วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน 2569

Login
Login

PHOL สวยถูกใจ "น.พ.ประมุข วงศ์ธนะเกียรติ"

PHOL สวยถูกใจ "น.พ.ประมุข วงศ์ธนะเกียรติ"

บมจ.ผลธัญญะ “เงินปันผลโตทุกปี” จุดดึงดูดเงินลงทุนของ “น.พ.ประมุข วงศ์ธนะเกียรติ” ไม่เกิน 5 ปี กำไรบริษัทอาจเด้งแตะ 250 ล้านบาท

Financial Freedom คืออะไร? ความอยากรู้เป็นเหตุให้ “เซียนหุ้นวีไอรายใหญ่” "หมอมุข-น.พ.ประมุข วงศ์ธนะเกียรติ” อดีตหมอสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักด์ ออกแสวงหา

เจ้าของล็อกอิน Paul vi (ตั้งตามชื่อลูกชายคนเล็ก) ในเว็บไซต์ "ไทยวีไอ" สนใจเรื่องลงทุนมาตั้งแต่ปี 2534 ช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย สมัยยังเป็นนักศึกษาแพทย์ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดลรุ่นที่ 98 รุ่นเดียวกับ “น.พ.ธเนศ พัวพรพงษ์” ศัลยแพทย์โรงพยาบาลวิภาวดี ผู้พัฒนาเว็บไซต์ www.thaiclinic.com และ “น.พ.สมพงษ์ พัฒนกิจไพโรจน์” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางสะพานน้อย เจ้าของรางวัลแพทย์ชนบทดีเด่นประจำปี 2553

เงินตั้งต้น “หลักหมื่นบาท” ซึ่งเป็นเงินเก็บก้อนแรกในอาชีพมุนษย์เงินเดือน ถูกทุ่มลงไปในตลาดหุ้นเมื่อปี 2535 ทั้งๆที่ไม่มีความรู้เรื่องหุ้นเลยสักนิด ถือลงทุนระยะสั้น 3 วัน 7 วัน นานสุด 1 เดือน คือ กลยุทธ์การลงทุนที่ “หมอหนุ่ม” เลือกใช้ในขณะนั้น

ช่วงแรกของการลงทุนกำไรครั้งละ 5-10 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา บางครั้งยังเคยโกยกำไรมากสุด 80-90 เปอร์เซ็นต์ ดีใจอยู่ได้ไม่นานมาก็ขาดทุนวอร์แรนท์หุ้นตัวหนึ่ง ก่อนจะถูกซ้ำเติมด้วยการขาดทุนหุ้นบงล.เอกชาติ ส่งผลให้มูลค่าพอร์ตลงทุนหดหายไป 80-90 เปอร์เซ็นต์ ช่วงนั้น “หมอมุข” ตัดสินใจถอนตัวออกมาจากตลาดหุ้นชั่วคราว เพื่อทุ่มเวลาไปกับการเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง คงเหลือเพียงหุ้นปันผลติดพอร์ต 2-3 ตัวเท่านั้น

หลังเรียนจบแพทย์เฉพาะทางในปี 2541 เขาหันกลับมามองตลาดหุ้นอีกครั้ง แต่ความไม่คึกคักของตลาดหุ้นในครานั้น ทำให้เขากลับมาลงทุนจริงจังในปี 2544 มาคราวนี้ไม่ธรรมดาพกความรู้มาเต็มเปี่ยม หลังใช้เวลาพัฒนาตนเอง ด้วยการอ่านหนังสือแนวธุรกิจและการลงทุน “กลุยุทธ์แนววีไอ” จึงเป็นทางที่เขาเลือกเดิน

“กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” นัด “น.พ.ประมุข” มาอัพเดทการลงทุนอีกครั้ง หลังเห็นเขาไล่เก็บ หุ้น ผลธัญญะ หรือ PHOL จนขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นอันดับ 10 สัดส่วน 1,268,800 หุ้น คิดเป็น 0.94 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขวันปิดสมุดทะเบียน 17 มี.ค.2557 และยังนั่งเป็นกรรมการอิสระ PHOL แทน “ประยูร วิเวชภูวนนท์” ที่ลาออกไปเมื่อต้นปี 2557

“หุ้นที่ผมลงทุนหลายๆตัวอีกหน่อยคงตกเป็นของลูกทั้ง 2 คน หากมีเวลาผมมักสอนวิธีทำอย่างไรให้หุ้นที่มีอยู่เติบโตกับน้องแพรวลูกสาวคนโตวัย 15 ปี เบื้องต้นคงให้เขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนเยอะๆ และเมื่อถึงเวลาคงให้ทุนตั้งต้นคนละ 8 หลัก” เขาเล่าถึงแผนการลงทุนในอนาคตของลูกๆให้ฟัง

เข้าไปนั่งเป็นกรรมการ PHOLได้อย่างไร? “เจ้าของคลีนิคสูติ-นรีเวช” ตอบคำถามนี้ว่า เมื่อปี 2556 เราใช้เวลาศึกษาข้อมูลบริษัทละเอียดยิบ หลังปลายปี 2555 สะดุดข้อความสั้นๆที่บริษัทประกาศว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า (2556-2560) จะมีรายได้แตะระดับ 2,500 ล้านบาท จากการดีดเครื่องคิดเลขทำให้เราพบว่า หากบริษัทจะได้ตัวเลขนี้มาครอบครองเขาต้องเติบโตเฉลี่ย 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ผ่านมา 1 ปี รายได้ของบริษัทยังคงทรงตัว แต่กำไรสทุธิเติบโต 20 เปอร์เซ็นต์ ตามเป้าหมายเป๊ะ!!

ด้วยความที่อยากถือหุ้นตัวหนึ่งยาวๆ จึงลงไปเข้มขันกับหุ้น PHOL มากขึ้น “จุดเด่นของหุ้นตัวนี้” อยู่ตรงที่ตั้งแต่บริษัทเข้าตลาดหุ้นเมื่อปี 2553 ไม่เคยประสบผลขาดทุน แถมยังมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย 5-6 เปอร์เซ็นต์ทุกปี พูดง่ายๆ มีการเติบโตของเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญธุรกิจของบริษัทขยายตัวควบคู่ไปกับการเติบโตของประเทศ เพราะเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ

เมื่อค้นพบข้อดีมากมายจึงเริ่มออกตะลุยศึกษาหาข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับ PHOL เมื่อรู้ลึกรู้จริงจึงตัดสินใจซื้อหุ้น PHOL ล็อตแรกประมาณ 100,000-200,000 หุ้น ต้นทุน 4.20 บาท ปัจจุบันหุ้น PHOL ซื้อขายเฉลี่ย 3.98 บาท จากนั้นจึงเดินทางไปร่วมงานประชุมผู้ถือหุ้น ด้วยความที่บริษัทมีขนาดเล็กจึงมีผู้ถือหุ้นมาร่วมฟังข้อมูลเพียง 20-30 คน ทำให้เราสามารถสอบถามข้อมูลบริษัทได้อย่างเต็มที่

ด้วยความที่ตั้งคำถามหลายข้อและละเอียดมาก (ยิ้ม) หลังจบการประชุมผู้ถือหุ้น “ชวลิต หวังธำรง” ประธานกรรมการบริหารและกรรมการ PHOL เดินตรงมาหา เพื่อขอแลกนามบัตร ก่อนจะเอ่ยปากชมว่า “ทำไมคุณหมอรู้เรื่องบริษัทดีขนาดนี้” จากนั้นก็มีโอกาสไปดื่มกาแฟกับท่านประธาน และเดินทางไปเยี่ยมชมกิจการ เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติม

ปัจจัยใดจะมาผลักดันให้รายได้ทะยานแตะ 2,500 ล้านบาท ภายในปี 2560? “คุณหมอ” อธิบายในฐานะนักลงทุนรายใหญ่ว่า ข้อแรก บริษัทได้วางแผนจะเพิ่มรายได้ในกลุ่มสินค้าและบริการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป้าหมายคือ ต้องขยายตัวประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

ข้อสอง บริษัทจะเพิ่มรายได้ในกลุ่มสินค้าและบริการด้านระบบบำบัดนำเพื่ออุปโภคและบริโภค เน้นงานน้ำประปาชุมชนเป็นหลัก ล่าสุดได้จัดตั้งบริษัทย่อย ภายใต้ชื่อบริษัท ผล วอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำประปาในรูปแบบสัมปทาน ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท เพื่อรับงานด้านนี้โดยเฉพาะ

ปัจจุบัน “ผล วอเตอร์” กำลังดำเนินโครงการน้ำประปาชุมชน 1 แห่ง มูลค่า 70-90 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 6 เดือน แต่ท่านประธานชวลิตใจร้อนเผลอๆ 4-5 เดือนก็คงเสร็จแล้ว ทันทีที่น้ำประปาเข้าสู่ระบบ บริษัทจะได้รับเงินค่าขายน้ำทันที ถ้าจำไม่ผิดบริษัทขายน้ำประปาเฉลี่ยคิวละ 13-15 บาท ราคาขายไม่ค่อยชัวร์นะ รู้แค่ว่าบริษัทสามารถปรับราคาขายน้ำประปาได้ทุกปีตามอัตราเงินเฟ้อและลักษณะการใช้น้ำของแต่ละชุมชน

รายได้จากการขายน้ำ ถือเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นซ้ำๆบริษัทสามารถเก็บกินได้ยาว ฉะนั้นมีความเป็นไปได้ว่า ในอนาคตค่า P/E ของหุ้น PHOL จะไม่หยุดอยู่ที่ระดับ 9-10 เท่า แต่มีโอกาสจะขึ้นไปแตะ 15-16 เท่า เหมือนหุ้น น้ำประปาไทย หรือ TTW ปกติค่า P/E จะขยับขึ้นได้ต่อเมื่อรายได้มีแนวโน้มเติบโต รวมถึงรายได้มีความสม่ำเสมอ และมีกระแสเงินสดเข้ามาทุกปี

เท่าที่รู้ PHOL ตั้งเป้าหมายจะทำโครงการน้ำประปาชุมชนปีละ 1-2 แห่ง มูลค่าโครงการเฉลี่ย 20-70 ล้านบาท ซึ่งแต่ละโครงการต้องได้ผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ IRR ประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์ โดยบริษัทจะเข้าไปดีลงานตามเทศบาลต่างๆ ส่วนใหญ่โครงการจะมีอายุ15-30 ปี อายุสั้น 5-7 ปี บริษัทคงไม่ทำมันไม่คุ้ม

ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้กลุ่มสินค้าและบริการด้านระบบบำบัดนำ เพื่ออุปโภคและบริโภคน้อยมาก แต่ปี 2557 น่าจะขยับขึ้นมาเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนตัวไม่ค่อยห่วงเรื่องเงินลงทุนในการทำโครงการน้ำประปาชุมชน เพราะวันนี้บริษัทมีอัตราหนี้สินต่อ ทุน (D/E) ต่ำพียง 0.3 เท่า ฉะนั้นยังมีช่องว่างให้กู้เงินอีกจำนวน

ข้อสาม บริษัทวางแผนจะเจาะตลาดรายย่อยมากขึ้น ด้วยการขายเครื่องกรองน้ำ และให้บริการระบบบำบัดผ่านบริษัทย่อย “ผลธัญญะ (แคมโบเดีย)” โดย PHOL ถือหุ้น 70 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ ถือหุ้นโดยนักธุรกิจไทยในประเทศกัมพูชา ตอนนี้บริษัทยังไม่ยอมโชว์แผนธุรกิจเพราะมีคู่แข่งจับตาอยู่ แถมเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่บริษัทคาดว่าคงได้กำไรกลับมาพอสมควร

ปัจจุบันลูกค้าหลักของบริษัทดังกล่าวเป็นคนกัมพูชา เท่าที่รู้ PHOL ตั้งเป้าหมายว่า ปี 2557 บริษัทย่อยแห่งนี้ต้องมีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 10 เปอร์เซ็นต์ กำไรสุทธิ 100,000 เหรียญ และรายได้ 1 ล้านเหรียญ ต่อไปจะเติบโตปีละกี่เปอร์เซ็นต์ เขายังไม่ได้คิด เพราะบริษัทเพิ่งตั้งไข่ แต่โดยปกติอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายเครื่องกรองน้ำมักอยู่เฉลี่ย 30 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กำไรขั้นต้นระบบบำบัดน้ำจะอยู่เฉลี่ย 10-20 เปอร์เซ็นต์

“คุณหมอ” เล่าต่อว่า บริษัทมีแนวทางจะเข้าไปซื้อกิจการที่เคยเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับ PHOL วิธีการคือ เข้าไปถือหุ้นใหญ่ เพื่อเก็บกินเงินปันผล อาจไม่ถึงขั้นเทคโอเวอร์ ขอแค่เข้าไปถือหุ้นในสัดส่วน 24-25 เปอร์เซ็นต์ก็พอ ถามว่าตอนนี้บริษัทเล็งจะเข้าไปในธุรกิจประเภทใด เขาบอกว่า น่าจะเป็นธุรกิจผลิตแว่นตา ถุงมือ หรือบริษัทที่ทำระบบน้ำ

เป้าหมายการทำงานของ PHOLคือ จะเปลี่ยน “คู่แข่งเป็นคู่ค้า” ปี 2557 น่าจะได้เห็นประมาณ 1 ดีล หลังปีก่อนบริษัทเคยเข้าไปจีบบริษัทแห่งหนึ่ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะขอเข้าไปถือหุ้นมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้เข้าไปจีบใหม่แล้ว โดยจะขอเข้าไปถือหุ้นแค่ 25 เปอร์เซ็นต์

“ถ้าทุกอย่างเกิดขึ้นตามแผนงาน แต่ละปี PHOL คงมีรายได้เติบโตเฉลี่ย 25 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่รายได้ต่างประเทศระดับ 10 เปอร์เซ็นต์คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่คงต้องใช้เวลาอีกนานปี”

หากธุรกิจในประเทศกัมพูชาอยู่ตัวแล้ว PHOL เล็งจะเข้าไปทำธุรกิจในประเทศใดต่อไป “คุณหมอนักลงทุน” ตอบคำถามนี้ว่า บริษัทเคยบอกว่า ประเทศเวียดนาม และพม่า ถือเป็นประเทศที่น่าสนใจ ระหว่างกำลังพูดคุยอย่างออกอรรถรส ลูกสาวคนโตที่เพิ่งเลิกเรียนพิเศษก็เดินเข้ามาในห้อง เขาหันไปทักลูกสาวก่อนนั่งลงเล่าแผนโกอินเตอร์ของ PHOLต่อว่า

วันนี้บริษัทน่าจะมุ่งหน้าทำงานในประเทศกัมพูชาเป็นหลัก เขาคงอยากให้มีตำแหน่งทางการตลาดระดับหนึ่งก่อน ไม่อยากขยายตัวไปในหลายๆประเทศ บริษัทไม่จำเป็นต้องรีบเคลื่อนตัว ไปก่อนไม่ได้หมายความว่าจะสำเร็จ เราต้องรอจังหวะที่เหมาะสม ไม่ต้องเป็นเจ้าแรก แต่ขอไปแล้วประสบความสำเร็จ ปัจจุบันลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมในกัมพูชาเริ่มถามหาสินค้าด้านความปลอดภัยกับบริษัทมากขึ้น ซึ่งบริษัทสามารถขายได้เลยหากลูกค้าต้องการ ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจอย่างหนึ่ง

ถามว่าปัจจุบันราคาหุ้น PHOL ถือว่าต่ำกว่าพื้นฐานหรือไม่ ในฐานะนักลงทุนขอพูด แบบนี้แล้วกัน หากดูจากการอัตราผลตอบแทนจากการเงินปันผลที่ขยายตัวทุกปี และรายได้ที่มีความมั่นคงมากขึ้น ไม่เติบโตแบบช้าๆ 3-5 เปอร์เซ็นต์อีกต่อไป ราคาวันนี้ ถือว่าต่ำ เกินไป ส่วนตัวเชื่อว่า ภายใน 5-7 ปี บริษัทยังคงมีความสามารถที่จะเติบโตในอัตราเร่งเฉลี่ยปีละ 20 เปอร์เซ็นต์ หากคิดเช่นนั้นราคาพื้นฐานหุ้น PHOL ควรอยู่ระดับ 7.50 บาท

สาเหตุที่ราคาหุ้น PHOL ไม่ขยับไปไหนน่าจะมาจาก 2-3 ปัจจัย ข้อแรก บริษัทมีขนาดเล็กซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) แต่อนาคตบริษัทวางแผนจะเปลี่ยนไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (SET) วิธีการคือ บริษัทจะพยายามจ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นบวกเงินปันผลเป็นเงินไปเรื่อยๆ อีกสัก 2 ปี ทุนจดทะเบียนคงถึง 300 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียน 161.99 ล้านบาท หลังประกาศจ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นในอัตรา 5 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่

ข้อสอง วันนี้ไม่มีนักลงทุนสถาบันเข้ามาถือหุ้น PHOL เลย นั่นเป็นเพราะบริษัทมีขนาดเล็ก อนาคตบริษัทเขาอยากเห็นนักลงทุนสถาบันในและนอกประเทศบวกบริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด เข้ามาถือหุ้น PHOL ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ วันนี้บริษัทมี “ไทยเอ็นวีดีอาร์” ถือหุ้นเพียง 2.90 เปอร์เซ็นต์ ที่ผ่านมาแทบไม่มีสถาบันเข้ามาขอฟังข้อมูลบริษัทเลย เพราะสภาพคล่องเข้าออกของหุ้น PHOLไม่มีเลย ข้อสาม ปัจจุบันไม่มีนักวิเคราะห์ออกบทวิเคราะห์หุ้น PHOL เหตุผลเดิมสภาพคล่องต่ำซื้อขายกันวันละหลักหมื่นหุ้นเท่านั้น

“ความเห็นส่วนตัวเชื่อว่า ภาย 5 ปีข้างหน้า บริษัทน่าจะมี “กำไรสุทธิ” ประมาณ 250 ล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิ 10 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับปี 2556 ที่มีกำไรสุทธิแค่ 50 ล้านบาท”

ถามถึง “จุดตำนิที่บริษัทต้องเร่งแก้ไข” ในฐานะนักลงทุนมองว่า บางเรื่องบริษัทอาจต้องตัดสินใจให้รวดเร็วขึ้น และลดขั้นตอนการทำงานบางอย่าง แต่ความระมัดระวังในการทำธุรกิจที่บริษัทยึดมั่นอยู่แล้วถือเป็นเรื่องที่ดีควรทำต่อไป นอกจากนั้นบริษัทอาจต้องปรับพฤติกรรมพนักงานให้ไม่เคยชินกับการทำรายได้แบบสบายๆต่อไป

วิธีการ คือ ภายใน 1-2 ปีข้างหน้าบริษัทอาจต้องเพิ่มสินค้าเฮ้าส์แบรนด์เป็น 15-20 เปอร์เซ็นต์ จาก 5-7 เปอร์เซ็นต์ อาทิ สินค้าถุงมือยาง แว่น และผ้าปิดปาก เป็นต้น ถุงมือบางยี่ห้อบริษัทสามารถทำเองแล้วนำไปวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดต่างๆได้ เท่าที่ได้ยินฝ่ายขายบอกมาบริษัทกำลังจะนำสินค้าไปวางจำหน่ายในบุญถาวร เป็นต้น

“ผมคงถือหุ้น PHOLไปอีกนานจนส่งต่อถึงมือลูกๆ ตราบใดที่บริษัทยังให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงต่อเนื่อง ส่วนตัวเชื่อว่า อนาคตผลตอบแทนในแง่ราคาหุ้นคงดีกว่านี้ ใจจริงๆอยากถือหุ้น PHOL มากกว่านี้ แต่ด้วยมีตำแหน่งเป็นกรรมการอิสระทางการห้ามถือหุ้นเกิน 1 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันสัดส่วนการถือหุ้น PHOL ถือว่าน้อยมากคิดเป็น 6 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าพอร์ตรวมเท่านั้น”

“หมอมุข” ทิ้งท้ายว่า วันนี้มีบริษัทจดทะเบียนแห่งหลายมาชักชวนไปนั่งเป็นกรรมการ ตอนนี้กำลังดูๆอยู่ การเข้าไปนั่งเป็นกรรมการถือเป็นประสบการณ์ที่ดี อย่างน้อยทำให้เรารู้ว่าเพราะอะไรบริษัทจึงทำเรื่องนี้ไม่ได้ เมื่อก่อนเคยคิดว่า ทำไมบริษัทถึงไม่ให้พนักงานทำงานมากกว่านี้ หรือขยายตลาดไปที่โน่นที่นี่ แต่เมื่อเข้ามาสัมผัสในมุมบริหารจึงรู้ว่า มันไม่ง่ายจริงๆ”

ปี 2556 “คุณหมอนักลงทุน” ขาดทุนหรือกำไรในภาวะตลาดหุ้นผันผวนแล้วปีนี้เขากลยุทธ์การลงทุนอย่างไร ติดตามอ่านต่อสัปดาห์หน้า