วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลิตภาพสำคัญที่ Mindset 'คาร์เปท อินเตอร์'

ผู้บริหารและพนักงานต้องมองไปในทิศทางเดียวกันว่า เราเป็นใคร เราอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไรอยู่ และทำไปเพื่ออะไร

ในเรื่องของ "ผลิตภาพ" นั้น "Mindset" สำคัญมากกว่า "Tools"

เราเป็นใคร เราอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไรอยู่ และทำไปเพื่ออะไร?

คือวลีเด็ดๆ โดนๆ ที่ได้รับจากการไปเยี่ยมชมดูงาน บริษัท คาร์เปท อินเตอร์แนชั่นแนล ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในองค์กรที่เข้าอบรมหลักสูตร "Productivity Facilitator Techniques for Smart Leader: เทคนิคการเป็นนักส่งเสริมการเพิ่มผลิตภาพ สำหรับสุดยอดหัวหน้างาน" ที่จัดขึ้นโดยสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม

และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ คาร์เปท อินเตอร์ ผ่านร้อนผ่านหนาวและยืนหยัด ครองความเป็น "ผู้นำ" ในตลาด "พรม" มาเป็นเวลายาวนานร่วม 50 ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันมียอดขายโดยประมาณที่ 2,100 ล้านบาทต่อปี

"ผลิตภัณฑ์ปูพื้นนั้นมีอยู่มากมายหลายอย่าง เราเลือกที่จะเติบโตในตลาดที่เป็นนิชมาร์เก็ต" เสรี พงศ์ลิมากร กรรมการและที่ปรึกษา ได้กล่าวถึงคีย์ซัคเซสอีกข้อ

คาร์เปท อินเตอร์ เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายพรม ในแบบที่เป็น "Contract" หรือผลิตตามการสั่งซื้อ ซึ่งไม่ต้องแบกรับในเรื่องของสต็อก ทว่าจะมีกระบวนการที่ยุ่งยาก ยาวนาน เพื่อผลิตสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง

ใครจะไปเชื่อว่าธุรกิจที่เริ่มต้นจากการเป็นเพิงขายพรมเล็กๆ ย่านบางแค ที่มีพนักงานเพียง 5-10 คนจะเติบใหญ่มาจนกลายมาเป็นบริษัทระดับพันล้านและมีจำนวนพนักงานถึง 1,400 คนในวันนี้

เสรี กล่าวว่า ความสำเร็จเกิดจากการติดตามสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงในตลาด แนวโน้มของโลกอย่างสม่ำเสมอ แล้วปรับตัวไล่ตามให้ทัน

อย่างเช่น ในอดีตเมื่อกว่า 40 ปีที่ผ่านมานั้น สินค้าที่ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าโรงแรมในประเทศไทยเป็น "หินอ่อน" ไม่ใช่พรมแต่อย่างไร ทว่าโรงแรมในกลุ่มประเทศตะวันตกแดนศิวิไลซ์กลับเลือกที่จะใช้พรม แน่นอนที่ว่าในเมื่อไทยต้องการเป็นจุดหมายของการเดินทางและท่องเที่ยว ธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างโรงแรมจำเป็นต้องขยับปรับมาตรฐานไม่ว่าทางด้านรูปลักษณ์และทุกๆ ด้านเพื่อสร้างความยอมรับจากฝรั่งตาน้ำข้าวที่สาวเท้าเข้ามาเช็คอิน

บริษัทยังได้ขยายไลน์ไปสู่ตลาดรถยนต์ ด้วยเล็งเห็นว่า ประเทศไทยนอกจากจะเป็นฮับการผลิตแล้ว ประชากรไทยเรายังนิยมซื้อรถยนต์ไม่แพ้ชาติใดในโลกอีกด้วย อีกทั้งคาร์เปท อินเตอร์ก็ยังรับรู้และตระหนักถึง "ภาวะโลกร้อน" และหันมามุ่งในเรื่องการบริหารจัดการที่ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ผลิตภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งกุญแจความสำเร็จที่ไม่สามารถมองข้าม เพราะมันนำไปสู่ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการทำงาน อันส่งผลไปสู่คำว่า "กำไร" และความ "ยั่งยืน" ของธุรกิจได้ในท้ายสุด

หากแต่ ผลิตภาพไม่ได้เป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ต้อง "กระตุ้น" เพื่อทำให้มันเกิดขึ้น คาร์เปท อินเตอร์ จึงตัดสินใจเข้าร่วมในหลักสูตรที่กล่าวมาข้างต้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้บริหารจะมองเห็นความสำคัญ และได้มีการตั้งทีมชื่อ "Profa Team" (ย่อจาก Productivity Facilitator) เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนผลิตภาพในองค์กร โดยการให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือเพิ่มผลิตภาพ ช่วยเป็นพี่เลี้ยงเป็นที่ปรึกษาหน่วยงานในองค์กรเกี่ยวกับการวางแผนและติดตามผลการทำกิจกรรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพ นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ รณรงค์ ส่งเสริมเพื่อกระตุ้นและสร้างจิตสำนึกให้พนักงานสนใจเข้ามามี "ส่วนร่วม" ด้วยการจัดกิจกรรมที่มีสีสัน

ปรีชา วงษาบุตร ผู้จัดการฝ่ายปรับปรุงกระบวนการ และ สุกฤตา กองชุ่ม HR Business Partner คือผู้บริหารที่ขันอาสามารับหน้าที่ "Profa Team" ซึ่งพวกเขายอมรับว่า ผลลัพธ์ดี ๆไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ข้ามคืน

แท้จริงแล้ว ผลิตภาพ ไม่สามารถสร้างได้ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือ แต่เกิดจากความคิด การยอมรับของคน ดังนั้นจุดเริ่มต้นโครงการในปี 2554 กระทั่งถึงวินาที จึงทำให้ทุกวิถีทางให้พนักงาน buy-in กระทั่งเข้ามามี "ส่วนร่วม" เนื่องจากมองเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น

เราเป็นใคร เราอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไรอยู่ และทำไปเพื่ออะไร? ไม่ว่าผู้บริหารและพนักงานทุกคนต้องมองไปในทิศทางเดียวกัน

ไม่เพียงแค่ความคิด แต่เรื่องของ "เจนเนอเรชั่น" ก็เป็นอีกประเด็นความท้าทายสำคัญ ปัจจุบันพนักงานของ คาร์เปท อินเตอร์ มีอายุตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 39 ปี ส่วนอายุงานเฉลี่ยที่ 14 ปี ดังนั้นที่ต้องพิจารณาก็คือ กิจกรรมที่จัดขึ้นต้องให้สอดคล้องเหมาะสมกับวัย ซึ่งต้องไม่เป็นอะไรที่พอดีๆ ไม่โลดโผน

อายุที่มากขึ้นของพนักงาน ยังกระตุกให้บริษัทต้องหันคิดถึงเรื่องของการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เพื่อไม่ให้องค์ความรู้ยังคงอยู่ในองค์กร อีกด้วย

สำหรับโปรแกรมที่ คาร์เปท อินเตอร์ ได้ดีไซน์ขึ้นเพื่อสร้างผลิตภาพภายในองค์กร มีหลักการที่ว่า "ป้องกันดีกว่า ตรวจสอบ หรือแก้ไข" โดยมีเป้าหมายต้องการ "ลดและหลีกเลี่ยง" ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสียและสูญเปล่า ผลกระทบด้านลบในการดำเนินงานต่อคน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเกิดบูรณาการ "คุณค่า" ในสินค้าบริการ รวมทั้ง "คุณภาพชีวิต" ในการทำงานของพนักงาน ส่วนเครื่องมือที่นำมาใช้ อาทิ 5 ส ,ไคเซ็น ,ลีนและการรีไซเคิล เป็นต้น

คาร์เปท อินเตอร์ สามารถเรียนรู้พัฒนาจนกลายเป็นองค์กรที่ได้รับรางวัล The Best Team 2011 เพียงการเข้าร่วมหลักสูตรในปีแรก ซึ่งสถาบันเพิ่มผลผลิตให้เหตุผลว่าเป็นองค์กรที่มีความโดดเด่น ในการขับเคลื่อนกิจกรรมการเพิ่มผลิตภาพอย่างเป็นระบบ ผ่านนักส่งเสริมการเพิ่มผลิตภาพ และขยายผลได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังสามารถบูรณาการระบบบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพของหัวหน้างาน ที่เห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการลดต้นทุน จำนวนไคเซ็นที่ปรับปรุงได้ปีละพันกว่าเรื่อง ตลอดจนจำนวนพนักงานที่เข้าร่วม

ขณะที่ ฉันทลักษณ์ มงคล รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการเพิ่มผลผลิต สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าวมุ่งสร้างทักษะการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้กับหัวหน้างานและระดับบังคับบัญชาให้สามารถสร้างผลลัพธ์ และยกระดับผลิตภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตขององค์กร โดยให้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือผลิตภาพพื้นฐานที่จำเป็น และเทคนิคสำคัญในการกระตุ้นรณรงค์เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมปรับปรุงงาน เทคนิคอำนวยการเพื่อให้เกิดบรรยากาศการมีส่วนร่วมของทีม และพนักงาน ตลอดจนแนวทางการบริหารการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้การขับเคลื่อนผลิตภาพสัมฤทธิ์ผล

จากผลลัพธ์ขององค์กรชั้นนำที่เข้าร่วมโครงการ Productivity Facilitator ตั้งแต่ปี 2551-2555 พบว่าอัตราการมีส่วนร่วมในการปรับปรุงมีสูงถึง 99 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนของพนักงานขององค์กรที่เข้าร่วมโครงการ สามารถลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสเพิ่มรายได้เฉลี่ยองค์กรละ 14.75 ล้านบาท ซึ่งจะเห็นได้ว่า แนวทางนี้สามารถกระตุ้นคนให้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน และเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน