วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เล็งแก้กม.-ระบบจัดซื้อจัดจ้าง

"ประยุทธ์"ถกซูเปอร์บอร์ดนัดแรก วางกรอบเน้น"โปร่งใส -ตรวจสอบได้ -ประชาชนไว้วางใจ" เล็งแทรกงานด้านความมั่นคงรสก.

การประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ(คนร.) หรือ ซูเปอร์บอร์ด นักแรก ได้มีการวางกรอบการทำงาน ในเรื่องธรรมมาภิบาลและวางแนวการทำงานกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ โดยจะมีการแก้กฎหมายและปรับระบบจัดซื้อจัดจ้างใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เป็นมาตรฐานสากล

วานนี้(9 ก.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ(คนร.) ได้มีการประชุมเป็นครั้งแรกหลังจากมีการแต่งตั้งตามคำสั่งคสช. เพื่อกำหนดนโยบายร่วมกันในการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจ และรายงานความคืบหน้าการพิจารณาโครงการลงทุนมูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาทของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด

การประชุมครั้งนี้มีพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ และรองหัวหน้าคสช.ที่ดูแลฝ่ายเศรษฐกิจ เข้าร่วมประชุมด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ซูเปอร์บอร์ดจะต้องทำหน้าที่เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชน เพราะการทำงานของรัฐวิสาหกิจจะกระทบกับประชาชนส่วนใหญ่ ดังนั้นการทำงานจะต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ร่วมกันแก้ปัญหาที่เป็นข้อบกพร่องของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด

"อาจต้องแทรกงานด้านความมั่นคงเข้าไปในหน่วยงานต่างๆของรัฐวิสาหกิจ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน(เออีซี)ในปี 2558"

นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ(สคร.) ในฐานะเลขานุการคนร. กล่าวภายหลังการประชุมว่าหัวหน้า คสช. ได้ชี้แจงว่าการแต่งตั้งคนร.ขึ้นมาเพื่อเสนอแนะนโยบาย แผนการบริหาร และมาตรการต่างๆ ในการพัฒนารัฐวิสาหกิจอย่างบูรณาการและมีเอกภาพ และกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้ดำเนินงานบริการประชาชนอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น รวมทั้งเสนอแนะการแก้ไขปัญหาด้านต่างของรัฐวิสาหกิจให้สามารถให้บริการประชาชนได้ดีมากขึ้น

นายกุลิศ กล่าวว่าคนร.จะดำเนินการแก้ไขปัญหา กำหนดนโยบาย และวางระบบกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถพัฒนาและวางรากฐานรัฐวิสาหกิจให้สามารถบริการประชาชนและร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไปได้

“หัวหน้า คสช.ระบุว่า คนร.ต้องทำหน้าที่เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชน เพราะการทำงานของรัฐวิสาหกิจจะกระทบกับประชาชนส่วนใหญ่ ดังนั้นการทำงานจะต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ร่วมกันแก้ปัญหาที่เป็นข้อบกพร่องของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด อย่างไรก็ตามการพัฒนารัฐวิสาหกิจต้องคำนึงความมั่นคงในหน่วยงานต่างๆของรัฐวิสาหกิจ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วย”

เล็งแก้กม.ล้าสมัย-รื้อระบบจัดซื้อจัดจ้าง

นายกุลิศ กล่าวว่าการประชุมวานนี้ ได้สั่งการให้ สคร.ไปหารือร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อทบทวนแก้ไขกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐวิสาหกิจซึ่งได้ใช้มาเป็นเวลานานและ ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน จึงต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจ

นอกจากนี้ หัวหน้า คสช.ยังได้ให้ความสำคัญในการสร้างความโปร่งใสสำหรับจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ของรัฐวิสาหกิจ และมอบหมายให้สคร. ดำเนินการนำระบบการจัดซื้อจัดจ้างของสากลมาใช้สำหรับการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐวิสาหกิจเพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างมีความโปร่งใสมากขึ้น

ตั้งคณะอนุกรรมการ3ชุดสัปดาห์หน้า

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าด้วยสภาพปัญหาด้านรัฐวิสาหกิจมีความซับซ้อน และนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจยังไม่มีการบูรณาการ จึงได้ให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ชุดเพื่อดำเนินการในรายละเอียดและนำเสนอ คนร. ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการด้านการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจรายแห่งในองค์รวม โดยมีหน้าที่พิจารณาและกลั่นกรองแผนการแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจและนำเสนอ คนร. เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเร็ว

2.คณะอนุกรรมการด้านการกำหนดยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ โดยมีหน้าที่พิจารณาและจัดทำแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนารัฐวิสาหกิจในภาพรวม และนำเสนอ คนร. พิจารณา เพื่อให้รัฐวิสาหกิจไทยมีทิศทางในการดำเนินงานที่ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน

3. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาระบบกำกับรัฐวิสาหกิจ โดยมีหน้าที่ในการวางรากฐาน ในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งแต่การสรรหาคณะกรรมการ ผู้บริหาร การจัดซื้อจัดจ้าง ธรรมาภิบาล การตรวจสอบ การเงินและการลงทุน รวมถึงการประเมินผลและการสร้างระบบแรงจูงใจ เพื่อเป็นการกำหนดแนวทางในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพต่อไป

"คาดว่าคณะกรรมการทั้ง 3 ชุดจะแต่งตั้งได้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า"

ให้อำนาจบอร์ดพิจารณาสิทธิประโยชน์

นายกุลิศ กล่าวอีกว่าการทำงานของคนร.จะมีการประชุมประจำทุกเดือน ส่วนกรณีการพิจารณาสิทธิประโยชน์ของบอร์ดรัฐวิสาหกิจนั้น จะให้บอร์ดรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นเข้าไปใหม่พิจารณาสิทธิประโยชน์เองตามความเหมาะสม

ส่วนการพิจารณาแผนการลงทุนเกิน 100 ล้านบาท เป็นหน้าที่การพิจารณาของสคร. โดยอยู่ระหว่างการยกร่างระเบียบ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจเสนอเข้ามาให้พิจารณาเพื่อให้เดินหน้าการลงทุน หลังจากผ่านการพิจารณาแผนลงทุนจากขั้นตอนต่างๆแล้ว

'ประสาร'ระบุขอบเขตอำนาจระดับนโยบาย

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ในฐานะซุปเปอร์บอร์ด เปิดเผยก่อนการประชุมร่วมซุปเปอร์บอร์ดนัดแรกในวานนี้(9ก.ค.) ว่า การประชุมครั้งนี้วาระหลักคงเป็นเรื่องการรักษากรอบความพอดีของอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ มีความรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ต้องมีระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดีด้วย

"เจตนาแรกของการจัดตั้งซุปเปอร์บอร์ด คือ พยายามแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น เพียงแต่ตอนแรกที่ออกมาผมเข้าใจว่าอาจทำให้ธุรกรรมบางอย่างสะดุดไปบ้าง ต่อมาก็มีการแก้ไขว่า หากเป็นเรื่องธุรกรรมปกติก็ให้สามารถทำได้เลย โดยเน้นไปที่เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ในการประชุมนัดแรกมีการพูดคุยกันในรายละเอียด เพื่อรักษากรอบความพอดี ระหว่างการกำกับดูแลที่ดี กับประสิทธิภาพความรวดเร็วในการดำเนินการ" นายประสารกล่าว

นายประสาร กล่าวว่า ขอบเขตการทำหน้าที่ของซุปเปอร์บอร์ดส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องเชิงนโยบายมากกว่า เพราะในแง่ขอบเขตเองตัวรัฐวิสาหกิจมีค่อนข้างมาก 50 กว่าแห่ง ซึ่งตรงนี้ก็คงจะมีการจัดกลุ่มดูแลกลไกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องว่า จะมีความรับผิดชอบดูแลยังไงกันบ้าง