ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์รับศึกหนักจากเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวขณะยอดขายรถยนต์ลดลงกว่า40%เมื่อเทียบกับปีก่อน กระทบต่อเอสเอ็มอีอย่างเลี่ยงไม่ได้
อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์กำลังเผชิญโจทย์หนัก!
หลังหมดโปร “นโยบายรถคันแรก” ที่เคยทำธุรกิจโตแบบก้าวกระโดด ต้องเร่งเพิ่มกำลังการผลิต ขายกันไม่หวาดไม่ไหว จนธุรกิจเข้าสู่โหมดปกติหลังจบโครงการ ก่อนมาเจอโจทย์ซ้ำกับวิกฤติการเมืองภายในประเทศ ที่ฉุดเศรษฐกิจและตลาดในบ้านเราให้ “เงียบเหงา” ลงต่อเนื่อง
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคการผลิตชะลอตัวลงร้อยละ 30 ส่วนภาคการขายลดลงถึงร้อยละ 45 ขณะกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมให้ตัวเลข GDP ในไตรมาสแรกของปี 57 ที่ลดลงจากช่วงเดียวกันในปีก่อนถึงร้อยละ 0.6 ส่งผลให้อัตราการผลิตเฉลี่ยลดลงประมาณร้อยละ 61.8 ต่ำสุดในรอบ 9 ไตรมาส การใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคของครัวเรือนลดลงร้อยละ 3 อัตราการจ้างงานภาคการผลิต เดือนมีนาคม ลดลงร้อยละ 2.08 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ยังไม่มีตัวเลขไหนที่ส่งสัญญาณ..หอมหวาน
“ตอนนี้ตลาดภายในประเทศชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคน้อยลง แม้ตลาดส่งออกจะยังดีอยู่ แต่ก็ชดเชยได้เพียงบางส่วนเท่านั้น โดยกำลังการผลิตของเราลดลงไปถึง 20-30% จากปกติมีรายได้อยู่ประมาณปีละ 500 ล้านบาท แต่คาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 350 ล้านบาทเท่านั้น”
“ประเสริฐ สัมฤทธิวณิชชา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสงเจริญ ทูลส์ เซ็นเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่อยู่ในสนามมากว่า 20 ปี บอกสถานการณ์วิกฤติในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ที่เข้าสู่โหมด “หดตัว” มาระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะกำลังซื้อภายในประเทศที่หดตัวลงต่อเนื่อง และค่อนข้างรุนแรงกว่าที่คาดไว้ ขณะยอดขายรถยนต์ลดลงกว่าร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กระทบต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในช่วงนี้ที่ต้อง “ซบเซา” ตามไปด้วย
เช่นเดียวกับ ชะตากรรมที่เกิดกับ บริษัท ไฟว์สตาร์ ออโต้พาร์ท จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายลูกหมากรถยนต์ ที่บอกเราว่า ทำธุรกิจมา 30 ปี แม้ปีนี้สถานการณ์จะไม่ได้หนักสุด แต่ก็ถือเป็นวิกฤติที่ “หนักหน่วง” เนื่องจากกิจการของพวกเขาขยายใหญ่ขึ้น มีรายได้ประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี ในปีนี้ยอดขายตกลงไป 30% นั่นหมายความว่า มีเงินหายไปถึง 60 ล้านบาท!
“นี่เป็นโจทย์ที่ยากมากๆ เบื้องต้นเราคงต้องหาตลาดเพิ่ม โดยบุกตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น เพราะยังดีอยู่ รวมถึง ต้องชี้แจงกับลูกค้าให้เข้าใจว่า แม้สถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ แต่เราก็ยังสามารถผลิตและส่งของให้เขาได้ตามปกติ มั่นใจได้”
“ธงชัย อุพันวัน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฟว์สตาร์ ออโต้พาร์ท จำกัด บอกทางแก้ปัญหา “เฉพาะหน้า” เพื่อรับมือวิกฤติ ก่อนหาทางออกที่ยั่งยืนกว่า ด้วยการรวมกลุ่มคลัสเตอร์กับเพื่อนในอุตสาหกรรม ซึ่งเริ่มมาประมาณกว่า 1 ปี แล้ว
พวกเขาตั้งกลุ่มชื่อ “TTCC Cluster” โดยการสนับสนุนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ตามโครงการพัฒนาการรวมกลุ่มและเชื่อมโยงอุตสาหกรรม หรือ คลัสเตอร์ โดยมีสมาชิกทั้งสิ้น 28 บริษัท ผลจากการอยู่อย่างไม่โดดเดี่ยว คือ มีโมเดลรับมือวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็น “กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน” ที่นำระบบ TPS (Toyota Production System) ซึ่งเป็นระบบของโตโยต้า เข้ามาปรับใช้ในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต
การฝึกอบรมเพิ่มทักษะพนักงาน เพื่อให้มีคุณภาพ นำแนวคิด “ไคเซ็น” มาใช้ เพื่อปรับปรุงวิธีการทำงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ดีขึ้น ปรับปรุงกระบวนการผลิต โดยใช้จำนวนคนเท่าเดิม แต่ใช้เวลาการผลิตต่อหน่วยลดลง และได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำความเข้าใจกับพนักงานให้ได้รับรู้ถึงสถานการณ์ เพราะเชื่อว่า “พนักงานอยู่ได้ บริษัทก็อยู่ได้” ปิดท้ายกับ หลีกเลี่ยงการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง และสะสมทุนรองรับการหดตัว
“พอรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน เอาระบบการพัฒนาการผลิตมาทำกันเป็นทีม ผมไปโรงงานเขา เขามาโรงงานผม ส่งทีมงานไปช่วยกัน หนึ่งคือ เราลดต้นทุนได้ สอง ร่นเวลาการผลิตได้ สามคุณภาพดีขึ้น ระยะยาวลูกค้าก็มีความมั่นใจ สรุป ได้ทั้งระยะสั้นคือ เงิน และ ระยะยาว คือ ลูกค้า”
ขณะที่ “สมพงษ์ กีรติภราดร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญลาภออโตพาร์ท จำกัด บอกเราว่า จากสารพัดปัจจัยลบที่ถาโถมเข้าใส่ ทำให้ยอดขายตกไปกว่า 10% จากรายได้ที่ปีละประมาณ 200 ล้านบาท ต้องทำเงินหายจากกระเป๋าไปเกือบ 30 ล้าน แต่การรวมกลุ่มคลัสเตอร์ ทำให้ค้นพบวิธีประหยัดต้นทุนมาชดเชยรายได้ที่ขาดหาย จนประคองธุรกิจไปต่อได้
“การทำธุรกิจต้องอยู่กันแบบนี้ เพราะทำคนเดียวก็จะหงอยๆ นะ จะจ้างที่ปรึกษาเองก็ต้นทุนสูง เราทำคนเดียวไม่ไหวหรอก แต่ถ้าจับกลุ่มกัน ได้ช่วยเหลือกัน เราก็จะผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้”
แม้ไม่ได้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ แต่การผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์ให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เป็นหลัก ทำให้ธุรกิจของ กล่องสยามบรรจุภัณฑ์ ได้รับผลกระทบหนักตามไปด้วย โดย “มาลินี เจียรศรีเสถียร” ผู้บริหาร บอกเราว่า ทำธุรกิจมากว่า 20 ปี มียอดขายที่ประมาณปีละ 500 ล้านบาท ซึ่งการชะลอตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ ฉุดยอดขายให้หายไปถึง 20%
“ถามว่าหนักไหม ก็หนักนะ หนักกว่าปี’40 ด้วยซ้ำ ตอนนั้นเรายังไม่เป็นอะไรมาก แต่วันนี้ถือว่าหนัก เพราะตลาดถึง 70% คือ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ พอเขาตก เราก็ตกด้วย โดนกันเป็นลูกโซ่”
เธอบอกสถานการณ์ ที่ฉุกคิดให้เลิกทำธุรกิจแบบ“โดดเดี่ยว” มาเป็นเริ่มหาเพื่อน หาเครือข่าย เรียนรู้จากบริษัทอื่น ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในอุตสาหกรรม โดยใช้โมเดล “เพื่อนช่วยเพื่อน” และเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ นำพาธุรกิจพ้นวิกฤติ
ซึ่งหลายวิธีที่ทำ ก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อน หรือต้องลงทุนมากมาย เพียงแค่เริ่มจากปรับ “ระเบียบวินัย” ในองค์กร
“สมชาย อยู่คุ้ม” อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ TPS (Toyota Production System) ยกตัวอย่าง แนวคิดแบบ TPS ที่เอสเอ็มอีสามารถนำไปปรับใช้ได้ง่ายๆ เช่น การปรับการทำงานในโรงงานให้เป็นระเบียบ มีเวลาเป็นตัวกำหนด ลดการทำงานที่ไม่จำเป็น รวมกระบวนการทำงานให้กระชับ และหลีกเลี่ยงงานที่ไม่เกิดมูลค่า เป็นต้น
เขายกตัวอย่าง โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ ที่เคยใช้คนทำเฟอร์นิเจอร์หนึ่งชิ้นถึง 7-8 คน เพราะคนไทยมักคิดว่าการทำงานแบบ “ลงแขก” เป็นวิธีที่ดีเพราะจะได้ช่วยเหลือกัน ไม่มีคนขี้เกียจ แต่ปัญหาที่พบคือ พนักงานเสียเวลาไปกับการเดินไปเดินมาทั้งวัน แต่พอลองเปลี่ยนเป็น แบ่งครึ่งห้อง เอาโต๊ะมากั้น คนตัดอยู่ข้างหนึ่ง คนประกอบอยู่ข้างนึ่ง ตัดเสร็จไม่ต้องเดิน แต่ส่งให้ฝ่ายประกอบได้ทันที สรุปแค่จัดระเบียบงานใหม่ กลับได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า!
“คนที่ทำงานเขาไมได้ขี้เกียจนะ ไม่ได้เอาเวลาไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ เขาทำงาน เพียงแต่งานนั้นไม่เกิด ‘มูลค่า’ เท่านั้น ฉะนั้นผู้ประกอบการต้องกลับมาคิดทบทวน แล้วปรับกระบวนการทำงานเสียใหม่ เพื่อให้เกิดงานที่สร้างมูลค่า”
ระบบใหม่ ใช้เวลาทำเพียง 4 เดือน แต่กลับลดต้นทุนลงได้หลายล้านบาท แถมองค์กรยังดูมืออาชีพ เป็นที่เชื่อถือของลูกค้ามากขึ้น ทว่า ไม่ใช่ทุกคนจะประสบความสำเร็จ หากไม่สามารถทำให้เกิดความต่อเนื่อง หรือ เจ้าของไม่ลงมาลุยเอง
“เจ้าของกิจการ ต้องลงมาทำเรื่องพวกนี้เอง เพราะถ้าไม่ทำเองก็จะไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจ มันก็ไม่สำเร็จ ถ้าหัวไม่ไปหางก็ไม่ส่าย ฉะนั้นจะสำเร็จได้ก็ขึ้นกับความเต็มที่และจริงจังของเจ้าของ”
เขาบอกหัวใจของความสำเร็จที่ต้องเริ่มจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ มีวิสัยทัศน์ เข้าใจ สนใจ และลงมือทำจริง ก่อนส่งทอดไปสู่ทีมงาน เพื่อนำพาองค์กรผ่านพ้นวิกฤติและยืนหยัดต่อไปได้ไม่สั่นไหว
..........................................
Key to success
โมเดลฝ่าวิกฤติอุตสาหกรรมยานยนต์
๐ ผู้บริหารเข้าใจ สนใจ ลงมือทำจริง
๐ ไม่ทำงานคนเดียว มีเพื่อน มีเครือข่าย
๐ ปรับการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ
๐ พัฒนาทักษะและศักยภาพคน
๐ ผลิตตามออเดอร์ ไม่ผลิตเพื่อสะต๊อก
๐ หาโอกาสจากตลาดส่งออกที่ยังดีอยู่





