วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

MTIคงเป้าเบี้ยรับรวมปี57ที่10,350ลบ.

"เมืองไทยประกันภัย" คงเป้าเบี้ยรับรวมประกันภัยปี 57 ที่ 10,350 ล้านบาท หลังครึ่งปีแรกทำได้ 4,763 ล้านบาท

นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ MTI เปิดเผยว่า เบี้ยประกันรับรวมในปีนี้ยังคงเป้าเดิมไว้ที่ 10,350 ล้านบาท หลังในช่วงครึ่งปีแรกทำไปแล้ว 4,763 ล้านบาท ซึ่งยังไม่มีแนวทางในการปรับเป้าเนื่องจากต้องดูภาพรวมธุรกิจในช่วงเดือน สิงหาคม - กันยายน ว่าเป็นเช่นไร เพราะภาพรวมธุรกิจประกันมีการแข่งขันค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงรุกช่องทางการขายทุกช่องทางรวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อาทิ การคุ้มครอง การขับขี่รถจักรยาน ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะจัดจำหน่ายในช่วงต้นไตรมาสที่ 4/2557 เป็นต้นไป ซึ่งภาพรวมธุรกิจประกันภัยในปีนี้คาดว่าจะสามารถเติบโตได้ประมาณ 4-5%

ด้านนางปุณฑริกา ใบเงิน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส (ฝ่ายงานบัญชีและการเงิน) MTI เปิดเผยถึงพอร์ตการลงทุนของบริษัท ว่าในช่วงครึ่งปีหลัง 2557 จะมีผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้นมากสุดอยู่ 4-5% เนื่องจากแนวโน้มทิศทางตลาดหุ้นไทยดีขึ้น โดยคาดว่าในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป จะมีเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติไหลเข้ามามากขึ้นจากช่วงก่อนหน้านี้ที่เม็ดเงินไหลออก ประกอบกับประเทศไทยยังมีธุรกิจภาคเอกชนที่มีพื้นฐานดีในทุกกลุ่ม นอกจากนี้ภาพรวมของเศรษฐกิจในยุโรปและสหรัฐฯ ยังไม่มีอะไรโดดเด่น เห็นได้จากตลาดหุ้นทั้ง 2 ภูมิภาคนี้เริ่มชะลอตัว ส่งผลให้มีโอกาสเห็นเม็ดเงินไหลเข้ามาในช่วงไตรมาส 3 เป็นจำนวนมากและจะขายทำกำไรในช่วงเดือน ธ.ค. ตามปกติของทุกๆ ปี

ทั้งนี้บริษัท มีพอร์ตการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานและเทเลคอมเป็นส่วนใหญ่โดยพอร์ตการลงทุนรวม 25% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมดในบริษัท

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลัง 2557 ยังคงพอร์ตลงทุนภายในประเทศอยู่ที่ 9 พันล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นตราสารหนี้ 58%, ประเภทหุ้น 25%, เงินฝาก 17% ซึ่งยังเป็นระดับเดียวกันกับช่วงครึ่งปีแรก ทั้งนี้ ช่วงต้นปี 2558 เป็นต้นไปบริษัทมีแผนการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มหลังจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) อนุญาตให้บริษัทประกันภัยสามารถลงทุนในต่างประเทศเพิ่ม ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าบริษัทฯ จะลงทุนขั้นต่ำประมาณ 1 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 30 ล้านบาท โดยการลงทุนในอนาคตอาจมีการปรับเปลี่ยนสลับกันระหว่างในประเทศและต่างประเทศซึ่งต้องขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและภาวะเศรษฐกิจในระยะเวลานั้น