สรรพากรแจงต้องประเมินศก.ก่อนขึ้น'แวต10%'ด้านเอกชนชี้ส่งผลกำลังซื้อเพิ่มก่อนประกาศขึ้นแต่ระยะยาวกระทบกำลังซื้อ
หลังประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คงภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) ที่ 7% ไปอีก 1 ปี และขึ้นเป็น 10% ในวันที่ 1 ต.ค.2558แม้ว่ายังไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะขึ้นในอัตราดังกล่าวหรือไม่ เนื่องจากยังมีเวลาอีก 1 ปี แต่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่ารัฐบาลหลีกเลี่ยงยาก เพราะจำเป็นต้องหารายได้ชดเชยการลดภาษีและภาระการคลังที่เพิ่มขึ้น
นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ได้ชี้แจงอีกครั้งวานนี้(18 ก.ค.) หลังจากเกิดความสับสนในประกาศคสช.ที่ว่า "ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม" โดยเป็นประกาศตามกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว คือ การคงภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี และหากไม่มีการต่ออายุการลดภาษี ก็จะส่งผลให้แวตปรับเป็น 10% ตามกฎหมาย
นายประสงค์ กล่าวว่ากรมสรรพากรได้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มมาตั้งแต่ปี 2535 โดยมีเพดานการจัดเก็บอยู่ที่ 10% แบ่งเป็นการจัดเก็บในส่วนของกรมสรรพากรเอง 9% อีก 1% เป็นของอปท. แต่อัตราการจัดเก็บที่ใช้จริงนับตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 7% ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30ก.ย.2557 นี้ ดังนั้น คสช.จึงเรียกกรมสรรพากรไปหารือและเห็นตรงกันว่า ควรต่ออายุอัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี
"เราเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจปีนี้ชะลอ และอาจขยายตัวได้แค่ 1.5% ต่อปี ก็ห่วงว่า ถ้าปล่อยให้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 10% จะทำให้ประชาชนชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน จึงเห็นตรงกันว่า ควรขยายเวลาอัตราการจัดเก็บที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี หลังจากนั้น ก็ต้องดูว่า แนวโน้มเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร และ ต้องดูรอบๆบ้านเราด้วย โดยเฉพาะในปีดังกล่าวจะเป็นปีที่เออีซีมีผลบังคับใช้ การค้าและการลงทุนจะเกิดการโยกย้ายก็ต้องมาดูว่า อัตราที่เราจัดเก็บได้เปรียบหรือเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างไร"
เอกชนประเมินทั้ง'บวก-ลบ'
ด้านนายวิโรจน์ จุนประทีปทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้า ตั้งฮั่วเส็ง จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้า “ตั้งฮั่วเส็ง” กล่าวว่าการปรับแวตจาก 7% ในปัจจุบันเป็น 10% ในอีก 1 ปีจากนี้ หรือในวันที่ 1 ต.ค. 2558 เชื่อว่าไม่สามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้ได้ เพราะราคาสินค้าไม่ได้ปรับลดราคาลง ประกอบกับผู้บริโภคไม่นิยมซื้อสินค้าล่วงหน้า โดยเฉพาะสินค้าบริโภคขณะที่สินค้าในกลุ่มคงทนนั้น อาจจะเห็นการปรับราคาขายของสินค้าที่ลดลงในช่วงใกล้ปรับขึ้นภาษี
นายอลงกรณ์ ชูจิตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเล็คทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ “แอลจี”กล่าวว่าจากประกาศคสช.ดังกล่าวมองในมุมกำลังซื้อผู้บริโภคซึ่งคาดเดาได้ยากว่าจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ หรืออาจช่วยกระตุ้นได้เพียงระยะแรกเท่านั้น โดยเฉพาะผู้ที่มีความต้องการซื้อสินค้าอยู่ก่อนแล้ว อาจทำให้ตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น
ด้านนายถกล นิยมไทย ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขาย การตลาด และบริการ บริษัทไทยแลนด์ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ “โตชิบา” ประเมินว่ากำลังซื้อน่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. 2558 มากกว่าช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงใกล้กำหนดเวลาการขึ้นภาษี ต่างจากญี่ปุ่นที่มีระยะเวลาเพียง 3 เดือน ในการปรับขึ้นแวตเป็น 10% ทำให้ผู้บริโภคออกมาจับจ่ายซื้อสินค้า แต่ประเทศไทยที่มีช่องห่างของระยะเวลานานถึง 1 ปี
ด้าน นายบุญยง ตันสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าหากขึ้นแวต 10% อาจส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยชะลอตัว ที่สำคัญจากเดิมที่ประเมินว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว ก็อาจจะชะลอตัวยาวกว่าเดิม ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"หากรัฐจะต้องปรับขึ้นภาษีแวต ควรพิจารณาปรับขึ้นเป็นขั้นบันไดจาก 7% เป็น 8% มากกว่าปรับขึ้นแบบก้าวกระโดดเป็น 10%"
ค่ายรถเชื่อปีหน้าไม่ปรับขึ้นแวต
นางเพียงใจ แก้วสุวรรณ ประธานสมาพันธ์ยานยนต์อาเซียน กล่าวว่าในทางปฏิบัติ เชื่อว่ายังมีปัจจัยที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบด้วยเช่น รายได้ การจ้างงาน หรือว่าตัวเลขจีดีพี เป็นต้น ว่ามีความพร้อมหรือไม่ เพราะการขึ้นภาษีแค่ 1% จะมีผลกระทบต่อค่าครองชีพอย่างมาก
"หากอยู่ในสภาพนี้ เช่น จีดีพี เติบโต 1.5% อย่างที่คาดการณ์ ก็คงไม่มีสิทธิ์ที่จะปรับขึ้น ดังนั้นจึงเชื่อว่าถึงเวลาปีหน้า ก็คงจะประกาศยืดการใช้อัตราเดิมออกไปอีก 1 ปี เหมือนที่ทำติดต่อกันมาหลายปีในหลายรัฐบาล"
นักเศรษฐศาสตร์หวั่นเงินเฟ้อขยับ-ฉุดบริโภค
นายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวมองว่าภาครัฐมีแต่ได้กับได้ เพราะนอกจากมีผลเชิงจิตวิทยาทำให้คนจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น เพราะคิดว่าภาครัฐปรับลดภาษีแวตลงมาให้ก่อนจะปรับขึ้นในปีหน้า ทำให้คนหันมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น และในปีหน้าหากภาษีแวตปรับขึ้นจริง ก็จะส่งผลดีต่อรายได้ของภาครัฐด้วย
"การทำตรงนี้ผมมองว่ามันเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่ง เหมือนญี่ปุ่นที่ทำ คือ บอกว่าจะลดภาษีแวตลงเหลือ 6.3% แต่พูดไม่หมดว่ายังมีภาษีท้องถิ่นอีก 0.7% เป็นผลเชิงจิตวิทยาทำให้คนรู้สึกว่ารัฐลดภาษีให้ เหมือนญี่ปุ่นที่รัฐบาลบอกว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายโดยการลดภาษีให้ทำให้คนบริโภคมากขึ้น เศรษฐกิจก็ขยายตัวมากขึ้น ทั้งที่ฐานภาษีจริงๆ แล้วเท่าเดิม และยิ่งบอกว่าปีหน้าจะปรับเพิ่มเป็น 9% รวมภาษีท้องถิ่นเป็น10% คนก็ยิ่งบริโภคล่วงหน้า" นายสกนธ์กล่าว
นายสกนธ์ กล่าวว่าภาครัฐปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องเพิ่มภาษีตัวนี้ เพราะถ้าดูโครงสร้างรายได้ของรัฐแล้ว จะเห็นว่ารายได้ลดลงชัดเจน ในขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายจ่ายประจำจากโครงการประชานิยม หรือรายจ่ายด้านสวัสดิการต่างๆ ที่ไม่สามารถปรับลดลงได้ จึงปฏิเสธไม่ได้ที่ท้ายสุดภาครัฐจำเป็นต้องปรับเพิ่มภาษีแวต เพราะเป็นหนึ่งในไม่กี่ภาษีที่สามารถสร้างรายได้ให้ภาครัฐอย่างชัดเจน
คาดปีหน้ารัฐไม่ต่ออายุแวต7%
นายสกนธ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมารายได้กับรายจ่ายไม่สัมพันธ์กัน โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐไปปรับลดภาษีรายได้ลง 2 ตัว โดยหวังว่าเมื่อลดแล้ว จะสามารถขยายฐานภาษีออกไปได้เพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยและยังมีปัญหาทางการเมืองด้วย
"ถ้าสถานการณ์ ยังเป็นแบบนี้ ผมว่ายังไงปีหน้ารัฐคงไม่ต่ออายุภาษีแวตที่ 7% ออกไปอีก เพราะจริงๆ เราควรขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาสภาพการเมืองไม่ปกติ และการปฏิรูปภาษีให้ได้ผลอย่างจริงจัง ควรทำทั้ง 2 ด้านไม่ใช่ทำแค่ด้านรายรับเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูไปถึงด้านรายจ่ายด้วย อย่างรายจ่ายบางตัวที่ไม่จำเป็นก็ควรปรับลดลง" นายสกนธ์กล่าว
ชี้ก่อนขึ้นแวตควรดูภาพรวมศก.
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ภัทร กล่าวว่าประเทศไทยมีความจำเป็นที่ต้องปรับขึ้นภาษีตัวนี้ เพราะถ้าดูรายได้ของรัฐเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) แล้วไม่ได้สูงมากนัก จึงมีความจำเป็นที่ต้องปรับขึ้น เพียงแต่การจะปรับขึ้นต้องดูภาพรวมของสภาวะเศรษฐกิจด้วย
"สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน อาจยังไม่เอื้อให้ปรับขึ้นมากนัก ในปีหน้าก็คงต้องมาดูว่าจะเอื้อให้ปรับขึ้นได้หรือไม่ แต่จริงๆ แล้วผมมองว่าการจะปรับขึ้นในปีหน้าคงยาก เพราะถ้าดูช่วงเวลา นับเป็นช่วงที่ใกล้จะมีการเลือกตั้งตามโรดแมพของคสช. ก็คงต้องไปลุ้นกันว่ารัฐบาลรักษาการหรือรัฐบาลใหม่ในขณะนั้นจะเอาอย่างไร”นายพิพัฒน์กล่าว
พาณิชย์เล็งปรับสูตรราคาสินค้า
นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในจะต้องพิจารณาราคาสินค้าใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ติดตามดูแลเป็นพิเศษ 200 รายการ ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องนำเสนอราคาสินค้าใหม่ให้กรมรับทราบ เบื้องต้นจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าบางรายการและบางรายการสินค้าอาจไม่ต้องปรับขึ้นราคา
“น่าจะเป็นในช่วง กลางปีหน้า ก่อนที่จะมีการบังคับใช้ VAT อัตราใหม่ กรมจะต้องเรียกผู้ประกอบการมาทำความเข้าใจกันว่าราคาสินค้าใหม่ควรเป็นเท่าใด ไม่ใช่ผู้ประกอบการบวกผลกระทบจากภาษี 3% ไปได้ทันที แต่ต้องนำต้นทุนการผลิตอื่นมาประกอบเพื่อประเมินผลลัพธ์ราคาที่เหมาะสม ซึ่งบางสินค้าอาจปรับขึ้นเล็กน้อยและบางสินค้าอาจไม่ต้องปรับขึ้นราคาเลยก็เป็นได้” นายสันติชัย กล่าว
ขึ้นแวตเป็น10%กระทบเงินเฟ้อ0.3%
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในวันที่ 1 ต.ค. ปีหน้า จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.3%โดยคำนวณตั้งแต่มีผลบังคับใช้จนสิ้นปี 2558 หรือผลกระทบเพียงแค่ 3 เดือน แต่หากคำนวณในภาพรวม 12 เดือน หรือทั้งปี ก็จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น1.2% ส่วนสาเหตุที่กระทบเงินเฟ้อเพียงเล็กน้อย เนื่องจากสินค้าที่ใช้คำนวณในตะกร้าเงินเฟ้อสัดส่วนเกือบ 50%ไม่มีภาษีมูลค่า เช่น กลุ่มอาหารสดค่าเช่าบ้าน
อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่จะปรับเพิ่มขึ้นในเดือนต.ค.ปีหน้า 0.3% น่าจะสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะดีขึ้นจากการส่งออกตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ทำให้ผู้บริโภคมีรายได้สอดคล้องกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ไม่น่าจะส่งผลต่อการชะลอการใช้จ่าย แต่ก็ยังเป็นห่วงว่าหากผู้บริโภครับรู้ว่าสินค้าจะแพงขึ้น ก็จะมีการใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติก่อนถึงวันที่ 1 ต.ค. 2558 อาจเป็นปัจจัยแฝงที่ทำให้มีการปรับราคาสินค้าขึ้นมาได้ โดยที่ไม่เกี่ยวกับการขึ้นแวต






