อยากรวยทองต้องรอรอบใหม่ที่จะมาภายใน 5-10 ปี กมลธัญ พรไพศาลวิจิตรผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ บอกอย่างนั้น
30,000 บาท คือ เป้าหมาย “ราคาทองคำ” ที่เหล่านักวิเคราะห์เคยทำนายไว้เมื่อปี 2554 แต่สุดท้ายราคาทองคำมาไกลแค่ 27,000 บาท (เดือนก.ย.2554) ในช่วงที่ทองคำกำลังวิ่งขึ้นทำราคาเป็นจังหวะเดียวที่มี “นักลงทุนเก็งกำไรทองคำ” เกิดใหม่ในตลาดเพียบ!!
ไม่ว่าจะเป็น "โด่ง-ดร.องอาจ สิงห์ลำพอง" ลูกหม้ออาร์เอส ในฐานะผู้อำนวยการสถานีช่อง 8 และ “เจ๊จง-จงใจ กิจแสวง” เจ้าของร้านหมูทอด หลังเทสโก้โลตัส สาขาพระราม 4 เมื่อปี 2554 “โด่ง” เคยทุ่มเงินประมาณ 2.5 ล้านบาท ซื้อทองคำ 100 บาท ในราคา 23,650 บาท ก่อนจะปล่อยออกในช่วงราคา 25,000 บาท ทำให้เขาได้กำไรคืนมาประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์
ส่วน “เจ๊จง” ครั้งหนึ่งเคยซื้อทองคำมา 15 บาท ผ่านไป 2-3 วัน ได้กำไรคืนมา 3,000 บาท จากนั้นก็ซื้อมาเรื่อยๆ ครั้งละ 10-20 บาท เคยซื้อทองคำมากสุด 80 บาท และเคยได้กำไรมากสุดประมาณ 500 บาทต่อทองคำ 1 บาท แต่เมื่อ “ความหอมหวน” ของตลาดทองคำเริ่มไม่คุกรุ่นเหมือนเคย ทั้ง “โด่ง” และ “เจ๊จง” จึงจำยอมต้องหยุดการเก็งกำไรทองคำไว้ชั่วคราว
อีกนานแค่ไหนราคาทองคำจะกลับมา? คำถามนี้ “ก้อ-กมลธัญ พรไพศาลวิจิตร” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ ยืนยันกับ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week ว่า “หากดูตาม “วัฏจักรทองคำ” รอบที่แล้วจะใช้เวลานานถึง 25 ปี แต่สำหรับราคาทองรอบนี้อาจไม่ยาวนานขนาดนั้นเต็มที่น่าจะใช้เวลากับมาเป็นบวกประมาณ 5-10 ปี ”
เขายอมรับว่า แม้ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาราคาทองคำจะซบเซา และ 6 เดือนหลังราคาทองจะผันผวน แต่ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนไทยมีความชื่นชอบอย่างมาก เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ใกล้ตัวที่สุด ประกอบกับราคาทองคำยังแกว่งตัวอยู่ในกรอบสูง ดูจากลักษณะนิสัยของคนไทยพบว่า ส่วนใหญ่ชอบ “ความเสี่ยง” ฉะนั้นตลาดทองจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุนประเภทนี้
“การลงทุนในตลาดทองคำยังคงอยู่คู่นักลงทุนไทยไปอีกยาวนาน เมื่อใดราคาทองคำปรับตัวขึ้นและลงแรง ตลาดทองคำจะกลับมา “คึกคัก” อีกครั้ง”
สำหรับนักลงทุนที่ถือครองทองคำในต้นทุนสูง “กมลธัญ” ถือโอกาสแนะนำว่า หากไม่ได้รีบร้อนขอให้ “ถือ” ไว้ก่อน เพราะเชื่อว่าระยะยาวราคาทองจะกลับมาเป็นบวกแน่นอน แต่อาจไปถึงขั้นทำราคาสูงสุดเหมือนในอดีต แต่อย่างน้อยน่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับนักลงทุนท่ามกลางสถานการณ์ในปัจจุบัน
สินทรัพย์ประเภททองคำยังเป็นตัวกระจายความเสี่ยงที่ดีสำหรับนักลงทุน ฉะนั้นกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุนควรจะมีสัดส่วนการลงทุนทองคำอย่างน้อย 5-10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ต เขาย้ำ เมื่อใดก็ตามที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤติสินทรัพย์ประเภททองคำมักเป็นสินทรัพย์ที่ดี ในการลงทุน
“ราคาทองคำได้ผ่าน “จุดต่ำสุด” ไปแล้วในปีนี้ ฉะนั้นนักลงทุนรายใดลงทุนทองคำในปีนี้คงได้ผลตอบแทนเป็นบวก เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ติดลบ”
“ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ” ยอมรับว่า หากนำทองคำไปเปรียบเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆในตลาดทุน ถือว่าทองคำมีความน่าสนใจน้อยลง ซึ่งความน่าสนใจยังคงตกเป็นของตลาดหุ้น เพราะว่าเป็นตลาดที่มีสตอรี่ให้เล่นเยอะกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรือการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งเห็นได้จากความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา
"ในวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ" เขาเชื่อเช่นนั้น พร้อมยกตัวอย่างว่า หากเราซื้อหุ้นปี 2552 ในช่วงที่ตลาดหุ้นตกเยอะๆ และนำมาขายวันนี้คง “รวยเละ” ตลาดทองก็เช่นกัน ในช่วงที่ราคาทองต่ำๆๆอย่างนี้นักลงทุนที่ไม่เคยซื้อทองคำอาจหาจังหวะลงทุนเพื่อเก็งกำไร หรือถือลงทุนระยะยาว ถ้าเรามองเศรษฐกิจให้ออกจะเห็นว่า ยังไม่มีสินทรัพย์ประเภทใดมาแทนที่ทองคำได้เลย ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤติอะไรก็ตามราคาทองคำมักกลับมาทุกครั้ง เขาย้ำ
เขาไม่ลืมที่จะแนะนำการลงทุนระยะสั้นว่า นักลงทุนควรลงทุนเก็งกำไรไปก่อน เพราะทิศทางตลาดทองคำในปี 2557 ยังตกอยู่ในอาการ “ไซด์เวย์” โดยตลาดจะแกว่งตัวไม่สูงมาก พูดง่ายๆว่า เมื่อราคาทองขึ้นไปจะมีการพักฐาน แต่หากราคาลดลงจะมีแรงซื้อ ดังนั้นเมื่อราคาทองคำขึ้นมาอยู่ในกรอบที่พอมีกำไรให้รีบขาย เมื่อราคาทองลงมาในราคาอยู่ในกรอบที่น่าซื้อค่อยทยอยสะสม
“กมลธัญ” บอกว่า จากผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ค้าทองคำในประเทศชี้ชัดว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาทองคำมากที่สุดในช่วง 1-3 เดือนที่ผ่านมา เกิดจากความเสี่ยงในประเทศอิรัก เนื่องจากอิรักเป็นประเทศที่มีการส่งออกน้ำมันดิบจำนวนมากโ ดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งหากเกิดการสู้รบภายในประเทศจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกและผลิตน้ำมันดิบ ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น ทองคำจึงเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อซึ่งจะได้รับผลบวกจากกรณีดังกล่าว
หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงในอิรักจะสนับสนุนให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1,380-1,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำในประเทศที่ 21,000 บาท ภายใต้ค่าเงินบาทแข็งค่า 30.8-32 บาทต่อดอลลาร์ จากผลสำรวจพบว่า ประเด็นเหตุการณ์อิรักมีผลกระทบต่อราคาทองคำในช่วง 1 เดือน ประมาณ 41.15 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในช่วง 3 เดือน ส่งผลกระทบ 41.42 เปอร์เซ็นต์
นอกเหนือจากประเด็นบวกเรื่องสถานการณ์ในอิรักและราคาน้ำมัน ยังมีปัจจัยลบเรื่องค่าเงินบาท ซึ่งมีแนวโน้มแข็งค่า หลังจากประเทศไทยมีความชัดเจนเรื่องการเมือง และประเด็นการปรับเปลี่ยนนโยบายธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งนักลงทุนกังวลเรื่องการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในอนาคตหลังจากเฟดยุติมาตราการ QE
สำหรับประเด็นปัญหาการเงินของธนาคารพาณิชย์ของโปรตุเกส ยังไม่กระทบตลาดทองคำในระยะสั้น แต่เชื่อว่าจะส่งผลให้นักลงทุนหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาด้านการเงินในธนาคารยุโรปมากขึ้น เนื่องจากธนาคารในยุโรปมีภาคการลงทุนมาก ดังนั้นหากเกิดประเด็นปัญหาการเงินยุโรป อาทิ การผิดนัดชำระหนี้ในบางประเทศ เป็นต้น อาจส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อราคาทองคำ
เขา วิเคราะห์ว่า ในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2557 กรอบราคาทองคำจะอยู่ระดับ 1,100-1,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยทิศทางยังคงแกว่งตัว แต่อาจมีปัจจัยบวกเรื่องความต้องการทองคำจากประเทศจีนและรัสเซียมาช่วยหนุนราคา หลังเมืองจีนมีนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น แถมยังต้องการทุนสำรองประเภททองคำเพิ่มขึ้นด้วย ปัจจุบันทุนสำรองทองคำของเมืองจีนอยู่ระดับ 3 เปอร์เซ็นต์ ส่วนทุนสำรองที่เหลือเป็นประเภทเงินดอลลาร์
ดังนั้นเมืองจีนอาจต้องการทองคำ เพื่อเป็นทุนสำรองเพิ่ม ประกอบกับภาคบริโภคทองคำของจีนยังมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ดังนั้นคาดว่าความต้องการทองคำของจีนยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น ด้านประเทศรัสเซีย ถือเป็นประเทศที่ซื้อทองคำมากเช่นกัน โดยทุกเดือนที่ผ่านมารัสเซียทยอยซื้อทองคำสะสมเพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ 20 ตัน
ด้านกองทุน SPDR เริ่มชะลอการขาย และถือครองทองคำเพิ่มขึ้น ล่าสุดซื้อทองคำเพิ่มขึ้น 15 ตัน มาถือครองในช่วงสิ้นเดือนมิ.ย.ที่ระดับ 800.28 ตัน ดังนั้นมองว่าหลังจากนี้กองทุน SPDR จะเริ่มถือครองทองคำเพิ่มขึ้น ถือเป็นปัจจัยบวกสนับสนุนราคาทองคำเช่นกัน
“ราคาทองคำยังมีปัจจัยลบจากกรณีธนาคารกลางสหรัฐหยุดมาตราการ QE ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมุมมองว่า อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงไตรมาส 3/2558 แต่ประเด็นดังกล่าวจะส่งผลลบต่อราคาทองคำน้อยกว่าครั้งแรกที่เฟดปรับลด QE เพราะนักลงทุนเริ่มรับรู้ข่าวสารเรื่องเฟดขึ้นดอกเบี้ยมาก่อนแล้ว
“ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ” ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำในเดือนก.ค.ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นมายืนระดับ 56.14 จุด เพิ่มขึ้น 23.31 เปอร์เซ็นต์ จากเดือนก่อนที่อยู่ระดับ 45.53 จุด การที่ค่าดัชนีปรับตัวขึ้นสูงกว่าระดับ 50 จุดอีกครั้ง สะท้อนมุมมองในเชิงบวกต่อราคาทองคำในประเทศระหว่างเดือน
โดยความเห็นต่อราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากความวิตกต่อภาวะการสู้รบในอิรักที่อาจส่งผลต่อราคาน้ำมัน หนุนความต้องการสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อและความผันผวน ด้านการปรับ นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และค่าเงินบาทยังเป็นปัจจัยที่ให้น้ำหนัก ขณะที่กลุ่มตัวอย่างกว่า 37 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าจะซื้อทองคำในช่วงหนึ่งเดือนข้างหน้า
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำในช่วง 3 เดือนข้างหน้า จากการสำรวจพบว่า ดัชนีโดยรวมอยู่ที่ระดับ 63.81 จุด เพิ่มขึ้นจากการจัดทำเดือนมิ.ย.ทำให้เชื่อว่ากลุ่มตัวอย่างยังคงมีมุมมองระยะกลางต่อราคาทองคำในเชิงบวก โดยมองปัจจัยสนับสนุนประเด็นใกล้เคียงกันคือ ความเสี่ยงในอิรัก ทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และค่าเงินบาท
ด้าน “โสฬส สาคารวิศว” กรรมการผู้จัดการ บมจ.โกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ หรือ GBX วิเคราะห์สั้นๆว่า ราคาทองคำในช่วง 6 เดือนหลังอาจอยู่ระดับ 1,180-1,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังราคาทองปรับลดลงจาก 1,920 ดอลลาร์ต่อออนซ์มาอยู่ 1,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือลดลง 38 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นแนะนำนักลงทุนระยะสั้น “เก็งกำไร” โดยให้ทยอยซื้อสะสม เมื่อราคาลงมายืน 1,180-1,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์
“ปัจจัยลบที่อาจส่งผลต่อราคาทองคำในช่วงที่เหลือของปียังคงมีอยู่ โดยเฉพาะความกังวลาที่เฟดจะปรับลดวงเงินในมาตรการ QE”





