วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

หวั่นหนี้ครัวเรือนจุดวิกฤติรอบใหม่

หวั่นหนี้ครัวเรือนพุ่งจุดวิกฤติเอเชียรอบใหม่ โดยเฉพาะไทย ทำสถิติขยายตัวเร็วสุดในเอเชียอยู่ที่ราว 82% ของจีดีพ

ทั้งหนี้เอกชนและหนี้ภาคครัวเรือน ยังเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกให้ความสนใจ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนไทยสิ้นปีที่แล้ว ทำสถิติขยายตัวเร็วสุดเทียบชาติอื่นในเอเชียอยู่ที่ราว 82% ของจีดีพีแล้ว ล่าสุดสื่อต่างชาติอ้างออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิคส์ ออกโรงเตือนภูมิภาคนี้ หากปล่อยหนี้เอกชนกับหนี้ครัวเรือนสูงกว่าในปี 2540 อาจก่อวิกฤตการเงินรอบใหม่ได้

ช่วงต้นเดือนส.ค.ปีนี้ มีสำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนัก ตั้งคำถามและข้อสงสัยที่มีต่อภูมิภาคเอเชียว่า เอเชียยังคงมีบาดแผลอันเกิดจากวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ในปี 2540 อยู่อีกหรือไม่ บทเรียนในอดีตครั้งนั้นยังคงมีคำถามตามมาว่า วิกฤติเมื่อ 17 ปีที่แล้ว ยังจะเกิดขึ้นได้อีกหรือไม่จากนี้ไป

คำถามและข้อสงสัยข้างต้น เกิดขึ้นขณะที่สื่อต่างชาติยังหวั่นเกรงกันว่า เอเชียกำลังเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 3 เรื่อง ประกอบด้วย ความเสี่ยงแรก ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงทยอยลดใช้นโยบายผ่อนคลายการเงิน หรือ คิวอี อย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงที่สอง เศรษฐกิจจีนอาจชะลอตัวลงและปรับตัวลงอย่างรุนแรง หรือ อาจเกิดฮาร์ดแลนดิ้ง และความเสี่ยงสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับรายงานเชิงวิเคราะห์ชิ้นนี้ คือหนี้ภาคเอกชนและภาคครัวเรือนในเอเชียอยู่ระดับสูง

๐ไทยติดกลุ่มหนี้เอกชนสูง

รายงานชี้ว่าอันตรายเกิดจากเฟดถอนเม็ดเงินที่เคยอัดฉีดเข้าสู่ระบบ หรือการลดใช้คิวอีจนมากเกินไปนั้น เป็นข้อมูลที่มีการพูดถึงและรายงานให้รับรู้กันมาก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนเรื่องความเปราะบางของเศรษฐกิจจีนช่วงที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าอาจมีมากขึ้น แต่ประเด็นร้อนกลายเป็นความเสี่ยงล่าสุดสำหรับเอเชีย จากการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มหนึ่งนั้น เป็นเรื่องหนี้ ซึ่งเป็นทั้งหนี้ของภาคเอกชนและครัวเรือน

โดยผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มตัวอย่าง ยกให้ประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของรายชื่อประเทศ ที่มีหนี้เอกชนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มาตรฐานในการค้ำหรือการรับประกันหนี้ดูเหมือนจะหละหลวม และหนี้ไม่ก่อเกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล กำลังเพิ่มขึ้น

รายงานอ้างข้อมูลจากรายงานของออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิคส์ ที่เตือนว่าขนาดประเทศมีความรอบคอบด้านการคลังอย่างสิงคโปร์ยังประสบภาวะสินเชื่อขยายตัวอย่างมากในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา และสินเชื่อเติบโตล้ำหน้าสหรัฐสมัยที่เกิดภาวะฟองสบู่สินเชื่อบ้านปล่อยกู้ลูกค้าระดับล่างไม่หลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือ ซับไพร์ม ในปี 2551 เสียอีก

ออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิคส์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาเชี่ยวชาญการวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลก เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้กำหนดนโยบายทั้งในภาคธุรกิจและภาครัฐประเทศต่างๆ ทั่วโลก มีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระบุด้วยว่าหลายประเทศในเอเชียขณะนี้ มีสัดส่วนหนี้ภาคเอกชน อยู่ระหว่าง 150-200% ของจีดีพี

ทั้งนี้กลุ่มประเทศแถบเอเชียข้างต้น ที่มีหนี้ภาคเอกชนสูง ล้วนเป็นกลุ่มประเทศมีรายได้สูง คือ ไทย, ออสเตรเลีย, ฮ่องกง, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, มาเลเซีย, จีนและเวียดนาม ขณะที่อินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์ซึ่งมีหนี้เอกชนต่ำกว่าก็ยังหนีไม่พ้นที่จะเผชิญปัญหาหนี้มีมาก

อดัม สเลเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์ของออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิสต์ มองว่ามูลค่าหนี้ภาคเอกชนของหลายประเทศในเอเชียที่เพิ่มขึ้น มักจะจบลงพร้อมกับความเลวร้ายที่ตามมา สอดรับกับ เฟดเดอริค นิวมานน์ จากฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจเอเชียของเอชเอสบีซี โฮลดิ้งส์ มองสิ่งที่น่าวิตกกังวลคือหนี้อยู่ในอัตราเพิ่มขึ้น

รายงานวิเคราะห์ว่า ระดับหนี้ในเอเชียขยายตัวเร็วในตลาดเฟื่องฟู และเบื้องลึกเอเชียอาจไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่รับรู้กันโดยทั่วไป เอเชียอาจต้องก่อหนี้มากขึ้น เพื่อสนับสนุนการเติบโต และเมื่อระดับหนี้เพิ่มขึ้นเกินกว่าระดับที่เคยทำให้เกิดวิกฤติในปี 2540 หมายถึงหนี้เหล่านี้อยู่บนเส้นทางต้องมีการปรับตัว

๐หนี้ครัวเรือนไทยน่าเป็นห่วง

ก่อนหน้านี้ในปลายเดือนก.ค.ปีนี้ สุทธาภา อมรวิวัฒน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ มองสถานการณ์หนี้ภาคครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับสูง และมีอัตราการขยายตัวเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นเรื่องที่นักลงทุนจับตามอง โดยหนี้ภาคครัวเรือนส่วนใหญ่ของไทยอยู่ในกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ทั้งนี้ ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ที่ 82.3% ของจีดีพีประเทศ ณ สิ้นปี 2556 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ระบุว่าในไตรมาสแรกปีนี้ หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 82%

สำนักข่าวต่างประเทศวิเคราะห์ว่า ระดับหนี้ของทั้งภาคเอกชนและภาคครัวเรือนในประเทศเอเชียหลายประเทศ ส่งผลให้ภูมิภาคเปิดรับภาวะช็อก หรือภาวะตื่นตระหนก และเปิดรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจากนอกภูมิภาคได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความปั่นป่วนวุ่นวายครั้งใหม่ในยุโรป ภาวะที่จีนเกิดปัญหาสินเชื่อตึงตัว ราคาน้ำมันปรับขึ้น หรือแม้แต่ปัญหาต่างๆ ในตลาดตราสารหนี้ของญี่ปุ่น อาจกลายเป็นปัญหาที่ประดังกันเข้ามา จนทำให้เอเชียกลับไปเผชิญความเสี่ยง ภายใต้สถานการณ์ที่ภาคส่งออกของแต่ละประเทศ ไม่ได้เฟื่องฟูพอที่จะเป็นกันชนป้องกันภาวะช็อกที่อาจเกิดขึ้น

๐แนะเพิ่มผลิตภาพ-ปฎิรูปรัฐวิสาหกิจ

นิวมานน์จากเอชเอสบีซี แนะนำว่าสิ่งที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ในเอเชียควรทำ คือทำทุกอย่างเพื่อให้ผลิตภาพขยายตัว ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงหายนะภัยได้อย่างแท้จริง หากผลิตภาพที่มีอยู่ลดลงหรือชะลอตัวลง กำไรในภาคเอกชนก็จะตกอยู่ภายใต้แรงกดดันให้ต้องก่อหนี้เพิ่ม เพื่อประคองธุรกิจให้สามารถทำผลตอบแทนจากหุ้นทุนไว้ให้ได้ ซึ่งการเพิ่มผลิตภาพทำได้ด้วยการปฎิรูปรัฐวิสาหกิจ, การพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน, ลดความตึงตัวของตลาดแรงงาน และการเปิดเสรีการค้า

สื่อต่างประเทศยอมรับว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่เศรษฐกิจดูดีที่สุด หลังปรากฏข่าวเศรษฐกิจกรีซและโปรตุเกสกลับมามีปัญหาอีกครั้ง อาร์เจนติน่าเผชิญปัญหาผิดนัดชำระหนี้ ขณะที่หลายประเทศในเอเชียใช้นโยบายควบคุมดูแลสถาบันการเงินเฉพาะจุด ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบต่างๆ และการจัดเก็บภาษี ซึ่งช่วยจำกัดเม็ดเงินทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามา อาจเป็นการช่วยเอเชียให้รอดพ้นจากการถลำลึกไปสู่ปัญหาอย่างที่เคยเกิดขึ้นในปี 2540

แต่ สเลเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์ของออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิค์ เตือนว่า ความเสี่ยงต่างๆ เกิดจากก่อหนี้นั้น ดูจะเพียงพอที่ก่อเกิดคำถามว่าผู้บริโภคในหลายประเทศแถบเอเชียมีแนวโน้มบริโภคมากจนเกินไปหรือไม่ ซึ่งแนวโน้มนี้ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับชาวเอเชียทุกคนได้จากนี้ไป