ผ่านช่วงที่ดีที่สุดแล้ว แนวโน้มครึ่งปีหลังอ่อนตัวลง
กำไรฟื้นตัวเด่น QoQ แต่ยังตํ่ากว่าปีก่อน
ไตรมาส 2 ของทุกปีเป็นไฮซีซั่นธุรกิจโรงภาพยนตร์ และปีนี้ก็เช่นกันมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จาก Hollywood เข้าฉายหลายเรื่อง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัวหลังการเมืองในประเทศมีเสถียรภาพ ทำให้ยอดขายตั๋วชมภาพยนตร์ใน กทม.และปริมณฑล (Box Office) ฟื้นตัวกว่า 73% QoQ เราจึงคาดกำไรสุทธิงวด 2Q57 ของ MAJOR จะฟื้นตัวโดดเด่นกว่า 117% QoQ มาอยู่ที่ 304 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ดี หากเทียบกับปีก่อนคาดว่าจะลดลง 31% YoY เนื่องจากปีที่แล้วมีภาพยนตร์ทำสถิติรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์จากการฉายทั่วประเทศกว่า 1 พันล้านบาท (พี่มากพระโขนง) และยังมีกำไรพิเศษจากการขายหุ้น SF อีกราว 65 ล้านบาท ทำให้รวมงวดครึ่งปีแรก 2557 คาดกำไรสุทธิลดลง 40%
Box Office ฟื้นตัว แต่ยังสู้ปีที่แล้วไม่ได้
งวด 2Q57 มีภาพยนตร์ทำรายได้จากการขายตั๋วชมภาพยนตร์สูงหลายเรื่อง เช่น พระนเรศวร (196 ลบ.) Spider Man (180 ลบ.) Captain America (165 ลบ.) Transformers (142 ลบ.) Maleficent (123 ลบ.) และ X-Men (113 ลบ.) เป็นต้น ทำให้ยอด Box Office ฟื้นตัวกว่า 73% QoQ แต่ยังลดลง 4% YoY เนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีภาพยนตร์ทำสถิติรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งแรกของงวด 2Q57 ธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง
แนวโน้มหน้าหนังอ่อนตัวลงในครึ่งปีหลัง
หลังจากผ่านไฮซีซั่นในงวด 2Q57 แล้วเราคาดว่าหน้าหนังจะอ่อนตัวลงในงวด 3Q57 ก่อนที่จะดีขึ้นเล็กน้อยในช่วง 4Q57 สอดคล้องกับโปรแกรมฉายภาพยนตร์ช่วงที่เหลือของปี 2557 จะมีหนังฟอร์มยักษ์จาก Hollywood รอเข้าฉายเพียง 2 เรื่อง (Ninja Turtles ในเดือน ส.ค. และ Hunger Games ในเดือน พ.ย.) เราจึงมองว่าผลประกอบการของ MAJOR ได้ผ่านช่วงที่ดีที่สุดของปี 2557 ไปแล้ว และจะอ่อนตัวลงในครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากธุรกิจผลิตภาพยนตร์ของบริษัทย่อย (MPIC) ที่จะทะยอยเข้าฉายอีกกว่า 10 เรื่อง ทั้งนี้ งวด 2Q57 มีภาพยนตร์ของบริษัทย่อยเข้าฉายและไม่ประสบความสำเร็จ 1 เรื่อง (มันเปลี่ยวมาก) และกำลังจะเข้าฉายอีก 1 เรื่องในงวด 3Q57 “ความลับของนางมารร้าย”
ผ่านช่วงที่ดีที่สุดของปีไปแล้ว
แม้ว่าการหดตัว YoY ของยอด Box Office ในงวด 2Q57 จะน้อยกว่าที่เราคาด ทำให้เราต้องปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2557 และมูลค่าเหมาะสมหุ้น MAJOR ขึ้นจากเดิม 6% เป็น 751 ล้านบาท และ 16.90 บาท (P/E 20 เท่า) ตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตาม เรามองว่าราคาหุ้น MAJOR ในปัจจุบันได้สะท้อนต่อแนวโน้มดังกล่าวแล้ว ราคาหุ้นสูงกว่ามูลค่าเหมาะสมที่เราประเมิน 14% ขณะที่งวดครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงจากการอ่อนตัวลงของหน้าหนัง Hollywood และการเข้าฉายของภาพยนตร์ที่ผลิตโดยบริษัทย่อยถ้าไม่ประสบความสำเร็จจะฉุดผลประกอบการโดยรวม เราจึงคงคำแนะนำ “ขาย”
Investment Case
MAJOR ดำเนินธุรกิจเป็นผู้ให้บริการโรงภาพยนตร์ โบว์ลิ่ง คาราโอเกะ ลานเสก็ตนํ้าแข็ง สื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์ พื้นที่เช่า การจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ วีซีดี ดีวีดี บลูเรย์ ผลิตภาพยนตร์ และมีบริษัทร่วมดำเนินธุรกิจศูนย์การค้าแบบเปิด สื่อทีวีดาวเทียม โรงภาพยนตร์และโบว์ลิ่งที่ประเทศอินเดีย นอกจากนี้ ยังมีเงินลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ MJLF






