ชี้เกษตรมีหนี้สินเพิ่มขึ้นจาก 2.041 แสนล้านบาทในปี 2542 เป็น 4.53 แสนล้านบาทในปี 2555 เพิ่มขึ้น 29.11% ภาคอีสานครองแชมป์หนี้ครัวเรือน
ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ภาวะหนี้สินครัวเรือนเกษตรช่วงปี 2542-2555 พบว่าเกษตรมีหนี้สินเพิ่มขึ้นจาก 2.041 แสนล้านบาทในปี 2542 เป็น 4.53 แสนล้านบาทในปี 2555 เพิ่มขึ้น 29.11% ขณะที่สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนภาคการเกษตรต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีเพิ่มขึ้นจาก 0.71 % ในปี 2542 เป็น 1.10 % ในปี 2555
นายกัมปนาท เพ็ญสุภา รองคณบดีฝ่ายวิจัย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่าจากการสำรวจเกษตรกรทั้งประเทศ 5.7 ล้านครัวเรือนในปัจจุบัน ว่าในจำนวนมีเกษตรกรที่มีหนี้สินมากถึง 78.09 % เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบปี 2538/2539 ที่มีหนี้สิน 51% โดยเกษตรกรมีหนี้สิน 76,697 บาทต่อครัวเรือน
ภาคอีสานครองแชมป์หนี้ครัวเรือน
ทั้งนี้เมื่อพิจารณาเป็นรายภาคพบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกษตรกรเป็นหนี้มากที่สุด 2,773,651 ครัวเรือน มีจำนวนหนี้ 74,577 บาทต่อครัวเรือน รองลงมาภาคเหนือ เกษตรกรเป็นหนี้ 1,357,516 ครัวเรือน มีหนี้ 84,530 บาทต่อครัวเรือน ภาคใต้ 929,075 ครัวเรือน เกษตรกรมีหนี้ 61,666 บาทต่อครัวเรือน และภาคกลาง 850,549 ครัวเรือน เกษตรกรมีหนี้ 87,525 บาทต่อครัวเรือน
“ขนาดหนี้สินและทรัพย์สินทางการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยปี 2538/2539 เกษตรมีหนี้สิน 24,672 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มเป็น 76,697 บาท ในปี 2554/2555 เพิ่มขึ้น 6.15% ขณะที่มูลค่าทรัพย์สินในปี 2538/2539 เกษตรมีมูลค่าทรัพย์สินทางการเกษตร 964,372 บาทต่อครัวเรือน และเพิ่มขึ้นเป็น 1,029,218 บาทต่อครัวเรือน ส่วนปี 2554/2555 เพิ่มขึ้น 0.34%” นายกัมปนาท กล่าว
เผยหนี้สินเพิ่มมากกว่าทรัพย์สิน
นายกัมปนาท ระบุว่าจากสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงของขนาดหนี้สินและทรัพย์สินทางการเกษตร แสดงให้เห็นว่า การเพิ่มขึ้นของหนี้สินครัวเรือนภาคเกษตรมากกว่าการเพิ่มขึ้นของทรัพย์สิน แม้การเพิ่มขึ้นของทรัพย์สินทางการเกษตรของเกษตรกรในทุกภาค แต่อัตราการเพิ่มขึ้นยังน้อยกว่า หนี้สินในครัวเรือน เมื่อจำแนกเป็นรายภาคพบว่าเกษตรกรในภาคกลาง มีอัตราการเพิ่มขึ้นของทรัพย์สินทางการเกษตรสูงที่สุดเฉลี่ย 1.76% ต่อปี รองลงมา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1.53%และภาคใต้ 1.45% ขณะที่ภาคเหนือเพิ่มขึ้นเพียง 0.35% ต่อปี
สำหรับรายได้การเกษตรสุทธิ พบว่า เกษตรกรทุกภาคมีรายได้จากการเกษตรสุทธิในอัตราที่น้อยกว่าการเปลี่ยนแปลงของหนี้สิน โดยเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีรายได้สุทธิสูงสุด ซึ่งในปี 2538/2539 เกษตรกรมีรายได้การเกษตรสุทธิ 11,807 บาทต่อครัวเรือน ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 30,917 บาทต่อครัวเรือนในปี 2554/2555 คิดเป็นอัตราการเพิ่ม 5.20% รองลงมาเป็นเกษตรกรภาคเหนือ มีอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ 4.97% ทำให้เกษตรกรที่มีรายได้การเกษตรสุทธิ 26,094 บาทต่อครัวเรือนในปี 2538/2539 เพิ่มขึ้นเป็น 65,610 บาทต่อครัวเรือนในปี 2554/2555 ขณะที่เกษตรกรภาคกลางและภาคใต้ มีอัตรารายได้การเกษตรสุทธิไม่แตกต่างกันมาก เพิ่มขึ้น 2.64% และ 2.26% ตามลำดับ
พบเกษตรกรอีสานเริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น
สำหรับรายได้พบเกษตรกรทุกภาครายได้การเกษตรสุทธิในอัตราที่น้อยกว่าการเปลี่ยนแปลงของหนี้สิน โดยเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้สูงที่สุด ในปี 2538/2539 เกษตรกรในภาคดังกล่าวมีรายได้การเกษตรสุทธิ 11,807 บาทต่อครัวเรือน และปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 30,917 บาทต่อครัวเรือนในปี 2554/2555 คิดเป็นอัตราการเพิ่ม 5.20% ต่อปี รองลงมาเป็นภาคเหนือ มีอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ประมาณ 4.97%ต่อปี ทำให้เกษตรกรที่มีรายได้ 26,094 บาทต่อครัวเรือนในปี 2538/2539 เพิ่มขึ้นเป็น 65,610 บาทต่อครัวเรือนในปี2554/2555 ขณะที่เกษตรกรภาคกลางมีรายได้เพิ่มขึ้น 2.64% และภาคใต้ 2.26%
ส่วนความเสี่ยงในการชำระหนี้ของเกษตรกร อาจมีความเป็นไปได้ว่า หนี้สินที่เกิดครัวเรือนเกษตร จะเป็นหนี้สินที่เกิดจากนอกภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก เนื่องจากทรัพย์สินทางการเกษตรน้อยกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้สิน โดยภาคเหนือที่มีความแตกต่างระหว่าง หนี้สินและทรัพย์สินทางการเกษตรมากถึง 18 เท่า
สาเหตุของการเป็นหนี้มากขึ้น มาจากหลายด้าน เช่นนโยบายของภาครัฐส่งผลให้เกษตรกรเข้าถึงหนี้สินได้ง่ายกว่า เป็นหนี้เพราะมีทรัพย์สินมากขึ้น แต่จากอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในหลายสำนัก พบว่า ส่วนใหญ่พยากรณ์ว่า GDP ในปีนี้จะมีการเติบโต 1.5-2.5 % เทียบกับปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาระหนี้ภาคเกษตรลดลงเฉลี่ย 2,885 บาทต่อครัวเรือนต่อปี หรือช่วยลดภาระหนี้ภาคเกษตรทั้งระบบประมาณ 16,446 ล้านบาท
เร่งจ่ายหนี้ค่าข้าวช่วยจีดีพีภาคเกษตร
นอกจากนี้ การพยากรณ์ยังพบว่าจากการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายหนี้โครงการรับจำนำข้าวกว่า 92,000 ล้านบาท แก่เกษตรกร ภายในเดือนมิ.ย.นี้ จะช่วยให้มีการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นถึง 210,120 ล้านบาท เป็นการเพิ่มขึ้นในจีดีพีภาคเกษตรมูลค่า 15,452 ล้านบาท และนอกภาคเกษตรมูลค่า 194,668 ล้านบาท ช่วยลดภาระหนี้สินครัวเรือนเกษตร ณ ปีเพาะปลูก 2555/2556 จำนวน 5.713 ล้านครัวเรือนได้เฉลี่ยอีกครัวเรือนละ 1,150 บาทต่อปี เมื่อรวมกับภาวะหนี้ที่คาดว่าจะลดลง ปีนี้เกษตรกรจะสามารถลดหนี้ได้ 4,035 บาทต่อครัวเรือน หรือลดภาระหนี้ภาคเกษตรทั้งระบบ ประมาณ 6,570 ล้านบาท
นายกัมปนาท ยังเชื่อว่าแนวโน้มหนี้สินภาคการเกษตรยังคงเพิ่มขึ้น ดังนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรมีมาตรการรองรับในระยะสั้น กรณีที่เกษตรกรได้รับผลกระทบจากการผลิต การตลาด หรือมีปัญหาอื่นๆ แต่ยังมีความสามารถในการผลิต โดยจัดให้มีการจัดสรรสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือพักชำระหนี้ออกไปอีก 1 ปี โดยที่ไม่คิดเบี้ยปรับ
เผย3ปัจจัยดันหนี้ภาคเกษตรเพิ่ม
นายภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า หนี้สินของเกษตรที่เพิ่มขึ้นจะมี อยู่ 3 ด้าน 1. เป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาล เช่น กองทุนหมู่ บ้าน รถยนต์คันแรก บ้านเอื้ออาทร 2.อุปสงค์ที่มากขึ้นเนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีการกู้หนี้เพื่อการลงทุนมากขึ้น และ 3. การแข่งขันของสถาบันการเงินที่ต้องการปล่อยเงินกู้มากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นการพัฒนาของหนี้สินที่เกษตรกรจะมีภาระมากขึ้นทั้งในภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร






