วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โมเดลสร้างสุข "พี่ช่วยน้อง" ฉบับ ดาว เคมิคอล

เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มีพร้อมทั้งเทคโนโลยี ความรู้ คน และเงินทุน สามารถส่งต่อให้ธุรกิจไซส์เล็กอย่างเอสเอ็มอีได้

“ดาว เคมิคอล เพื่ออุตสาหกรรมที่ยั่งยืน” (DOW Chemical for Sustainable Industry) คือโครงการน้ำดีจากบริษัทดาว เคมิคอล ประเทศไทย จำกัด ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และการสนับสนุนจากหุ้นส่วนเชิงสร้างสรรค์ไทย - สหรัฐ ซึ่งจัดขึ้นเป็นระยะที่ 2 และปีที่ 2 (พ.ศ.2556-2557)

แนวคิดหลักของพวกเขา คือ การแบ่งปันความสำเร็จจาก "รุ่นพี่" ดาว เคมิคอล บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านปิโตรเคมีของโลก ที่มีเครื่องมือเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ มอบสู่ "รุ่นน้อง" (เอสเอ็มอี) ด้วยการใช้หลักการอย่าง "ลีนเพื่อสิ่งแวดล้อม" (Lean Management or Environment) มาเป็นอาวุธสำคัญช่วยให้องค์กรปรับปรุงและลดต้นทุนการผลิตได้อย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันยังช่วยในเรื่องการจัดการระบบสิ่งแวดล้อม พลังงาน และความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อความยั่งยืนของทั้งธุรกิจและสิ่งแวดล้อม

"โครงการนี้เกิดจากแนวคิดนี้ที่อยากแบ่งปัน อยากช่วยเหลือเอสเอ็มอี เราต้องการให้ ดาวเคมิคอล เป็น Role Model ของกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี”

"จิรศักดิ์ สิงห์มณีชัย" กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท ดาว เคมิคอล ประเทศไทย บอกความมุ่งมั่น สะท้อนผ่านการดำเนินงานที่ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 แล้ว โดยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ความสนใจมากขึ้นทุกปี เพื่อหวังยกระดับองค์กร และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยล่าสุดมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 20 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในแวดวงด้านธุรกิจอาหาร ผลิตภัณฑ์เกษตร พลาสติก ตลอดจนเครื่องสำอาง นอกจากนี้ยังมีมูลนิธิต่างๆ

“กลุ่มเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการ ต้องการนำองค์ความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยหากองค์กรหรือบริษัทใดสามารถทำได้ตามหลักการลีน ที่ครอบคลุมตั้งแต่ การจัดการด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ลดความสูญเสียระหว่างกระบวนการผลิต ไปจนถึงช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ นอกจากดีต่อองค์กร ยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อชุมชน ลูกค้า และนักลงทุนได้อย่างดีด้วย” เขาบอก

หนึ่งในนวัตกรรมใหม่ๆ จากกลุ่ม “ดาว เคมิคอล” ที่เป็นตัวอย่างสะท้อนแนวคิดธุรกิจเพื่อความยั่งยืนได้ดี คือ "PackExpert" บรรจุภัณฑ์ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าของตนเองเพื่อตอบโจทย์การตลาดปัจจุบันได้ โดยจุดเด่นคือ นอกจากจะมีความได้เปรียบในเรื่องของการลดต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตแล้ว ยังตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ด้วยความแข็งแรงทนทาน มีความยืดหยุ่น บวกกับดีไซน์ใหม่ๆ ดึงดูดใจลูกค้าได้ สำคัญกว่านั้น คือ นวัตกรรมที่ว่า ยังช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

แม้ธุรกิจสีเขียวจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่ก็นำไปสู่ความยิ่งใหญ่และยั่งยืนในอนาคต ทว่าเท่านั้นไม่เพียงพอสำหรับธุรกิจในยุคนี้ โดยเฉพาะการมาถึงของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558

หัวใจสำคัญของการสู้รบในสนามใหม่ก็คือเรื่อง "แบรนด์"

ลองฟัง ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์อย่าง ดร.ศิริกุล เลาภัยกูล Brand Strategist and Sustainability Advisor จาก The Brand Being Consultant ที่มาถ่ายทอดประสบการณ์การสร้างแบรนด์ เธอเล่าให้ฟังว่า การสร้างแบรนด์ มาจาก 2 ส่วน คือ เจ้าของธุรกิจ(Brand Owner) และแบรนด์รับจ้างผลิต(OEM) ซึ่งแบรนด์จะเป็นที่รู้จักหรือได้รับการยอมรับหรือไม่นั้น ไม่ต้องรอให้ถึงเออีซี เพราะเวลานี้ ณ ตอนนี้ ถึงเวลาที่เอสเอ็มอีต้องรู้จักการสร้างแบรนด์ โดยปรับตัวให้เร็ว ไว และเข้ากับมาตรฐานที่สากลกำหนด แน่นอนว่างานแบบนี้ไม่ใช่เรื่องถนัดของเอสเอ็มอี ซึ่งนั่นคือโจทย์ที่พี่เลี้ยงอย่าง ดาว เคมิคอล จะเข้าไปแนะนำช่วยเหลือ ผ่านโครงการนี้

ด้าน ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน บอกเราว่า เอสเอ็มอี คือฟันเฟืองสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทย แต่การที่เอสเอ็มอีเหล่านี้จะก้าวเข้าสู่เวทีแข่งขันในระดับโลกได้นั้น "ต้นทุน" คือ อาวุธที่สำคัญยิ่ง

โดยในช่วงที่ผ่านมากระทรวงพลังงานเอง ได้มีมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเตือนและสร้างจิตสำนึกให้ผู้ประกอบการได้ตระหนักถึงความจำเป็นของการลดการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดเตรียมดำเนินโครงการนำร่องที่เรียกว่า Big Data ที่ร่วมกับกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ทซึ่งใช้ไฟฟ้าสูงกว่าภาคธุรกิจอื่นๆ ถึง 4 เท่า เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ตระหนักถึงความสำคัญของพลังงานมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแค่ลดต้นทุนด้านพลังงาน กิจการยังประหยัดเงินในกระเป๋า แถมยังช่วยโลกได้อีกด้วย

ขณะที่ ดร.เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อำพลฟูดส์ จำกัด เอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการกับ ดาว เคมิคอล เมื่อปีที่ผ่านมา ได้เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการ เขาเองก็มีความกังวลมากว่า การทำเรื่องเหล่านี้จะมีต้นทุน มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น แต่ทว่าสิ่งที่ตอบแทนกลับมาให้ชื่นใจ คือ ผลในระยะยาวที่พบว่า ทำให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทลดลง ของเสียลดน้อยลง แถมยังสามารถเพิ่มมูลค่าการผลิตได้อีกด้วย

การปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อม จึงนำมาซึ่งการเติบโต แข่งขันได้ และความยั่งยืนของธุรกิจเหมือนที่พวกเขาพิสูจน์มาแล้ว

นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของแนวคิดแบบพี่ช่วยน้อง แต่ทว่าสำคัญมากๆ กับเอสเอ็มอีไทย ที่จะก้าวเข้าสู่ธุรกิจสีเขียว เพื่อร่วมเป็นหนึ่งฟันเฟืองขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ไปสู่ความยั่งยืนพร้อมกันทั้งห่วงโซ่