พวกเขาเลือกนำทักษะจากการเรียน มาพัฒนาต่อยอดเป็นระบบนำทางภายในอาคารเพื่อช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา
รางวัล SE Awards 2014 สาขา “ทำ” (Do it) โดยสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) คือ ชัยชนะล่าสุดของ ระบบนำทางภายในอาคารเพื่อช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา ผลงานของ 3 เพื่อนสนิท กฤตภาส ภักดีทศพล, คณาสิน แย้มนวล และ ฤดีมาศ เจษฎาภัทรกุล นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระเจ้าเกล้า ธนบุรี
หลังเดือนมีนาคมก่อนหน้านี้ พวกเขาไปคว้ารางวัลชนะเลิศประเภทโปรแกรมเพื่อช่วยคนพิการและผู้สูงอายุ จากการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 16 (NSC 2014) ซึ่งจัดโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
นี่คือความไม่ธรรมดาของผลงาน การันตีฝีมือเด็กไทย พ.ศ.นี้
“ผลงานชิ้นนี้ เกิดจากเรารวมกลุ่มกันเพื่อทำโพรเจคตอนเรียนปี 4 พวกเราคิดกันว่า อยากนำความรู้ที่เรียนมาตลอด 4 ปี มาพัฒนาอะไรสักอย่างที่สามารถช่วยเหลือสังคมได้ ซึ่งหนึ่งเทรนด์ที่น่าสนใจ คือ การทำแอพพลิเคชั่นช่วยเหลือสังคม จึงคิดกันออกมาเป็นระบบนำทางภายในอาคารเพื่อช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา ซึ่งเป็นโมบายแอพพลิเคชั่น ที่ช่วยให้ผู้พิการทางสายตาสามารถเดินทางไปภายในอาคารต่างๆ ได้ ด้วยตัวเอง”
“กฤตภาส ภักดีทศพล” หนึ่งในทีมนักคิดบอกที่มาของผลงาน ซึ่งเริ่มจากมองปัญหาของผู้พิการในสังคม ที่การเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในสถานที่ซึ่งไม่คุ้นเคย เช่น พิพิธภัณฑ์ ทำให้ต้องใช้คนนำทาง คอยดูแลให้ความช่วยเหลือ
เมื่อปัญหามี แต่การสนองตอบยังไม่บังเกิด น้องๆ จึงได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นดังกล่าวขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้คนในโลกมืดสามารถท่องเที่ยวในที่ต่างๆ ได้อย่างสบายใจ ด้วยตัวเองไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น
“ปัจจุบันมีระบบที่ทำให้ผู้พิการทางสายตาสามารถใช้โทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนได้อยู่แล้ว เราจึงออกแบบแอพพลิเคชั่นตัวนี้ที่ให้ผู้พิการทางสายตาใช้งานได้ง่าย โดยสามารถเลือกใช้การสัมผัส ใช้เสียง เพื่อระบุเป้าหมายที่จะไปภายในอาคาร แล้วระบบจะทำการคำนวณเส้นทาง เพื่อบอกว่า คุณควรเดินไปทางไหน ที่ใกล้และปลอดภัยที่สุด”
นับเป็นโซลูชั่นง่ายๆ ที่เลือกใช้เทคโนโลยีใกล้ตัวผู้คนยุคใหม่ มาสนับสนุนการเดินทางของผู้พิการทางสายตา
ระบบเพื่อช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา ใช้เวลาประชุมไอเดียประมาณ 1-2 อาทิตย์ ร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา ก่อนทีมงานจะลงไปศึกษาเพิ่มเติมในความรู้ที่ไม่มีในห้องเรียน ตลอดจนเทคนิคต่างๆ ซึ่งพวกเขายอมรับว่า ยังเป็นเรื่องยากสำหรับมือใหม่ในวงการพัฒนาแอพพลิชั่น
เมื่อความรู้พร้อม ก็พัฒนาออกมาเป็นโพรเจคนำเสนอมหาวิทยาลัย ก่อนท้าทายตัวเองให้มากขึ้น ด้วยการลองส่งเข้าประกวดในเวทีระดับประเทศ ทั้งเวทีไอทีซอฟท์แวร์ การแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 16 (NSC 2014) และเวทีกิจการเพื่อสังคม(Social Enterprise : SE) รางวัล SE Awards ซึ่งพวกเขาคว้าชัยชนะมาได้ทั้งสองเวที
“ที่ทำให้เราชนะมาได้ มองว่า เนื่องจากมันยังใหม่อยู่ และในไทยระบบนำทางภายในอาคารยังไม่มี ขณะที่ระบบซึ่งใช้กันอยู่เดิมก็ยังมีปัญหาอยู่บ้าง ที่สำคัญแอพพลิชั่นตัวนี้ สามารถช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาได้จริง”
หลังการประกวด น้องๆ ไม่ได้มองที่จะทิ้งสิ่งที่ทำไป แต่ยังหาทางต่อยอดพัฒนาเพื่อให้ระบบที่สร้างขึ้น ถูกนำไปใช้งานจริงได้ เพื่อช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาได้อย่างสมบูรณ์ โดยยังคงพัฒนาระบบต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เหมาะกับการใช้งานจริง และยังพร้อมที่เปิดรับนักลงทุนที่สนใจ ให้เข้ามาร่วมสานฝันของพวกเขา
“ตอนนี้พวกเราเรียนจบกันหมดแล้ว แต่ก็ตัดสินใจเรียนต่อในสาขาเดิม โดยแม้จะยังเรียนอยู่ แต่เราจะไม่ทิ้งผลงานชิ้นนี้ แต่จะพัฒนาไปเรื่อยๆ เพื่อที่ให้สามารถนำไปสู่การใช้งานจริงได้ในวันหนึ่ง”
น้องๆ บอกเป้าหมาย เช่นเดียวกับการเลือกเรียนต่อแทนที่จะออกมาทำงานทันทีหลังเรียนจบปริญญาตรี ด้วยเหตุผลว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากรุ่นพี่ ที่ประสบความสำเร็จในสาขาที่เรียน (วิศวกรรมคอมพิวเตอร์) จนสามารถพัฒนาผลงานไปคว้ารางวัลในเวทีระดับโลกมาแล้ว และรุ่นพี่เหล่านี้ก็เป็น "ไอดอล" ของพวกเขา
“ถ้ามีโอกาสก็อยากไปประกวดในเวทีอื่นที่ใหญ่ขึ้น เหมือนพี่ๆ ที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาเป็นแรงบันดาลใจของพวกเรา” น้องๆ บอก
นิสิตหลายคนเลือกก้มหน้าก้มตาเรียน เพื่อรีบๆ เรียนให้จบ โดยไม่สนทำกิจกรรมใดๆ ด้วยซ้ำ ต่างจากน้องๆ กลุ่มนี้ ที่เลือกแสวงหาประสบการณ์และความรู้ “นอกห้องเรียน” โดยบอกเราว่า ได้อะไรมากมายจากการทำเช่นนี้
“การหาความรู้ด้วยตัวเอง ที่ไม่มีในห้องเรียน ทำให้ได้ประสบการณ์ ได้ทักษะ ได้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาเยอะมาก ได้เห็นสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ของคนอื่น เป็นการเรียนรู้จากคนอื่นไปด้วย ไม่ใช่แค่ในห้องเรียนเท่านั้น”
โลกทัศน์ใบเดิมที่มีแต่ตำราเรียน เลยขยายขอบข่ายกว้างใหญ่ขึ้น ที่สำคัญยังเป็นการนำความรู้ที่เล่าเรียน ไปสร้างประโยชน์สู่สังคมได้อีกด้วย
“ความรู้ที่เราเล่าเรียนมา จะได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ ดีกว่าเก็บไว้ที่มหาวิทยาลัย ซึ่งนอกจากที่เราจะนำความรู้มาประกวดในเวทีต่างๆ แล้ว ยังสามารถใช้ความรู้นั้น ช่วยเหลือสังคมได้อีกด้วย”
น้องๆ สะท้อนความคิด ก่อนย้ำกับเราว่า นักศึกษาเป็นตัวผลักดันสำคัญในการทำงานเพื่อสังคม เนื่องจากมีทั้งไฟ มีทั้งแรง รวมถึงความรู้ ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาต่อยอด เพื่อช่วยเหลือสังคมได้ในทุกด้าน ขอแค่ช่วยกันเริ่มทำขึ้นมาเท่านั้น
“โพรเจคที่แต่ละคนทำ คิดว่าน่าจะมีประโยชน์อยู่แล้ว ถ้านำมาใช้ก็สามารถช่วยเหลือสังคมได้มากขึ้น อย่างเรื่องแอพพลิเคชั่น ทุกคนสามารถคิดแอพที่ช่วยเหลือสังคมในแต่ละด้านได้ ก็แค่ทำตรงนี้ออกมาเผยแพร่สู่สังคม ก็น่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับสังคมของเรา”
ความรู้ของนักศึกษา จึงจะมีบทบาทมากๆ ในการร่วมแก้ปัญหาสังคม และส่งผลบวกต่อผู้คนบนโลกใบนี้ เช่นเดียวกับ ระบบนำทางภายในอาคาร ที่มอบแสงสว่างให้ผู้พิการทางสายตาในวันนี้..





