ตีกลับแผนส่งเสริมลงทุนใหม่ เชื่อมศก.ชายแดน-เอสเอ็มอี เคาะส่งเสริมลงทุน15โครงการใหญ่วงเงิน5.12หมื่นล้าน
"บอร์ดบีโอไอ” ตีกลับแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ สั่งปรับปรุงใหม่ทบทวนการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี พร้อมให้เน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษและการส่งเสริมเอสเอ็มอีเป็นฐานเศรษฐกิจในอนาคต บีโอไอคาดสูญเสียเงินจากสิทธิประโยชน์เว้นภาษีลดลง 50%
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บอร์ดบีโอไอ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน วานนี้ (18 ก.ค.) ว่าบีโอไอได้มีการนำเสนอแผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ระยะ 7 ปีจากปี 2558 - 2564
สาระสำคัญในการกำหนดเป้าหมายหลักในอุตสาหกรรม ที่จะยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย และการยกระดับรายได้ของประชาชนไทยให้หลุดพ้นจากกลุ่มประเทศรายได้ระดับปานกลาง รวมทั้งการปรับเปลี่ยนสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมกิจการที่ลงทุน โดยเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง
ที่ประชุมฯมอบหมายให้บีโอไอนำข้อเสนอแนะต่างๆ ไปปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์และมาเสนอที่ประชุมบอร์ดบีโอไอครั้งต่อไปในเดือน ส.ค.นี้ โดยให้บีโอไอวางแผนส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนของประเทศ การส่งเสริมที่สามารถเชื่อมโยงการผลิตกับเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดน เพื่อนบ้านและเออีซี โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นผู้ประกอบการขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ต้องเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับฐานรากให้ได้ในระยะยาว
ในส่วนของสิทธิประโยชน์ ควรพิจารณาความเหมาะสม โดยเฉพาะการยกเว้นการเก็บรายได้ภาษีนิติบุคคลเป็นเวลาสูงสุดถึง 8 ปี ในบางอุตสาหกรรมทำให้รายได้ของประเทศในรูปภาษีลดลง จึงต้องมีการพิจารณาในส่วนนี้อีกครั้ง โดยจะหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อให้ได้ข้อสรุป
"ตัวเลขเม็ดเงินภาษีนิติบุคคล ที่มีการยกเว้นการจัดเก็บที่บีโอไอ ได้รวบรวมไว้คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 5 - 6 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งหากมีการปรับลดการให้สิทธิประโยชน์ในส่วนนี้ ทั้งจากการลดประเภทอุตสาหกรรมที่จะสนับสนุน และการลดจำนวนปีที่ให้สิทธิประโยชน์ลง ก็จะทำให้จำนวนเงินที่รัฐจะสูญเสียรายได้จากส่วนนี้ลดลงประมาณ 50% ของวงเงินในแต่ละปี ที่มีการให้สิทธิประโยชน์ในส่วนนี้"
อย่างไรก็ตามบีโอไอได้นำเสนอกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายให้ยกเว้นภาษีนิติบุคคล 8 ปี 1.อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานทดแทน 2.อุตสาหกรรมที่ส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง และ 3.อุตสาหกรรมที่ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในประเทศ โดยคาดว่ายุทธศาสตร์ใหม่จะประกาศให้ได้ในช่วงต้นปี 2558
“อุตสาหกรรมในสาขาที่เป็นเป้าหมายเหล่านี้ต้องมีการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง มุ่งเป้ายกระดับรายได้เฉลี่ยของประชาชนให้พ้นระดับปานกลาง หรือรายได้เฉลี่ยสูงกว่า 12,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคนต่อปี แต่คงไม่ทันปี 2564 ซึ่งตอนนี้อยู่ 6,000 ดอลลาร์ คาดว่าต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี” นายอุดมกล่าว
ที่ประชุมฯสานนี้ยังได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนจำนวน 15 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 51,526.5 ล้านบาท ประกอบไปด้วย บริษัท ซีพีแรม จำกัด กิจการผลิตเบเกอรี่เงินลงทุน 1,450 ล้านบาท, บริษัท ครบุรีไบโอเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด กิจการผลิตเอทานอล 99.5% เงินลงทุน 1,098.5 ล้านบาท ,บริษัท อาซาฮี คาเซอิ สปันบอนด์ (ประเทศไทย) จำกัด กิจการผลิตผ้า เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,758 ล้านบาท,บริษัท การ์เดียนอินดัสทรีส์ ระยอง จำกัด กิจการผลิตกระจกเคลือบผิวกันรังสี เงินลงทุน 1,500 ล้านบาท, บริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กิจการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล ระยะที่ 2 หรือ อีโคคาร์ 2 เงินลงทุน 9,727.5 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีโครงการของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด กิจการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลและไอน้ำ เงินลงทุน 798 ล้านบาท,บริษัท ชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม จำกัด กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม เงินลงทุน 6,056 ล้านบาท ,กลุ่มบริษัท นทลิน เวลสตาร์ เอ็นเนอจิ จำกัด ได้รับส่งเสริมกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม รวมจำนวน 5 โครงการ เงินลงทุนทั้งสิ้น 9,753.5 ล้านบาท,บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด กิจการขนถ่ายสินค้าสำหรับเรือเดินทะเล เงินลงทุน 1,285 ล้านบาท ,บริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด กิจการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ เงินลงทุน 12,500 ล้านบาท และบริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ระยอง) 5 จำกัด กิจการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ เงินลงทุน 5,600 ล้านบาท
“1 เดือนที่ผ่านมา บอร์ดบีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมโครงการลงทุนรวมทั้งสิ้น 92 โครงการ เงินลงทุนรวม 258,678 ล้านบาท ซึ่งคิด 35% ของมูลค่าเงินลงทุนของโครงการที่ค้างการพิจารณาในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 742,890 ล้านบาท มั่นใจว่าอนุมัติได้หมดภายในเดือน ส.ค.นี้” นายอุดมกล่าว








