'ซานมิเกล'รุกซื้อบริษัทอาเซียน

"ซานมิเกล"มองหาลู่ทางที่จะเข้าซื้อกิจการบริษัทที่มีขนาดใหญ่ระดับภูมิภาคของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ของฟิลิปปินส์ "ซานมิเกล" กำลังมองหาลู่ทางที่จะเข้าซื้อกิจการบริษัทที่มีขนาดใหญ่ระดับภูมิภาค ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเคลื่อนไหวที่จะทำให้บริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้นไปอีก ทั้งที่ในปัจจุบันก็มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอยู่แล้ว ด้วยยอดขายเมื่อปีที่แล้ว ที่เทียบเป็นสัดส่วนได้มากถึง 6.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ของฟิลิปปินส์
ประธานบริหาร และหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการซานมิเกล "นายรามอน อัง" บอกว่า บริษัทระดับภูมิภาค ที่เป็นเป้าหมายของซานมิเกลนั้น มีรายได้จากการลงทุนรายปีราว 10,000 ล้านดอลลาร์ และรายได้ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายที่ 300 ล้านดอลลาร์ แต่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อบริษัทดังกล่าว เนื่องจากมีการทำข้อตกลงถึงเรื่องการเก็บความลับไว้
นายอังบอกว่า ซานมิเกลจะเข้าไปซื้อบริษัทข้างต้น 100% ซึ่งหากแล้วเสร็จ บริษัทนี้จะทำให้ซานมิเกลมียอดขายในปีหน้าเพิ่มขึ้น 500,000 ล้านเปโซ โดยในปี 2556 กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ของฟิลิปปินส์รายนี้ มียอดขายเพิ่มขึ้น 6.8% มาอยู่ที่ 747,720 ล้านเปโซ
ผู้บริหารรายนี้ เผยด้วยว่า มีหลายบริษัทยื่นข้อเสนอซื้อหุ้น 51% ในซานมิเกล บริวเวอรี รวมถึง รายหนึ่ง ที่ยื่นข้อเสนอสูงถึง 6,000 ล้านดอลลาร์ แต่การขายธุรกิจเบียร์ซึ่งผลิตเบียร์ซานมิเกล เพลพิลเซนที่โด่งดัง รวมทั้งเบียร์อื่น ๆ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบริษัทซื้อกิจการอื่น ๆ ที่มีกำไรงามได้เท่านั้น ส่วนหุ้นอีก 49% ในซานมิเกล บริวเวอรี เป็นของคิริน โฮลดิงส์
นอกจากนี้ซานมิเกลยังฝันจะสร้างโรงงานถลุงเหล็กและสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มอีกด้วย นายอังมองว่า ธุรกิจโรงงานถลุงเหล็กมูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์จะเปิดโอกาสการลงทุนใหม่ เช่น การผลิตเครื่องจักร การต่อเรือ และการผลิตรถยนต์
โรงถลุงเหล็กนี้จะใช้เงินทุนจากการสร้างกระแสเงินสดภายในกิจการ และจะเปิดวงเงินให้กับซานมิเกลด้วย เพื่อเปิดทางให้บริษัทมีทุน 10,000 ล้านดอลลาร์ในการเข้าซื้อกิจการ นอกจากนี้ซานมิเกลจะใช้วิธีที่เคยทำในอดีต โดยการขายสินทรัพย์เพื่อเพิ่มเงินทุนสำหรับซื้อกิจการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้บริษัทอีกทางหนึ่ง
ส่วนการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมนั้น ซานมิเกลหวังเพิ่มศักยภาพการผลิตไฟฟ้าของ "เอสเอ็มซี โกลบอล เพาเวอร์ โฮลดิงส์ คอร์ป" อีก 3,000 เมกะวัตต์ นายอังกล่าวว่า หากในอนาคตความต้องการไฟฟ้าไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่คาดการณ์ไว้ ซานมิเกลจะขายโรงไฟฟ้าเก่าบางแห่งในพอร์ทการลงทุนของเอสเอ็มซี โกลบอล เพาเวอร์ เพื่อไม่ให้เกิน 30% ของศักยภาพสายส่ง
ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2555 ซานมิเกลดำเนินการผ่าน "เปตรอน คอร์ป" โรงกลั่นน้ำมันของบริษัท เข้าซื้อหุ้น 65% ของเอกซ์ซอน โมบิล มาเลเซีย ซึ่งกลั่นน้ำมันให้เอสโซ ด้วยมูลค่า 577.3 ล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งของการรุกเข้าสู่อุตสาหกรรมหนักเพื่อสร้างความหลากหลาย กลยุทธ์นี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2551 เพื่อเพิ่มผลตอบแทนการลงทุน เนื่องจากผลตอบแทนจากธุรกิจดั้งเดิมจำพวกอาหาร เครื่องดื่ม และธุรกิจหีบห่อ อยู่ในระดับเลขตัวเดียว
นายอังกล่าวในตอนท้ายว่า ตั้งแต่ทำธุรกิจหลากหลายขึ้นทั้งทางด่วน ปิโตรเคมี สายการบิน ช่วยหนุนมูลค่าหุ้นของบริษัทขึ้นอีก 10 เท่าเป็น 30,000 ล้านดอลลาร์ จาก 3,000 ล้านดอลลาร์เมื่อเจ็ดปีก่อน







