'กสท.-ทอท.'ตั้งบอร์ดใหม่เป็นทหาร5คน ด้าน'พล.ท.พิชิต'เต็งนั่งผอ.กองสลาก คาดเสนอชื่อภายในเดือนกค.นี้
รัฐวิสาหกิจหลายแห่งเริ่มทยอยแต่งตั้งคณะกรรมการใหม่ทดแทนที่ลาออกก่อนหน้านั้น หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)มีนโยบายต้องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้คณะกรรมการส่วนใหญ่ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งหลายคนมาเป็นตัวแทนจากกองทัพ
นายจรินทร์ จักกะพาก ประธานคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่าได้เรียกผู้สมัครรับคัดเลือกดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมาสอบสัมภาษณ์ครบแล้วทั้ง 4 ราย โดยผู้สมัคร 4 รายแสดงวิสัยทัศน์เรื่องสลากได้ดีเยี่ยม และมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสลากกินแบ่งเป็นอย่างดี อีกทั้งแต่ละคนมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน เช่น เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ดี หรือบางคนมีความเป็นผู้นำองค์กรที่ดี
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าการคัดสรรผู้อำนวยการสลากครั้งนี้ มีการล็อกตำแหน่งนั้น นายจรินทร์ กล่าวว่าไม่รู้สึกกดดันอะไร เพราะถือว่าทำงานไปตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายมา และทำงานมานาน ดังนั้นจึงไม่มีผลกับการทำงาน
อย่างไรก็ตาม หลังสัมภาษณ์ ก็จะประมวลผลคะแนน เพื่อเลือกบุคคลที่เห็นว่ามีความเหมาะสมที่สุด เพื่อเสนอให้คณะกรรมการสลากพิจารณาได้วันนี้ (18 ก.ค.) หลังจากนั้น จะเข้าสู่กระบวนการเจรจาต่อรองผลตอบแทน ก่อนจะเสนอกลับเข้าบอร์ดอีกครั้ง คาดว่าจะได้ตัวผู้อำนวยการคนใหม่ทันสิ้นเดือนก.ค.นี้แน่นอน
"จากการสัมภาษณ์ทุกคน มีความรู้ความเข้าใจเรื่องของสลากกินแบ่งอย่างดี โดยคณะกรรมการสรรหา ได้สอบถามถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาองค์กร และรับมือการเข้าสู่อาเซียน ซึ่งแต่ละท่านมีแนวทางหลากหลาย รวมถึงคำถามเกี่ยวกับการแก้ภาพลักษณ์ขององค์กรที่ถูกมองเป็นสีเทาๆ แก้ปัญหาสลากเกินสลากตามนโยบายของคสช. ซึ่งส่วนใหญ่ทุกท่าน เสนอแนวทางที่จะช่วยแก้ไขปัญหาสลากเกินราคาได้จริง แต่ใครจะได้รับคัดเลือก ต้องรอเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสลากวันที่ 18 ก.ค.นี้ โดยคะแนนของทั้ง 4 ท่านไม่ได้ทิ้งห่างกันมากนัก" นายจรินทร์ กล่าว
สำหรับรายชื่อผู้สมัคร 4 รายที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ ประกอบด้วย พล.ท.พิชิต บุญญาธิการ , พันเอกโฆษิต พัชรครุกานนท์ , ร้อยตรีกิตตินันท์ ยะตินันท์ และนายทรงวุฒิ อภิรักษ์ขิต
บอร์ดใหม่'กสท'ระดมทหาร-นักวิชาการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากระทรวงการคลังได้ส่งรายชื่อคณะกรรมการ (บอร์ด) บมจ.กสท โทรคมนาคม มายัง กสท แล้ว มีพล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ผู้ช่วยผู้บัญชาการกองทัพบก เป็นประธาน
ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย พล.ต.อรรถพงศ์ ศิริวรรณ พลตรีสุชาติ ผ่องพุฒิ พ.อ.สรรพชัย หุวะนันท์ นายมนตรี โสตางกูล นางฉวีวรรณ คงเจริญกิจกุล นางพรรณขนิตา บุญครอง นายรัฐพล ภักดีภูมิ นายถาวร พานิชพันธ์ นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ นายอภิเนตร อูนากูล นายสุรพันธ์ เมฆนาวิน นายอุตตม สาวนายน นายอาทิตย์ นันทิวทยา คาดว่าจะมีประชุมบอร์ดช่วงปลายเดือนก.ค.นี้
ทั้งนี้บอร์ดกสท ชุดใหม่ จะต้องเข้ามาสะสางปัญหาที่สะสมมานาน และพลิกฟื้นกิจการของ กสท ตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ที่มีนโยบายจะพลิกฟื้นรัฐวิสาหกิจที่ประสบปัญหาขาดทุน และมีปัญหาสะสมมานาน ซึ่งจะประชุมอีกครั้ง
สำหรับปัญหา กสท ที่รอบอร์ดชุดใหม่สะสาง ได้แก่ 1. ความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจของ กสท เนื่องจากมีหลายฝ่ายมองว่าประกอบธุรกิจที่ซ้ำซ้อนกับ บมจ.ทีโอที ฉะนั้นต้องกำหนดบทบาทชัดเจน 2.ความไม่คล่องตัวในการบริการจัดการ เนื่องจากมีกฎระเบียบ กฎหมายที่ไม่เอื้ออำนวยในการประกอบธุรกิจ หากต้องแข่งขันกับภาคเอกชน จะต้องปรับปรุงขั้นตอนให้คล่องตัว
3. ปัญหาความไม่ชัดเจนเรื่องคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิตรซ์ เพราะมีคลื่นที่ไม่ได้ใช้งาน แต่เมื่อ กสท ขอใช้ต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็ยังไม่มีความชัดเจน 4.ปัญหาระหว่างกสท กับคู่สัญญาสัมปทาน ที่มีปัญหามายาวนาน ทั้งเรื่องการโอนทรัพย์สิน การดำเนินคดีระหว่างกัน เป็นต้น ส่วนปัญหาภายในจะเป็นวาระต่อไป เพื่อปรับปรุงการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ชี้ต้องเร่งเดินหน้าแผนฟื้นฟู
ด้านนายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า แนวทางที่ กสท ต้องดำเนินการคือเป็นไปตามแผนฟื้นฟูองค์กรระยะยาว (เทิร์นอะราวด์) 5 ปี ตั้งแต่ปี 2556 - 2560 แต่ กสท เข้าอยู่ในแผนฟื้นฟูมา 2 ปีแล้ว พบว่าการทำงานในแต่ละสายธุรกิจมีประสิทธิภาพมาก และกำหนดเป้าหมายแน่นอน จัดเรียงการทำงานแบบทีละขั้น ตั้งระดับบริหารลงไปถึงพนักงานระดับปฏิบัติการ และระดับล่าง
อย่างไรก็ดี กสท ยังคงตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้ไว้ที่ 46,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 9,000 ล้านบาท จากปี 2556 ซึ่งมีรายได้ 37,363 ล้านบาท โดยเป้าที่ตั้งไว้จะมาจากธุรกิจ 3จีเอชเอสพีเอในส่วนรูปแบบการให้บริการขายส่งบริการ (โฮลเซลล์) กับกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น และรายอื่นๆ ซึ่งจะสร้างรายได้ 25,000 ล้านบาท หรือ 60% ของรายได้รวม
ส่วนรายได้จาก 3จีแบรนด์มาย ตั้งเป้ามีรายได้ 2,500 ล้านบาท จากการขายเลขหมายให้ได้ 7 แสนเลขหมายภายในปีนี้ แต่ปัจจุบันขายไปได้ 1.7 แสนเลขหมาย
นอกจากนี้ธุรกิจสื่อสารตั้งเป้าจะมีรายได้ 7,500 ล้านบาท ธุรกิจไอทีมีรายได้รวม 677 ล้านบาท และธุรกิจโทรศัพท์ระหว่างประเทศ 3,600 ล้านบาท รวมถึงธุรกิจอื่นๆ อาทิ ค่าเช่าใช้โครงข่าย และดอกเบี้ย เป็นต้น โดยจะมีรายได้อีกราว 6,000 กว่าล้านบาท ส่วนรายจ่ายของ กสท ปีนี้ 42,630 ล้านบาท และดอกเบี้ยอีกราว 1,784 ล้านบาท รวม กสท จะมีกำไรก่อนหักภาษีปี 2557 ประมาณ 1,634 ล้านบาท
ทอท.ตั้งกรรมการใหม่2คน
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) รายงานว่าการประชุมครั้งที่ 10/2557 ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งกรรมการ ทอท. 2 คน แทนกรรมการที่ลาออกจากตำแหน่ง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. 2557 คือ พลอากาศโท จอม รุ่งสว่าง เป็นกรรมการ แทน นายวิศณุ ทรัพย์สมพล และนายวราห์ ทองประสินธุ์ เป็นกรรมการอิสระ แทน นายธานินทร์ อังสุวรังษี
สคร.ปรับคุณสมบัติบัญชีบอร์ดรสก.
นายจักรกฤศฎ์ พาราพันธกุล รองปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดทำบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจหรือที่เรียกว่า Director Poll ว่า ที่ประชุมเห็นชอบในการกำหนดเพิ่มคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้ามาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจส่วนกลาง โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการชุดดังกล่าว ไปกำหนดคุณสมบัติที่เหมาะสม เพื่อประกาศใช้สำหรับการคัดเลือก กรรมการรัฐวิสาหกิจส่วนกลางรอบใหม่
เหตุที่ต้องเพิ่มคุณสมบัติบุคคลที่จะมาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจส่วนกลาง เพราะต้องการให้เข้าไปช่วย ให้การทำงานของรัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยคุณสมบัติที่ต้องเพิ่มขึ้นนั้น ได้ให้แนวทางแก่ สคร. ไว้กว้างๆ ว่า จะต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และที่สำคัญจะต้องมีความโปร่งใส และเสียสละ ในการเข้ามาทำหน้าที่ในรัฐวิสาหกิจ
ทั้งนี้ การจัดทำบัญชีกรรมการรัฐวิสาหกิจส่วนกลาง ก็เพื่อให้การพิจารณาแต่งตั้งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ ที่ไม่ใช่กรรมการโดยตำแหน่งจากบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ ที่กระทรวงการคลังจัดทำขึ้น เกิดความโปร่งใส และได้มาซึ่งกรรมการรัฐวิสาหกิจที่มีความรู้ ความสามารถ และเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อให้คุณสมบัติ และศักยภาพของบุคคล สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจ และการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ
"คุณสมบัติที่จะกำหนดนี้ ต้องเหนือกว่าเกณฑ์ในการรับสมัครตามปกติ ซึ่งจะกำหนดเป็นเกณฑ์ทั่วๆ ไปขึ้นมาใหม่ และกรรมการรัฐวิสาหกิจชุดใหม่นี้ เป็นบุคคลที่รัฐวิสาหกิจต่างๆ สามารถนำไปใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งปัจจุบันกรรมการรัฐวิสาหกิจส่วนกลาง จะมาจากกว่า 20 สาขาอาชีพ"
เขากล่าวด้วยว่า คณะกรรมการฯมีมติให้เปิดรับบุคคลเข้ามาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจส่วนกลางรอบใหม่อีกกว่า 100 คน เพื่อแทนที่คนเก่าที่หมดวาระไป โดยปัจจุบันมีกรรมการรัฐวิสาหกิจส่วนกลางอยู่ 560 คน ในจำนวนทั้งหมดนี้ จะมีอายุการทำงานในหน้าที่นี้อีกไม่เกิน 5 ปี เพราะถือว่า มีอายุเกินกรอบที่กำหนด ดังนั้น คณะกรรมการฯ จึงทยอยที่จะรับบุคคลเข้ามาเพิ่ม ขณะเดียวกัน ก็เห็นว่า ควรกำหนดคุณสมบัติใหม่ไปพร้อมกัน
"ตามเกณฑ์ของบุคคลที่จะนั่งเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจส่วนกลาง คือ ต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปี ซึ่งในจำนวนทั้งหมด 560 คนนี้ ภายใน 5 ปีจะต้องมีการเกษียณอายุ ถ้าไม่รับเพิ่ม ก็จะไม่มีบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ และในจำนวน 560 คนนี้ ปัจจุบันมีอยู่กว่า 300 คนที่เข้าไปนั่งเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง โดย 1 คนจะนั่งเป็นกรรมการได้สูงสุดไม่เกิน 3 แห่ง ฉะนั้น ตัวเลือกกรรมการของรัฐวิสาหกิจจึงมีน้อยลง" เขากล่าว
ทั้งนี้การเปิดรับสมัครกรรมการรัฐวิสาหกิจส่วนกลางนั้น จะแบ่งออกเป็น 1.เปิดรับสมัครเป็นการทั่วไป และ 2.รัฐวิสาหกิจและองค์กรอิสระ สามารถส่งรายชื่อเข้ามาร่วมคัดเลือก โดยคณะกรรมการฯ จะรีบเปิดสมัครเร็วๆ นี้ แต่ต้องรอการกำหนดคุณสมบัติจาก สคร.ก่อน
สำหรับคุณสมบัติในการรับสมัครกรรมการรัฐวิสาหกิจส่วนกลาง ปัจจุบันซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติทั่วไป อาทิ มีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 45 ปีบริบูรณ์ มีประสบการณ์ในการเป็นกรรมการและผู้บริหารองค์กรภาครัฐและเอกชน ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่เคยได้รับโทษจำคุก ไม่เป็นข้าราชการการเมือง และไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออกจากงานเพราะทุจริตในหน้าที่ เป็นต้น





