขเชื่อว่าประเทศ จะไปได้ดีกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค"
ส่วนภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำคือ กระตุ้นการส่งออกให้ฟื้นตัว เพื่อช่วยเหลือภาคเกษตรให้มีรายได้ ดูแลค่าเงินบาทให้อ่อนค่า มีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นจาก 32.9 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 32.1 บาทต่อดอลลาร์
นอกจากนี้ ควรเกาะติดสถานการณ์ค่าเงินของประเทศ เพื่อนบ้านใกล้ชิดทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย จีน เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่ผ่านมาค่าเงินบาทไทยผันผวน ตามการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างประเทศมากเกินไป
จี้ดูแลค่าครองชีพ-หนี้ครัวเรือน
ภารกิจเร่งด่วนอีกอย่าง คือ การดูแลค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนของผู้บริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลใหม่ต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด ยึดปรัชญา "เร็ว ช้า หนัก เบา" สิ่งไหนต้องแก้ไขรวดเร็วต้องรีบดำเนินการ ไม่ปล่อยให้ล่าช้า สิ่งสำคัญตอนนี้ต้องเร่งกระตุ้นการส่งออกให้มากขึ้น เพราะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวจริง
สภาท่องเที่ยวฯเสนอฟื้นไทยเที่ยวไทย
นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่าถือเป็นสัญญาณที่ดี 3 เดือนที่ผ่านมาเห็นการทำงานของคสช. ทำให้เกิดการแก้ปัญหาด้านท่องเที่ยว ที่เป็นรูปธรรมหลายเรื่อง ทุกเรื่องเป็นปัญหายืดเยื้อสะสม โดยระยะเร่งด่วนขอให้โฟกัสไปยังการฟื้นฟูตลาดท่องเที่ยวคนไทย ด้วยนโยบายให้คนไทยนำค่าใช้จ่าย ด้านท่องเที่ยวกับผู้ประกอบการที่ถูกกฎหมายในวงเงิน 2 หมื่นบาทขึ้นไป สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งจะช่วยทำให้ธุรกิจมีสภาพคล่องมากขึ้น
นอกจากนี้ ต้องมีการวางแผนระยะยาวซึ่ง สทท.ขอให้พิจารณาเป้าหมายกำหนดรายได้ทั้งตลาดในและต่างประเทศในปี 2561 ไว้ที่ 4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากที่ตั้งเป้าในปี 2558 ไว้ที่ 2.2 ล้านล้านบาท เพราะสทท.ประเมินปัจจัยพื้นฐานแล้วมีความเป็นไปได้สูง เพราะไทยยังมีศักยภาพด้านกระตุ้นรายได้สูง โดยไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวติดอันดับ 4 ของโลก และมีแนวโน้มการเติบโตของตลาดต่างประเทศสูงใน 4 ปีต่อไปนี้ และรัฐบาลปัจจุบัน มีศักยภาพขับเคลื่อนได้รวดเร็ว และเป็นรูปธรรม
ควรเร่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าหลังจากนี้เชื่อว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย และตลาดทุน เมื่อมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีก็จะนำไปสู่การปฏิบัติจริง
หลังจากมีรัฐบาลจะทำให้แผนการลงทุนต่างๆ วางไว้ก่อนหน้า ขับเคลื่อนได้จริง สิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ ต้องเร่งดำเนินการด่วนคือ ผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้เดินหน้า เพราะสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานช่วยสร้างความมั่นใจ ให้การลงทุนของเอกชนในอนาคตเกิดขึ้นได้
ส่วนตลาดทุน ต้องเตรียมความพร้อม ทั้งกฎเกณฑ์กฎระเบียบต่างๆ ให้รองรับการระดมทุนของภาครัฐบาล ทั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือระดมทุนในรูปแบบอื่นๆ เพื่อให้ทันความต้องการในการระดมทุนเพื่อพัฒนาประเทศ
หอการค้า"แฮปปี้"ได้"ประยุทธ์"นายกฯ
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าไทย ในฐานะสมาชิกสนช. กล่าวว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ได้ให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกับภาคเอกชน มีความมุ่งมั่นในการทำงาน สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจและการลงทุนได้ รวดเร็วและ สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนได้เพิ่มขึ้น
“ภาคเอกชนแฮปปี้มากที่เห็น พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี 3 เดือนที่ผ่านมา ภาคเอกชนก็ได้เห็นถึงฝีมือการตัดสินใจที่เข้มแข็ง ทำงานอย่างเต็มที่ เชื่อว่าจากนี้ไปการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในประเด็นต่างๆ จะเป็นไปด้วยดี และจะทำให้เศรษฐกิจของไทยดีขึ้นแน่นอน” นายอิสระกล่าว
นายอิสระ กล่าวว่าสิ่งที่อยากให้เร่งดำเนินการ ดูแลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เข้มแข็งและเหมาะสม ถ้าประเทศมีความสงบแล้วก็อยากให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึกบางจังหวัด ในจังหวะที่เหมาะสม
สอท.ชี้"ประยุทธ์"มาถูกที่ถูกเวลา
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ถือได้ว่ามาถูกที่ถูกเวลากับสถานการณ์ประเทศ ที่กำลังเผชิญกับปัญหาทุกๆด้าน ส่วนครม.ชุดใหม่เชื่อว่าจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักลงทุนไทย และนักลงทุนทั่วโลก ให้กลับคืนมาสู่ประเทศไทยอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีครม.ก็จะสามารถเรียกประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) จะได้ทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับเอกชน เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาอุปสรรคในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ล่าช้า โดยสอท.ยังเชื่อมั่นว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะทำงานตามโรดแมพที่วางไว้
นอกจากนี้ มั่นใจว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะยึดมั่นคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนทั้งประเทศ ส่วนสอท.พร้อมร่วมมือกับรัฐบาลในการทำงาน ส่วนโฉมหน้าครม.ด้านเศรษฐกิจ ตนก็อยากได้บุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และมีความโปร่งใสในการทำงาน รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ไม่มีเวลามาศึกษางานแล้ว เพราะประเทศไทยมีปัญหาหลายด้าน
เสนอลดขั้นตอนส่งออกที่ยุ่งยาก
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนที่มีความเข้มแข็งคุมเกมส์ได้ ส่วนสิ่งที่อยากเห็น ทำอย่างไรที่จะลดขั้นตอนการส่งออกให้ดีขึ้น เช่น การขออนุญาตดำเนินการต่างๆ ที่ปัจจุบันมีขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลานาน จึงอยากให้ลดขั้นตอนให้กลายเป็นวันสต็อปเซอร์วิสแทน การบังคับใช้กฎหมายที่ช่วงนี้ถือว่าทำได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงการปรับกฎระเบียบใหม่ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่เอกชนอยากเห็น สิ่งสำคัญที่สุดการเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะมารองรับการขนส่งต่างๆ
นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้แสดงให้เห็นว่าสามารถสร้างเสถียรภาพ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมีรูปธรรม มีนโยบายปราบคอร์รัปชัน ดังนั้นการเลือกพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงเป็นเรื่องที่ดีและควรให้กำลังใจ จึงควรให้โอกาส พล.อ.ประยุทธ์ นำประเทศไปสู่ความสงบ






