วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ยิบอินซอย'รุกธุรกิจพลังงานทดแทน-อสังหาฯ

"ยิบอินซอย" แตกไลน์ธุรกิจใหม่จากไอที-เทรดดิ้ง สู่ "พลังงานทดแทน-อสังหาริมทรัพย์" ตั้งเป้าแตะหมื่นล้านใน5ปี

นางมรกต ยิบอินซอย กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย จำกัด และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยิบอินซอยและแย๊คส์ จำกัด บริษัทที่ผันตัวเองจากผู้นำธุรกิจเหมืองแร่ สู่ธุรกิจเทรดดิ้ง และวางระบบไอทีครบวงจร เปิดเผยว่า ได้ปรับโครงสร้างการบริหารงานภายในใหม่รับการเติบโต โดยจะรุกสู่ธุรกิจใหม่ ได้แก่ ธุรกิจด้านพลังงานทดแทน และ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์

เนื่องจากเห็นว่า การทำธุรกิจในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก จะมุ่งเน้นที่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องเพิ่มเซคเตอร์ใหม่ๆ เข้ามาในพอร์ตธุรกิจเพื่อกระจายความเสี่ยงของรายได้ หากเซคเตอร์ใดประสบปัญหา เซคเตอร์อื่นๆก็จะช่วยพยุงธุรกิจไม่ให้ได้รับผลกระทบ

"บริษัทมีอายุกว่า 88 ปีเราอยู่รอดมาได้เพราะ Diversify (มีธุรกิจหลากหลาย) โดยธุรกิจพลังงานทดแทน มีแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล เนื่องจากกลุ่มยิบอินซอยมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตรอยู่แล้ว คือธุรกิจปุ๋ยเกษตรสำหรับพืชไร่ เช่น ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ทำให้รู้ว่าที่ไหนมีแหล่งวัตถุดิบที่จะป้อนให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยเฉพาะในภาคใต้ที่มีแหล่งวัตถุดิบเป็นจำนวนมาก เซคเตอร์นี้ถือเป็นแนวโน้มที่กำลังมาแรงทั่วโลกเพราะหลายๆ ประเทศตื่นตัวเรื่องการจัดหาพลังงานให้กับประเทศของตนเองเพื่อความยั่งยืนและมั่นคง"

ส่วนธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีแผนการที่จะเข้ามาบริหารจัดการทรัพย์สินที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าสูงสุด โดยเฉพาะที่ดิน โดยยอมรับว่ามีที่ดินอยู่หลายแห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ดำเนินธุรกิจเหมืองแร่ ดังนั้นเมื่อหมดยุคการทำเหมืองแร่ที่ดินเหล่านั้น ก็ถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้ทำประโยชน์มากนัก บางแห่งก็ปล่อยให้คนงานเหมืองและครอบครัวเข้าไปอยู่อาศัยจนถึงทุกวันนี้ โดยเก็บค่าเช่าในอัตราที่ถูกมากๆ เป็นต้น

นางมรกต กล่าวอีกว่า ปัจจุบันธุรกิจไอที มีสัดส่วนรายได้ 75% และธุรกิจเทรดดิ้ง มีสัดส่วนรายได้ 25% โดยในธุรกิจนี้ ประกอบด้วย ธุรกิจสีทาอาคารยี่ห้อโฟร์ซีซัน ปุ๋ยเคมีเกษตรตราใบไม้ วัสดุก่อสร้าง และธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไฮเอนด์ ซึ่งเป็นแบรนด์นำเข้าจากอิตาลี

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายกำลังการผลิตปุ๋ยเคมีเกษตร ที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจเทรดดิ้ง ยี่ห้อใบไม้ ซึ่งเป็นปุ๋ยสำหรับพืชไร่ เพราะปัจจุบันความต้องการมีเพิ่มมากขึ้นทั้งจากตลาดในและประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) จึงมีแผนจะหาพื้นที่แห่งใหม่เพื่อรองรับกำลังการผลิตใหม่ โดยเล็งพื้นที่ที่ติดกับชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ เมื่อรวมรายได้จากธุรกิจใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามาคาดว่า จะผลักดันให้รายได้รวมทั้งกลุ่มแตะระดับ 10,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี (2557-2562) ข้างหน้า และตามเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ว่าจะต้องก้าวขึ้นเป็น International Company ในอีกไม่เกิน 10 ปีจากนี้