เงินบาททยอยอ่อนค่าช่วงท้ายสัปดาห์ ขณะที่หุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น จากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบัน
ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารในช่วงต้นสัปดาห์ รวมถึงการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ของธนาคารพาณิชย์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) อยู่ที่ 1.90% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.00% เท่ากับสัปดาห์ก่อนเช่นกัน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 19-23 พ.ค. 2557 ธนาคารพาณิชย์จะมีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.00%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 2.94% ในวันศุกร์ ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 2.99% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ จากแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติ ก่อนที่จะปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงกลางสัปดาห์ จากแรงซื้อของนักลงทุนในประเทศ ท่ามกลางความกังวลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.49% ในวันพฤหัสบดี ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 2.62% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ โดยมีแรงขายทำกำไรจากนักลงทุน ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงกลางสัปดาห์สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน หลังข้อมูลยอดค้าปลีกสหรัฐฯ และข้อมูลจีดีพีไตรมาส 1/57 ของประเทศในกลุ่มยูโรโซนออกมาต่ำกว่าคาด ขณะที่เฟดได้เข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวภายใต้โครงการ QE
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาท (Onshore)
เงินบาททยอยอ่อนค่าช่วงท้ายสัปดาห์ ทั้งนี้ เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 3 เดือนที่ 32.65 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองในประเทศ ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงกลางสัปดาห์ตามการแข็งค่าของสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย กระนั้นก็ดี เงินบาทกลับมาเผชิญแรงขายอีกครั้งในช่วงท้ายสัปดาห์ เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆ มากระตุ้น ขณะที่ นักลงทุนก็ยังคงรอดูพัฒนาการทางการเมืองในประเทศต่อไป
ในวันศุกร์ (9 พ.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.48 เทียบกับระดับ 32.59 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (2 พ.ค.)
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (19-23 พ.ค.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.30-32.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องจับตาสถานการณ์การเมือง และข้อมูลจีดีพีไตรมาส 1/57 ของไทย ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่ ยอดขายบ้านมือสอง ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนเม.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดยังน่าจะจับตาวิกฤตในยูเครน และดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนพ.ค. ของหลายๆ ประเทศ (เบื้องต้น) ด้วยเช่นกัน
เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ
เงินยูโรร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือนครึ่ง ทั้งนี้ เงินยูโรทรงตัวในกรอบแคบๆ ในช่วงต้นสัปดาห์ (แม้กลุ่มแบ่งแยกดินแดนแถบตะวันออกของยูเครนจะประกาศชัยชนะในการลงประชามติเรื่องแยกตัวเป็นเอกราชออกจากยูเครน) ก่อนจะทยอยอ่อนค่าลงในช่วงต่อมาท่ามกลางการคาดการณ์เกี่ยวกับมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจหลายตัวมีสัญญาณอ่อนแอ อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของสถาบัน ZEW ในเยอรมนีที่ปรับตัวลงในเดือนพ.ค. และจีดีพีไตรมาส 1/57 ของยูโรโซนที่ขยายตัวจากไตรมาสก่อนหน้าเพียง 0.2% นอกจากนี้ รายงานจากสำนักข่าวดาวโจนส์ที่ระบุว่า ธนาคารกลางเยอรมนีจะสนับสนุนการใช้มาตรการผ่อนคลายของ ECB ในเดือนมิ.ย. ก็เป็นปัจจัยกดดันเงินยูโรด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี แรงขายเงินยูโรเริ่มชะลอลงในช่วงท้ายสัปดาห์ หลังจากตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ที่หดตัวเกินคาด กดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล และเงินดอลลาร์ฯ ให้อ่อนค่าลง
เงินเยนแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือน โดยได้รับแรงหนุนในฐานะสกุลเงินปลอดภัยท่ามกลางความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจยูโรโซน จีน และสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์ตึงเครียดในยูเครน ขณะที่ การปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์ฯ ด้วยเช่นกัน
ในวันศุกร์ (16 พ.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3705 เทียบกับ 1.3757 ดอลลาร์ฯ ต่อ ยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (9 พ.ค.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 101.45 เทียบกับ 101.85 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดทุน
ตลาดหุ้นไทย
ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้น จากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบัน โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,405.26 จุด เพิ่มขึ้น 2.02% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 28.86% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 40,486.14 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนรายย่อย นักลงทุนต่างชาติ และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 415.59 จุด เพิ่มขึ้น 2.11% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในวันจันทร์โดยได้รับแรงกดดันจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นในวันพุธจากแรงซื้อที่กลับเข้ามาในหุ้นขนาดใหญ่ ขณะที่ข้อมูลเชิงบวกต่อมุมมองเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้หนุนนำให้ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในต่างประเทศ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี โดยมีแรงขายหุ้นกลุ่มสื่อสาร หลังการรายงานผลประกอบการที่อ่อนแอกว่าที่ตลาดคาดไว้ ทั้งนี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นอีกครั้งในวันศุกร์ จากแรงซื้อหุ้นกลับของนักลงทุนสถาบันในประเทศ
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 19-23 พ.ค. 2557 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสปรับตัวลดลง โดยต้องจับตาปัจจัยการเมืองในประเทศ และการรายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/57ของไทย รวมถึง กระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุนในตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ตลาดคงจะให้น้ำหนักกับการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ ยังต้องติดตามเครื่องชี้ภาคการผลิต (HSBC PMI) ของจีน ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,369 และ 1,348จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,410 และ 1, 420 จุด ตามลำดับ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ดัชนี DJIA ปรับตัวลดลงจากแรงขายทำกำไร หลังจากที่ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ดัชนี DJIA ปิดที่ 16,446.81 จุด ลดลง 0.82% จากสัปดาห์ก่อน ดัชนี DJIA ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับสูงสุดใหม่ในวันอังคาร ท่ามกลางมุมมองเชิงบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ก่อนที่จะปรับตัวลดลงในช่วงปลายสัปดาห์ โดยมีแรงขายทำกำไรจากนักลงทุน หลังการรายงานผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มค้าปลีกออกมาต่ำกว่าคาด
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ดัชนี Nikkei ปิดปรับตัวลงหลังค่าเงินเยนกลับมาแข็งค่า โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 14,096.59 จุด ลดลง 0.73% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลดลงในวันจันทร์ โดยได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดในยูเครน แต่ฟื้นตัวขึ้นได้ในวันอังคาร หลังเงินเยนกลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงปลายสัปดาห์ โดยมีแรงขายทำกำไร ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับมุมมองเกี่ยวกับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ขณะที่ค่าเงินเยนกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง









