กำไรครึ่งปี 57 เติบโต 44%คาดกำไรทั้งปีโต 21%
ประเด็นสำคัญในการลงทุน:
-แจ้งกำไร2Q57เพิ่มขึ้น57%YoYและ174%QoQกำไรครึ่งปี 57 เติบโต 44% : ในช่วง 2Q57 มีกำไรสุทธิ712 ล้านบาทเพิ่มขึ้น57%YoYและ174%QoQโดยมีรายได้5.87 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 38%YoYและ69%QoQอัตรากำไรสุทธิปรับดีขึ้นเป็น 12% จาก 10.6% ใน2Q56และ 7.5% ในไตรมาสแรกเนื่องจากการควบคุมค่าใช้จ่ายขายและบริหารทำได้ดีทำให้อัตราสวนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ลดลงเหลือ 17% ลดลงจาก 20% ใน2Q56 และ21.6% ใน 1Q57ครึ่งแรกปี 57 มีกำไรสุทธิ 971 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 44%โดยคิดเป็น 40% ของประมาณการกำไรทั้งปีที่ 2.44 พันล้านบาทเติบโต 21% จากปี 56
-ประมาณกำไรสุทธิปี 57-58 เติบโต21%และ 6%ตามลำดับ :ฝ่ายวิจัยประมาณการรายได้ปี 57ราว2.16 หมื่นล้านบาทซึ่งเติบโต 9%YoY โดยมียอดขายรอโอน (backlog) ณ 3 ส.ค.57 จำนวน 2.07 หมื่นล้านบาทซึ่งคาดจะโอนภายในปี 57 จำนวน 9.1 พันล้านบาท ทำให้ประมาณการรายได้มีbacklog รองรับแล้ว 88%ด้วยสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้น34% (ครึ่งแรกปี 57 เท่ากับ 33%เนื่องจากคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นในครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรกจากการโอนคอนโดมิเนียมมีสัดส่วนสูงกว่าโครงการแนวราบ)และสมมติฐานอัตราส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขายที่ 19.5% (ครึ่งแรกปี 57 เท่ากับ 18.8%) ฝ่ายวิจัยประมาณการกำไรสุทธิปี 57 ราว 2.44 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 21%จากปี 56 สำหรับประมาณการปี 58 ฝ่ายวิจัยคาดรายได้เติบโตราว 10% เป็น 2.37 หมื่นล้านบาท และคาดการณ์กำไรสุทธิราว 2.6 พันล้านบาทเติบโต 6%
-การร่วมทุนกับกลุ่มมิตซูบิชิหนุนศักยภาพในการพัฒนาโครงการ : บริษัทได้ประกาศเข้าร่วมทุนกับ Mitsubishi Estate Group โดยบริษัทจะเข้าทำสัญญาร่วมทุนกับ MJR Investment PTE LTD ("MJRI") ประเทศสิงคโปร์ โดยบริษัทถือหุ้น51% และ MJRI ถือหุ้น49% เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมร่วมกันเบื้องต้นมี 4 โครงการมูลค่ารวม10,550 ล้านบาท เปิดตัวแล้ว 3 โครงการได้แก่ ริทึ่ม-สุขุมวิท 36-38 แอสไปร์-วงศ์สว่าง และ ริทึ่ม-อโศก มูลค่ารวม 7.25 พันล้านบาทมียอดขายแล้วกว่า 3.7 พันล้านบาท และใน 4Q57 จะเปิดขายอีก 1 โครงการได้แก่ แอสไปร์-สาธรท่าพระ มูลค่า 3.3 พันล้านบาท ทั้งนี้บริษัทจะได้ประโยชน์จากความรู้และการบริหารจัดการโครงการประเภทคอนโดมิเนียมเพื่อต่อยอดธุรกิจในอนาคต
-คงคำแนะนำ“ซื้อ”ราคาเหมาะสม8.20 บาทสำหรับปี 58: ฝ่ายวิจัยได้ปรับมาใช้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 58ซึ่งอิง Prospect PER ที่ระดับ 9เท่าและคำนวณกำไรต่อหุ้นได้เท่ากับ 0.91 บาทซึ่งได้ราคาเหมาะสมเท่ากับ8.20 บาทซึ่งยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุด โดยราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER ต่ำเพียง6.1เท่า ทำให้เราคงคำแนะนำ “ซื้อ”









