โอสถสภา..เพื่อชีวิตที่ดียิ่งกว่า ธรรมศักดิ์ จิตติมาพร

ความสำเร็จของซีเอสอาร์ ขึ้นอยู่กับการแบ่งปัน และทำงานด้วยกัน ตลอดจนต้องมีความสุขทั้งผู้ให้และรับ
ครบหนึ่งเดือน สำหรับการเข้ามารับตำแหน่ง "กรรมการผู้จัดการ" บริษัท โอสถสภา จำกัด ของ"ธรรมศักดิ์ จิตติมาพร" (โอสถสภาประกาศแต่งตั้งในวันที่ 6 พฤษภาคม)
ถามเขาว่า การได้รับแต่งตั้งในครั้งนี้โดยนัยแล้วเป็นการ "ขัดตาทัพ" หรือไม่ เพราะเท่าที่ระแคะระคายมา Successor ตัวจริงก็คือ "นาฑี โอสถานุเคราะห์" ลูกชายคนโตของ "รัตน์ โอสถานุเคราะห์" ซึ่งได้เคยให้สัมภาษณ์ลงในหลายๆ สื่อในฐานะเจนเนอเรชั่นรุ่นที่ 5 แต่อาจเป็นเพราะยังไม่พร้อมหรือกำลังสนุกกับการเป็นมือกีตาร์ของวง "Getsunova"
คำตอบก็คือ "คงใช่ถ้าหากจะคิดอย่างนั้น"
ส่วนเหตุผลว่าทำไมถึงการย้ายค่ายมาอยู่โอสถสภาเนื่องจากที่ผ่านมาเขาก็ถือว่าเป็นโลโก้ของสินค้าประเภทเครื่องดื่มนมถั่วเหลืองมาตั้งนมนาน ธรรมศักดิ์ก็ตอบแบบอารมณ์ดีว่า "เพื่อชีวิตที่ดี ยิ่งกว่า"
แต่ที่ไม่ต้องมีข้อสงสัยเลยก็คือในเวลานี้ เขากำลังเริ่มต้นบทบาทของเอ็มดีด้วยการขับเคลื่อนธุรกิจให้กับโอสถสภาในทุก ๆมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาย การตลาด องค์กร หรือธุรการ ฯลฯ แต่ที่เปิดโอกาสให้สื่อได้สัมภาษณ์เป็นเรื่องแรกก็คือ "ซีเอสอาร์" เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมาธรรมศักดิ์ ได้เข้าร่วมกิจกรรม "โอสถสภา แบ่งฝัน ปันสุข สู่ชุมชน" (Big Giving Day) กับพนักงานของโอสถสภาที่จ.ฉะเชิงเทรา
"ผมมาร่วมทำกิจกรรมนี้เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกเดินทางไปที่จ.สระบุรี และทุกๆ ครั้งที่จัดกิจกรรมพนักงานของเราจะมีส่วนร่วมทุกครั้ง ผมว่าเรื่องแบบนี้ตัวบริษัทไม่ได้เป็นคนทำเองแต่ต้องทำหน้าที่เป็น Facilitator คืออำนวยความสะดวก กระตุ้นและสร้างแนวคิดให้พนักงานสนใจเข้ามาร่วมในกิจกรรมที่จะสร้างความสุขคืนกลับให้สังคม"
ขณะที่หน้าที่และบทบาทของผู้บริหารนั้น ธรรมศักดิ์บอกว่า ควรทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับพนักงานได้มองเห็นว่ามีความตั้งใจจริงในการทำความดี
ทั้งเขายังได้ให้คำนิยามของคำว่าซีเอสอาร์ไว้ว่า มันหมายถึง การที่ใครหรือบริษัทใดที่มีกำลังหรือมีทุนมากกว่าคนอื่น และสามารถแบ่งปันให้คนอื่นได้ก็ให้รีบลงมือทำทันที โดยไม่ต้องคาดหวังให้คนมารับรู้ถึงการทำความดี เพียงแค่ให้มีโอกาสมองเห็นผู้ที่ได้รับมีความสุขก็เพียงพอแล้ว
"คนให้ก็ดีใจ คนรับก็ดีใจ คือนิยามซีเอสอาร์ของผม"
แล้วซีเอสอาร์เป็นเรื่องที่ธุรกิจมีความจำเป็นต้องทำมากน้อยเพียงไร ธรรมศักดิ์มองว่าแน่นอนถ้าหากองค์กรหรือบริษัทใดไม่คิดทำก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เพราะมันหมายถึงการมองไม่เห็นความสำคัญของสังคม อีกทั้งในความเป็นจริงในหลายๆ พื้นที่ของประเทศไทยเองก็ยังต้องการความช่วยเหลืออยู่มากมาย
"เราอยู่ในกรุงเทพมีแต่ความสะดวกสบาย ถ้าไม่ได้เดินทางมาต่างจังหวัด เราก็จะไม่ได้เห็นถึงความเดือดร้อน อย่างไรก็ดีประเด็นสำคัญก็คือ เราคงไม่สามารถเข้าไปช่วยได้ทุกๆ ที่"
อะไรคือกุญแจความสำเร็จของกิจกรรมความดีหรือซีเอสอาร์ ธรรมศักดิ์บอกว่ามันขึ้นอยู่กับการแบ่งปัน และทำงานด้วยกัน ตลอดจนต้องมีความสุขทั้งผู้ให้และรับ
"ระหว่างอาจต้องประสบอุปสรรคความยากลำบาก ก็ต้องอาศัยสปิริต อย่างเช่นพนักงานของเราก็ต้องมาค้างคืนนอนกันในพื้นที่เพื่อให้งานสำเร็จ ผมว่าหากคนทำด้วยความรักและอยากเป็นผู้ให้ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องง่าย"
ตรงกันข้ามหากกิจกรรมความดีเป็นการบังคับให้พนักงานทำแบบฝีนใจ หรือเป็นการให้ในสิ่งที่คนรับไม่ปรารถนา ก็ย่อมไม่ใช่เส้นทางไปสู่ความสำเร็จอย่างแน่นอน
การมีจิตอาสา การเข้าร่วมกิจกรรมซีเอสอาร์ของพนักงานควรนำมามีส่วนในการประเมินผลการทำงานหรือไม่ ในประเด็นนี้ ธรรมศักดิ์มองว่า ไม่เห็นด้วยเพียงแค่ประเมินเพียงภาพรวมขององค์กรว่ามีจิตสาธารณะหรือไม่ อย่างไร เท่านั้น ถ้าให้ลงลึกไปเป็นรายบุคคลซึ่งจะเป็นเรื่องของสปิริตคงประเมินกันได้ยาก
แต่สิ่งหนึ่งที่เขารับรู้ได้อย่างชัดเจนก็คือ พลังของความร่วมมือร่วมใจ ของพนักงานโอสถสภาทุกคน
สำหรับกิจกรรม โอสถสภา แบ่งฝัน ปันสุข สู่ชุมชนนั้นมีต้นคิดมาจากซีอีโอนั่นคือ "รัตน์ โอสถานุเคราะห์" เนื่องจากมีความต้องการสร้างองค์กรแห่งความดีมีจิตอาสา โดยกำหนดกรอบว่าให้พนักงานทุกคนได้เข้ามามี ส่วนร่วมในกิจกรรมความดีของบริษัท
ทั้งนี้ต้องอย่าลืมว่าบริษัทโอสถสภาซึ่งเวลานี้มีอายุกว่า 123 ปีแล้วแต่เดิมจะมีคำว่า "เต๊กเฮงหยู" ห้อยท้ายซึ่งคำๆ นี้มีความหมายว่า "การเจริญโดยการช่วยเหลือผู้อื่น" ซึ่งก็ยังคงเป็นปณิธาน และความ ตั้งใจของผู้บริหารรุ่นหลังที่นำมาใช้ในการดำเนินกิจการทางธุรกิจควบคู่ไปกับการตอบแทนสังคมจวบถึงปัจจุบัน
โดย กิจกรรม โอสถสภา แบ่งฝัน ปันสุข สู่ชุมชน ถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งในปีนี้ก็ขึ้นสู่ปีที่ 3 แล้ว ซึ่งล่าสุดก็คือการเข้าไปช่วยเหลือชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล ในจ.ฉะเชิงเทรา จำนวน 4 แห่ง ได้แก่
โรงพยาบาลพนมสารคาม โดยการส่งมอบ ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชน เพื่อชีวิตที่ดี..ยิ่งกว่า เพื่อสร้างโอกาสให้คนในชุมชนได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน
โรงเรียนบ้านหนองกลางดง โดยการส่งมอบ อาคารอเนกประสงค์ 1 หลัง ให้เป็นสถานที่เรียนรู้และจัดกิจกรรมต่างๆของโรงเรียน รวมทั้งปรับปรุงภูมิทัศน์ ซ่อมแซมระบบไฟฟ้า ประปา สนามเด็กเล่นให้มีความปลอดภัยและ สวยงามยิ่งขึ้น
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านต้นนา โดยการส่งมอบ ศูนย์ตรวจดินและศูนย์แปรรูปสมุนไพร ภายใต้แนวคิด "ซ่อมอาชีพหลัก สร้างอาชีพเสริม" ด้วยการตรวจสภาพดิน เพื่อปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับพื้นที่ทำกิน วาง แผนพัฒนาชุมชนโดยใช้ Google Map รวมทั้งการส่งเสริมและพัฒนาการแปรรูปสมุนไพร
ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและแหล่งอาหารชุมชน อ.พนมสารคาม โดยการส่งเสริมความรู้ด้านการเกษตรบนพื้นที่ 3 ไร่ อาทิ ขุดสระเลี้ยงปลา เลี้ยงกบ ปลูกพืช 5 ระดับ โรงเตาถ่านผลิตน้ำส้มควันไม้ โรงปุ๋ยชีวภาพ โรงเพาะเห็ด เพื่อให้คนในชุมชนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีรายได้เสริม เป็นชุมชนที่เข้มแข็งในอนาคต
ซึ่งทุก ๆ กิจกรรมก็ล้วนทำให้ใบหน้าของผู้ให้หรือพนักงานของโอสถสภาทุกคนต่างเปื้อนยิ้มอย่างเป็นสุข เลยส่งคำถามเกี่ยวกับเป้าหมายทางธุรกิจให้ธรรมศักดิ์ช่วยสรุปส่งท้าย และได้ความว่าตัวเขาต้องการจะเห็นสินค้าแบรนด์ไทยแข็งแรงและแข่งได้ในตลาดโลก ซึ่งโอสถสภาเป็นบริษัทของคนไทย ผลิตสินค้าไทยดังนั้นต้องไปสร้างชื่อเสียงไว้ลายบนเวทีโลกให้มากยิ่งขึ้น ..ที่ดังอยู่แล้วยังดังไม่พอ
นั่นหมายถึงภารกิจที่ไม่เพียงทำให้องค์กร "ดี" แต่ต้อง "ดัง" ด้วย




