เริ่มสะสมหุ้นเตรียมรับอุปสงค์ฟื้นตัวจริง
ประเด็นการลงทุน
เราปรับเพิ่มคำแนะนำ DCC จาก ถือ เป็น ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2557 ใหม่ที่ 68 บาท สะท้อนการปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2557 และปรับลดอัตราคิดลดจาก 11.6% เป็น 10.5% หนุนโดยการปรับลดสมมติฐานอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (จาก 4.5% เป็น 4.2%) และผลตอบแทนตลาด (จาก 12.8% เป็น 12.6%) โดยเมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนต่อความเสี่ยงแล้วหุ้นมีความน่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากเราคาดว่า DCC จะให้ยอัตราผลตอบทนจากเงินปันผลที่สูงถึง 6.2% สำหรับปี 2558 ซึ่งเป็นปีแรกที่คาดการณ์อุปสงค์ปรับตัวสูงขึ้น
ปรับเพิ่มกำไรปี 2558 จากคาดการณ์อุปสงค์กระเบื้องในไทยกลับมาฟื้นตัว
อุปสงค์กระเบื้องเซรามิคได้แก่ยอดขายรวมในประเทศไทยน่าจะกลับมาฟื้นตัวในปี 2558 หนุนโดยเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น โดยในภูมิภาคต่างจังหวัด ทั้งนี้เนื่องจากเราพบว่ายอดขายกระเบื้องเซรามิคในประเทศไทยหดตตัวลงถึง 2 ปีติดต่อกัน โดยลดลง 4% เป็น 180 ล้านตร.ม.ในปี 2556 และคาดว่าจะลดลง 2% เป็น 177 ล้านตร.ม.ในปีนี้ โดยเมื่อเปรียบเทียบจากข้อมูลในอดีตชี้ว่าอุปสงค์ของกระเบื้องเซรามิคในไทยเติบโตในอัตราปกติที่ 3% ต่อปี (อ้างอิงจากอัตราเติบโตสะสมเฉลี่ยต่อปี 2546-2556) โดยปริมาณยอดขายกระเบื้องเซรามิคในประเทศลดลงถึง 4% YoY ในไตรมาส 1/57 และลดลง 1% YoY ในเดือนเม.ย. 2557
เรามีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มกำไรปี 2558 ของ DCC หนุนโดยยอดขายในต่างจังหวัดคิดเป็น 80% ของรายได้ ทำให้เราได้ปรับเพิ่มใประมาณการกำไรหลักปี 2558 ขึ้น 4% เพื่อสะท้อนสมมติฐานยอดขายที่เพิ่มขึ้น 2% และ คาดสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายลดลง 0.3% โดยประมาณการใหม่ของเราแสดงถึงคาดการณ์กำไรปี 2558 จะสามารถเติบโตได้ 8% เทียบกับกำไรที่ทรงตัวมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาสำหรับปี 2555-2557
ราคาขายเฉลี่ยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เหนือทุกคาดการณ์
กลยุทธ์ใหม่ของ DCC ที่เปลี่ยนมาเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (เช่น ขนาดใหญ่ขึ้น, ดีไซน์ใหม่ และใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ใหม่) ประสบความสำเร็จมาก ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจาก 136 บาทต่อตร.ม.ในปี 2556 เป็น 139 บาทต่อตร.ม.ในไตรมาส 1/57 และทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 141 บาทต่อตร.ม.ในเดือนเม.ย. ที่ผานมา โดยสัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑืใหม่ต่อยอดขายรวมนั้นขยายตัวจากเพียง 4% ในปี 2556 เป็น 9% สำหรับไตรมาส 1/57 และ DCC ตั้งเป้าสัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์ใหม่ดังกล่าวประมาณ 15-18% สำหรับปี 2557 ทั้งนี้ราคาขายเฉลี่ยในประมาณการของเราเท่ากับ 139 บาทต่อตร.ม.สำหรับปี 2557 และ 141 บาทต่อตร.ม.สำหรับปี 2558
คาดกำไรไตรมาส 2/57 แตะจุดต่ำสุด แต่กำไรครึ่งหลังของปี 2557 จะมีสัดส่วนดีกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
จากข้อมูลในอดีต กำไรในช่วงครึ่งหลังของปีนั้นโดยปกติคิดเป็น 44% ของกำไรทั้งปี แต่อย่างไรก็ตามเราคาดกำไรช่วงครึ่งหลังของปี 2557 นี้จะคิดเป็น 51% ของประมาณการกำไรปี 2557
เนื่องจากยอดขายที่ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 (ปริมาณยอดขายลดลงถึง 9% YoY ในไตรมาส 1/57 และคาดว่าจะคงที่ YoY ในไตรมาส 2/57) โดยเราคาดกำไรไตรมาส 2/57 จะแตะจุดต่ำสุดของปี (ลดลง YoY และ QoQ) อย่างไรก็ตาม DCC คาดกำไรจะกลับมาฟื้นตัว YoY และ QoQ ในไตรมาส 3-4/57
คาดเงินปันผล 2.39 บาทต่อหุ้น สำหรับไตรมาส 2-4/57 และมีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ในไตรมาส 1/58
เราคาดเงินปันผลต่อหุ้นจะอยู่ที่ 2.39 บาทสำหรับการดำเนินงานไตรมาส 2-4/57 (0.74 บาทสำหรับไตรมาส 2/57, 0.81 บาทสำหรับไตรมาส 3/57 และ 0.84 บาทสำหรับไตรมาส 4/57) คิดเป็นอัตราเงินปันผลเบื้องต้นที่ 4.2% โดยมีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 100% ต่อเนื่องหนุนโดยงบดุลที่แข็งแกร่ง (ส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิ ณ สิ้นเดือนมี.ค. อยู่ที่เพียง 0.2เท่า) ทั้งนี้เราคาด DCC น่าจะสามารถจ่ายอัตราเงินปันผลต่อหุ้นทำสถิติสูงสุดในไตรมาส 1/58 เนื่องจากเราคาดบริษัทจะทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 1/58 (ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นและอุปสงค์ฟื้นตัวเป็นปีแรกในรอบสองปีที่ผ่านมา)






