ทัวร์รายเล็กแห่ปิด-ขายต่อกิจการ หลังเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่อง เหตุการเมืองพ่นพิษ
นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมามีบริษัทนำเที่ยวต้อง "ปิดกิจการ" ไปแล้วหลายราย หากนับเฉพาะบริษัทที่อยู่ในวงการทัวร์อินบาวด์ (นำนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวในไทย) ที่อยู่มานานก็มีไม่ต่ำกว่า 10 บริษัท ถือเป็นความเสียหายจากปัญหาการเมืองที่เห็นชัดมากที่สุด
จากการสำรวจ ยังพบว่าทัวร์อินบาวด์ทุกตลาดต่างได้รับผลกระทบ ทั้งตลาดยุโรป จีน เกาหลีใต้ และมีบางรายที่ดำเนินการมานานกว่า 20-30 ปี จากปัญหาการเมืองยืดเยื้อ ทำให้บริษัททัวร์รายใหญ่ที่ส่งต่อลูกค้าให้ทัวร์อินบาวด์ของไทยกังวลเรื่องความปลอดภัย และเมื่อยังไม่แน่ใจก็ไม่ต้องการลงทุนกับประเทศไทยมาก เพราะยังไม่รู้ทิศทางที่ชัดเจน
เขายังกล่าวว่า การปิดกิจการเพราะสถานการณ์การเมืองมี 2 ทางเลือก โดยบางรายเลือกรักษาเครดิตเก่าแก่ดั้งเดิมด้วยการคงสภาพบริษัทจดทะเบียนไว้ แต่หยุดดำเนินกิจการชั่วคราว และไม่รับกรุ๊ปทัวร์เข้าเพิ่มเติม หันไปประกอบธุรกิจอื่นๆ เพื่อหวังว่าเมื่อการเมืองนิ่งและตลาดฟื้นกลับมา ค่อยกลับมาดำเนินการอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน มีบางรายคงชื่อบริษัทไว้ แต่เจ้าของกิจการดั้งเดิมขายกิจการให้นักลงทุนรายใหม่ หรือปล่อยให้เกิดการ "เทกโอเวอร์" (ซื้อกิจการ) จากกลุ่มคนที่มีเงินสูงกว่า เพราะในสถานการณ์ปัจจุบัน "เงินทุนหมุนเวียน" กลายเป็นปัจจัยอันดับหนึ่ง ที่จะชี้ชะตาบริษัททัวร์ว่าจะยืนระยะอยู่ยาวได้แค่ไหน
นอกจากนั้น ยังมีบริษัทส่วนหนึ่งที่เพิ่งเปิดกิจการปีที่ผ่านมา เพราะเห็นการท่องเที่ยวกำลังเติบโตสูง โดยหวังจะเข้ามาทำตลาดช่วงนักท่องเที่ยวขาขึ้น แต่ยังไม่ทันเริ่มดำเนินการเต็มรูปแบบก็ต้องชะลอแผนทุกอย่าง ทำให้มีสภาพเป็นบริษัท แต่ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
"เหตุการณ์ปัจจุบันส่งผลกระทบต่อบริษัททัวร์รายเล็กรายน้อยอย่างมาก เพราะเงินรายได้ไม่พอใช้จ่ายกับต้นทุนที่ยังเท่าเดิม ขณะที่รายใหญ่ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ด้วยการเป็นบริษัทใหญ่ที่ลงทุนไปมากแล้ว ก็ไม่ยอมปิดง่ายๆ ยังไงก็ต้องสู้ยอมดำเนินงานแบบขาดทุน จึงต่างยอมแบกภาระที่เพิ่มขึ้น ด้วยการอาศัยข้อได้เปรียบคือเงินทุนที่หนากว่า"
บริหารเสี่ยง ปล่อยเครดิตคู่ค้าตปท.
นายศิษฎิวัชร ยังวิเคราะห์ด้วยว่า สาเหตุที่ทำให้บริษัทต้องปิดกิจการในภาวะการเมืองไม่สงบนั้น ขึ้นอยู่กับ "การบริหารจัดการ" ภายในของแต่ละบริษัทด้วย
ปัญหาที่พบว่าเป็นผลกระทบอันดับต้นๆ คือ บริษัทที่ยอม "เสี่ยง" ปล่อยเครดิตให้บริษัทคู่ค้าต่างประเทศที่ส่งต่อนักท่องเที่ยวให้เป็นระยะเวลา 2-3 เดือนกว่าจะถึงเวลาเรียกเก็บเงิน ซึ่งหากเป็นในช่วงเวลาปกติก็อาจไม่มีปัญหา เพราะกรุ๊ปทัวร์ยังเข้าสม่ำเสมอ ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนต่อเนื่อง
แต่ปัจจุบันที่กรุ๊ปทัวร์ขาดหาย หรือบางครั้งบริษัททัวร์ลงทุนไปแล้ว อาทิ จองโรงแรมห้องพักในไทยไว้ แต่ถึงเวลาเดินทางมาไม่ได้ เพราะมีปัญหาการเมืองในประเทศ และทำให้บริษัทเรียกเก็บเงินจากลูกค้าต้นทางไม่ได้ จึงส่งผลโดยตรงต่อสภาพคล่องของบริษัท และนำมาซึ่งการปิดตัวลงในที่สุด
นอกจากนี้ ปัจจุบัน กิจการประเภทนำเที่ยวยังมีแนวโน้มทำ "กำไรน้อยลง" อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อกระแสการเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) กำลังเติบโตอย่างมาก ทำให้ความนิยมในการเดินทางผ่านทัวร์ลดลง และกำไรเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5% ต่อหัวนักท่องเที่ยว
หรือเทียบง่ายๆ คือ การนำกรุ๊ปทัวร์มาแต่ละครั้งอาจได้กำไรเพียง 300-600 บาทต่อคน หรือหากบริษัทที่บริหารจัดการดีอาจจะได้ 1,000 บาท ต่อค่าทัวร์ (Tour Fare) ที่ตั้งขายนักท่องเที่ยวไว้ราว 3 หมื่นบาทต่อคน ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขณะนี้แล้ว
ที่น่ากังวลคือ ปัจจุบันมีหลายรายที่ยอมแม้กระทั่ง "ขาดทุน" เพียงเพื่อจะได้รายได้มาหมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง
นายอภิชาติ สังฆะอารี กรรมการผู้จัดการบริษัทเอ.อี.ดี เอเชีย แทรเวล และอดีตนายกแอตต้า กล่าวว่า ปัจจุบันมีเพื่อนร่วมธุรกิจทัวร์อินบาวด์ได้รับผลกระทบจำนวนมาก และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ต่างต้องหันมาใช้นโยบายรัดเข็มขัดในภาวะที่กรุ๊ปทัวร์ชะลอเดินทางเข้ามา
สำหรับธุรกิจที่นำนักท่องเที่ยวเข้ามาในหลัก 2-3 หมื่นคนต่อปี จะพออยู่ได้ในภาวะการเมืองเช่นปัจจุบัน แต่บริษัทที่เฉลี่ยมีลูกค้าในหลัก 1,000 คนต่อปี ถือว่าเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก เพราะยังมีค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องรับผิดชอบ อาทิ พนักงาน มัคคุเทศก์ ที่ยังต้องคงอัตราจ้างไว้
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัทต่างๆ แก้ปัญหาด้วยการให้การส่งเสริมให้ใช้วันหยุดพักร้อน ซึ่งวิธีดังกล่าวช่วยแก้ปัญหาได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น








