สมอ.ปรับขั้นตอนออกใบอนุญาต มอก. เหลือ 26 วัน จากเดิม 43 วัน ดึงเอกชนร่วมตรวจสอบ
การปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบเพื่อการอนุญาตมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. เหลือ 26 วัน จากเดิม 43 วัน ถือเป็นการปรับแผนการดำเนินงาน และสร้างความคล่องตัวในการให้บริการ ในส่วนของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เรื่องนี้ นายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร เลขาธิการสมอ. กล่าวว่า จะเปิดให้ภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมตรวจสอบมาตรฐานอุตสาหกรรมเพิ่มจาก 13 ราย ในปี 2557 เป็น 25 ราย รวมทั้งจะเพิ่มหน่อยตรวจสอบรับรอง โดยการเพิ่มห้องปฏิบัติการทดสอบจากเดิมที่มี 283 ราย เป็น 310 ราย และเพิ่มห้องปฏิบัติการสอบเทียบ จากเดิม 241 ราย เป็น 300 ราย จะช่วยให้การออกใบรับรองมาตรฐานต่างๆ เร็วขึ้น
สมอ.เร่งวางแผนระบบตรวจสอบ
“สมอ. อยู่ระหว่างวางแผนเพื่อสร้างกระบวนการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมโดยภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ด้วยการสนับสนุนงบประมาณและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง สมอ."
โดยปรับเปลี่ยนบทบาทมาสู่การกำกับดูแลใน 3 ด้าน ได้แก่ การกำหนดมาตรฐาน การออกใบอนุญาต และการตรวจติดตามผลหลังการอนุญาต ทั้งนี้จะเร่งผลักดันให้มีการถ่ายโอนงานการรับรองผลิตภัณฑ์ให้แก่หน่วยรับรอง และหน่วยตรวจสอบให้เพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ หลังจากการกระจายงานไปสู่หน่วยตรวจสอบรับรองภาคเอกชนมากขึ้นแล้ว สมอ. ได้วางแนวทางการพัฒนา สมอ. ในฐานะสถาบันมาตรฐานแห่งชาติ ให้เป็นหน่วยงานสมรรถนะสูงในการเป็นผู้นำในการกำหนดมาตรฐานแห่งชาติ และมีบทบาทนำในการร่วมกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ ทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์มาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค และมาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆ เพื่อให้ข้อแนะนำและชี้ช่องทางในการเข้าสู่ตลาดการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่เป้าหมายบทบาทของ สมอ.ในการเชื่อมอุตสาหกรรมไทยสู่สากลให้ได้ในระยะต่อไป
ใช้มอก.สร้างเชื่อมั่นผู้บริโภค
นอกจากนี้ จะเร่งรัดดำเนินการเพื่อสร้างการยอมรับในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องหมาย มอก. ในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค การขจัดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศ และเพิ่มปริมาณการค้าของไทยในเวทีโลก ท่ามกลางการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ที่มีแนวโน้มการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ในปี 2558 สมอ. ได้รับงบประมาณ 700 ล้านบาท เป็นงบลงทุนนำไปซื้อเครื่องมือให้กับหน่วยทดสอบต่างๆ ทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และอบรมเพื่อให้ความรู้กลุ่มอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน หรือโอท็อป ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการต่างๆ รองรับการยกระดับมาตรฐานสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
เคาะประตูโรงงานร่วมสร้างมาตรฐาน
สำหรับการตรวจจับและป้องกันการจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานนั้น จะทำโครงการ “เคาะประตูโรงงานเอสเอ็มอี และร้านจำหน่าย” ซึ่งเป็นมาตรการการเข้มงวดบังคับใช้กฎหมายสมอ. เพื่อป้องกันการผลิต หรือจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานให้กับผู้บริโภค โดยฝึกอบรมเพิ่มเติมและแต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อออกตรวจโรงงานและร้านจำหน่ายทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 5,000 แห่ง ภายในปี 2558 ในโครงการความร่วมมือกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ นอกจากการตรวจจับกุมผู้ทำผิดกฎหมายแล้ว จะต้องจูงใจให้ผู้ประกอบการที่ทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เข้าสู่กระบวนการสร้างมาตรฐานการผลิตสินค้าคุณภาพ ภายใต้เครื่องหมาย มอก.
การตรวจจับสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานในปี 2557 ได้ลงไปตรวจสอบติดตามผู้ที่ได้รับใบอนุญาต มอก. 2,142 ครั้ง จำนวน 1,970 ราย ตรวจสอบควบคุมสถานที่จำหน่าย 387 ครั้ง จำนวน 444 ราย โดยได้อายัดผลิตภัณฑ์ 60 ราย สูงกว่าปี 2556 ที่มียอดอายัด 34 ราย
เน้นพัฒนากลุ่มสินค้าโปท็อป
ขณะที่กลุ่มโอท็อป เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ สมอ.จะให้การดูแลสนับสนุนส่งเสริมพัฒนาต่อยอดให้ผู้ประกอบการเหล่านี้เห็นความสำคัญการผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งของตนเองและภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศ โดยจะทำงานเชิงรุกเพื่อจูงใจให้โอท็อปขอรับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือ มผช. มากขึ้นอีก 5,000 ราย ภายในปี 2558 จากปัจจุบันรับรองไปแล้ว 58,000 ราย โดย สมอ. ได้จัดสรรงบประมาณ บุคลากร และร่วมทำงานกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานเครือข่ายทั่วประเทศ
ปรับมาตรฐานยานยนต์รับเออีซี
นายอุฤทธิ์ กล่าวถึงการปรับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านยานยนต์ของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานของอาเซียนตามข้อตกลงกับชาติสมาชิกทั้ง 19 รายการ ขณะนี้ปรับไปแล้ว 17 รายการ เหลืออีก 2 รายการ คือยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และยางล้อรถบรรทุก ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการหารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) สมาคมผู้ผลิตยางรถยนต์ไทย ตลอดจนนักวิชาการ คาดเสร็จทันในช่วงกลางปี 2558 ก่อนเปิดเออีซีในสิ้นปีแน่นอน เพื่อให้สินค้าไทยได้มาตรฐานตามข้อตกลง





