วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

เคลื่อนทัพ ซามูไรเอสเอ็มอี ปักธงรบแผ่นดินสยาม

เคลื่อนทัพ ซามูไรเอสเอ็มอี ปักธงรบแผ่นดินสยาม

เมื่อตลาดเล็กลง ธุรกิจไม่ปรับตัวก็มีแต่จะรอวันตาย ได้เวลา เอสเอ็มอีญี่ปุ่นบุกสยามกับโมเดลใช้ไทยเป็นตลาด มีโอกาสก็ตั้งฐานผลิตสู่อาเซียน

ข่าวจำนวนประชากรญี่ปุ่นลดลง "ต่ำสุด" เป็นประวัติการณ์ในปีนี้ ไม่ใช่ข่าวดีของ "เอสเอ็มอีญี่ปุ่น"

เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา ก็คือ “ตลาด” ของพวกเขา มีแต่จะลีบเล็กลง

บวกกับเศรษฐกิจในญี่ปุ่นที่ยังไม่ฟื้นตัวดี กลายเป็นที่มาของการ "เริ่มโบยบิน" ออกนอกบ้านของเอสเอ็มอีญี่ปุ่น เพื่อแสวงหาดีมานด์ใหม่ ตั้งแต่เกาะติดซัพพลายเชนไปกับบริษัทใหญ่ที่ย้ายฐานผลิตไปต่างประเทศ รายที่แข็งแรงหน่อย พร้อมทั้งกำลังคนและทุน ก็เริ่มบินเดี่ยว รายเล็กปีกยังอ่อนก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น ทั้งที่มากันเป็นคณะจังหวัด มาเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ และแบบคลัสเตอร์

“ที่ผ่านมาญี่ปุ่นมีตลาดที่ใหญ่มาก เขามีประชากร 120 กว่าล้านคน และส่วนใหญ่ก็เป็นชนชั้นกลาง มีกำลังซื้อ เอสเอ็มอีของเขาไม่จำเป็นต้องมองตลาดต่างประเทศ จึงยังผลิตแบบเดิมๆ ดีไซน์เดิมๆ เพราะคิดว่า ทำแบบเดิมก็ขายได้ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยน ประชากรญี่ปุ่นลดลง สภาพแวดล้อมบีบให้เอสเอ็มอีญี่ปุ่น จำเป็นต้องมองตลาดนอกบ้าน เพราะเริ่มรู้แล้วว่า..ถ้าไม่ออกจากตรงนั้น มีหวังรอวันตายสถานเดียว”

“กันตธร วรรณวสุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมดิเอเตอร์ จำกัด ตัวแทนผู้ดำเนินงานร้าน “โมโน ช็อป” ประเทศไทย พื้นที่จัดแสดงสินค้าของเอสเอ็มอีญี่ปุ่นที่เข้ามาเปิดตลาดในไทย บอกเล่าสถานการณ์ที่เกิดกับซามูไรเอสเอ็มอี

สอดรับกับคำบอกเล่าของ “ฮานาโอกะ ฮิโรชิ” ตัวแทนโครงการโมโน ช็อป จากประเทศญี่ปุ่น ที่บอกว่า ผู้ประกอบการญี่ปุ่นมีอยู่กว่า 4 ล้านราย ในจำนวนนี้ 99.7% เป็นเอสเอ็มอี ซึ่งสร้างให้เกิดการจ้างงานถึงประมาณ 70% ของการจ้างงานทั้งประเทศ

เอสเอ็มอี จึงสำคัญอย่างมากต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจญี่ปุ่น !!

แม้ที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่น จะไม่มีนโยบายส่งเสริมเอสเอ็มอีให้ไปลงทุนนอกประเทศ เพราะเห็นว่า “ภาษี” ที่เก็บจากเอสเอ็มอียังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของภาครัฐ

ทว่า ทุกวันนี้ เมื่อการทำธุรกิจในบ้านมีแต่จะเหนื่อย และหนัก สำหรับเอสเอ็มอี ทำให้เมื่อ 3-5 ปี ที่ผ่านมา เริ่มเห็นภาพของรัฐบาลกลาง แม้แต่รัฐบาลท้องถิ่นของญี่ปุ่น นำทัพผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปดูงานต่างประเทศ มีภาพของ “เจแปน พาวินเลี่ยน” ปรากฏอยู่ในงานแสดงสินค้าต่างๆ หนาตา รวมถึงเริ่มทำข้อตกลงความร่วมมือกับรัฐบาลและเอกชนของประเทศต่างๆ

รวมถึง “ประเทศไทย”

“หลังจากจีนเริ่มมีปัญหาทางการเมืองกับญี่ปุ่น ทำให้เอสเอ็มอีญี่ปุ่นที่อยู่ในจีน รวมถึงกลุ่มที่กำลังจะออกจากญี่ปุ่น ให้ความสนใจมองมาที่ "อาเซียน" มากขึ้น โดยเฉพาะไทย เพราะมีความใกล้ชิดกัน ทั้งด้านศาสนา และวัฒนธรรม รวมถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ โดยหวังใช้ไทยเป็น "ศูนย์กลาง" เป็นประตูเข้าสู่ตลาดเออีซี (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) ” ผู้บริหารโครงการโมโน ช็อป บอก

สอดคล้องกับความเห็นของ “รศ.ดร. สุจริต คูณธนกุลวงศ์” นายกสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) ที่เปิดตัว โครงการ J-SMEs ไปเมื่อเดือนสิงหาคม ปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นศูนย์กลางการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนจากเอสเอ็มอีญี่ปุ่นในไทย

สุจริต บอกว่า เอสเอ็มอีญี่ปุ่นที่เข้ามาในไทยมีทั้ง มาในรูปของ "เครือข่ายบริษัท" จากการย้ายฐานการผลิตของบริษัทขนาดใหญ่มายังไทย รวมถึง CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) ส่วนหนึ่งมาเป็นลักษณะจังหวัด เป็นกลุ่มก้อน มีความสนิทสนมกัน ย้ายตามกันมา

เขาว่า สไตล์เอสเอ็มอีญี่ปุ่น ที่สังเกตได้ คือ ไม่ชอบเดียวดาย แต่ต้องการ “เพื่อน”

ขณะที่อีกส่วน จะมาเป็นคลัสเตอร์ในเชิงสินค้า เช่น เครือข่ายผู้ประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ โดยอาจจะมี 20-30 โรงงานในกลุ่มคลัสเตอร์เดียวกัน ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นให้การสนับสนุน

“เอสเอ็มอีญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่ง ต้องการมาผลิตที่ไทยเพราะเราเก่งผลิต มีคนงาน แล้วใช้เทคโนโลยีญี่ปุ่น คุณภาพแบบญี่ปุ่น เพื่อส่งกลับไปขายญี่ปุ่น และประเทศอื่น บางกลุ่มต้องการขยายตลาดในไทย ซึ่งเมื่อทำตลาดในไทยสำเร็จแล้ว ก็ไปอาเซียนต่อ แต่การไปอาเซียน มองว่า คงยังต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี เพราะอย่างน้อยเขาต้องทดลองตลาดในไทยให้สำเร็จก่อน”

ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอีญี่ปุ่น ที่บุกตลาดไทยก็เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น โดย “กันตธร” ตัวแทนผู้ดำเนินงานร้าน “โมโน ช็อป” บอกว่า

ยุคแรกของเอสเอ็มอีญี่ปุ่นที่เข้ามาทำตลาดในไทย จะเป็น "ภาคการผลิต" จากการติดสอยห้อยตามบริษัทใหญ่ที่ย้ายฐานการผลิตมาไทย จนมาถึงปี 2543-2553 ก็จะเริ่มเห็นการเคลื่อนเข้ามาของ "ธุรกิจอาหาร" โดยเป็นยุคที่มีร้านอาหารญี่ปุ่นผุดขึ้นในบ้านเรามากมาย

ขณะที่หลังปี 2553 เป็นต้นมา พบว่า ธุรกิจญี่ปุ่นที่เข้ามามีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งร้านขายยา (ซูรูฮะ ซุปเปอร์ ดรักสโตร์) ร้านสะดวกซื้อ (ลอว์สัน) ธุรกิจบริการ ตลอดจนสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์

ทว่า ด้วยความที่ยังไม่รู้จักประเทศไทยและอาเซียนดีพอ ในช่วงที่ผ่านมาจึงยังไม่เห็นการ "ย้ายฐานผลิต" ของเอสเอ็มอีญี่ปุ่นมายังไทยมากนัก โดยพวกเขายังมองเป็นเรื่องของความ “เสี่ยง” และ “ยาก” ดังนั้น เกมรุก "สเต็ปแรก" จึงมักเริ่มต้นจากการนำสินค้ามาทดลองตลาดในไทย โดยจะมองหาตลาดที่เป็นลักษณะ การตลาดธุรกิจ (B2B) มากกว่า การตลาดผู้บริโภค (B2C)

“ผู้ประกอบการญี่ปุ่นเข้ามาในไทยเรื่อยๆ แต่ที่ต้องยอมรับคือ ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจตลาดเมืองไทย มาถึงเขาจะขายของทันที ราคานี้ ซื้อไหม? ทั้งที่ยังไม่รู้จักเมืองไทยดีด้วยซ้ำ”

นายกสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) ยังบอกถึง "จุดอ่อน" ที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญของเอสเอ็มอีญี่ปุ่นที่คิดมาบุกตลาดไทย โดยเปรียบกับการคิดจะเอาน้ำปลาหรือข้าวสารมาขายเมืองไทย ทั้งที่ไม่ศึกษามาก่อนด้วยซ้ำว่า ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ในระดับโลก และผลิตได้มากกว่าบ้านเขา

นั่นจึงเป็นที่มาของการ “ปรับมุมมอง” เอสเอ็มอีญี่ปุ่น ให้เข้าใจตลาดไทยมากขึ้น เขายกตัวอย่าง โมเดลของ “โมโน ช็อป” พื้นที่จัดแสดงสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น ที่เปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดย Central Federation of Societies of Commerce and Industry, JAPAN หรือ SHOKOKAI (โชโคไก) สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประเทศญี่ปุ่น นำสินค้า 800- 1,000 ไอเท็ม จากเอสเอ็มอี กว่า 200 ราย มาจัดแสดงเพื่อหาตลาด B2B ในไทย

เมื่อเป้าหมายไม่ใช่เพื่อขายของให้ได้แค่หลักสิบหลักร้อย แต่คือ การหาตลาด “ถาวร” พวกเขาจึงเริ่มจาก จัดดูงานตลาดไทย เรียกว่า..

ตั้งแต่ “แผงลอย” ยัน “ห้างหรู”

“ผมพาเขาไปดูตั้งแต่ห้างหรูอย่างพารากอน ไปจนถึงร้านค้าแผงลอย เพื่ออธิบายให้เข้าใจว่า กลุ่มที่มีรายได้ต่อครัวเรือนเกินสองหมื่นบาท ของไทยมีแค่ 20% เท่านั้น ส่วนอีก 80% เป็นผู้ที่มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่านั้น คุณอาจเห็นพารากอนดูดี ดูสวยหรู แต่จริงๆ คุณจะได้ลูกค้าอย่างมากไม่เกิน 20% แต่ถ้าอยากได้ตลาด 80% ของประเทศ ก็ต้องมาขายแบบแผงลอย”

เขาบอกว่า การพาพวกเขาไปดูงานเช่นนี้ ก็เพื่อให้เอสเอ็มอีญี่ปุ่น “ตาสว่าง” กับตลาดไทยมากขึ้น มองเห็นสัดส่วนความต้องการที่แท้จริง เพื่อที่จะได้กลับมามองสินค้าตัวเอง ลองปรับสินค้า ปรับราคา ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด หรือสุดท้ายแล้วอาจได้คำตอบเพียงแค่ว่า...

สินค้าของพวกเขา “ไม่เหมาะ” กับตลาดไทยเอาเสียเลย

“เอสเอ็มอีญี่ปุ่นหลายรายที่เจ้าของมาลุยเอง เขาตั้งใจมาก เราเองอยากช่วยกลุ่มนี้ และพยายามจะปั้น “Star” ของเอสเอ็มอีให้เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อปั้นดาวเด่นให้มาเป็นหัวแถวของเอสเอ็มอีญี่ปุ่นในไทย”

เขาบอกความตั้งมั่น ที่จะปั้น “ดาวเด่น” ให้ได้มากที่สุด โดยในแต่ละปี จะพยายามผลักดันเอสเอ็มอีญี่ปุ่นให้เข้าตลาดไทยในลักษณะ B2B ให้ได้อย่างน้อยปีละ 50-60 ราย ขณะที่จะหมุนเวียนสินค้าเอสเอ็มอีญี่ปุ่นให้เข้ามาต่อเนื่อง

เอสเอ็มอีญี่ปุ่นหลายรายอยู่มาเป็นร้อยปี กิจการทั้ง “เก่า” ทั้ง “ขลัง” ทำไมวันนี้ถึงต้องคิดเรื่องบุกตลาดนอกบ้าน

“โกทาโร่ อะสะคุระ” ประธานบริษัท “อะสะคุระ เซนปุ” ผู้ผลิตผ้าฟุโรชิกิ (ผ้าที่คนญี่ปุ่นนำมาใช้ห่อของ) กับนวัตกรรมกันน้ำ ภายใต้แบรนด์ “NAGARE” กิจการขายผ้าที่อยู่มากว่า 120 ปี ทำตั้งแต่ย้อมสีผ้า ปริ้นลายลงบนผืนผ้า จำหน่ายผ้าสำหรับผลิตชุดว่ายน้ำ

การทำธุรกิจในบ้าน บริษัทแห่งนี้ปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เช่น การคิดนวัตกรรมผ้ากันน้ำมากว่า 4 ทศวรรษ (เริ่มในปี 2513) โดยเริ่มจากผ้าที่ใช้ทำผ้าอ้อมเด็ก จนภายหลังถูกตลาดผ้าอ้อมกระดาษชิงพื้นที่ จึงนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาต่อยอดสู่การทำชุดว่ายน้ำ จนวันที่นักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติญี่ปุ่นนำไปใช้ และได้รับชัยชนะ

ผ้ากันน้ำของพวกเขาจึงเลื่องชื่อขึ้น ขยับสู่ธุรกิจผลิตผ้าให้กับชุดกีฬาอย่างจริงๆ จังๆ

ธุรกิจเหมือนจะไปได้สวย มีโอกาสผลิตผ้าให้กับหลายแบรนด์ดัง แต่พวกเขากลับบอกว่า...วันนี้จะอยู่นิ่งๆ อีกไม่ได้

“ตอนนี้ธุรกิจของเรา 80% ยังเป็นโออีเอ็ม (รับจ้างผลิต) อยู่ ซึ่งงานโออีเอ็มเป็นงานที่รอให้คนมาสั่ง รับจ้างทำสินค้าตามที่ถูกสั่งมาเท่านั้น แต่ตอนนี้ผู้ผลิตรายใหญ่ๆ ของญี่ปุ่น ก็ย้ายฐานไปต่างประเทศ ส่วนหนึ่งก็ไปซื้อผ้าจากจีน จากประเทศที่ราคาถูกกว่า ตอนนี้ตลาดในญี่ปุ่นมีแต่จะเล็กลง ถ้ายังรออยู่เหมือนเดิม ก็เท่ากับ รอวันตายจะช้าหรือเร็วเท่านั้น”

เขาสะท้อนความคิด ที่มาของการนำธุรกิจผ้าร้อยปี ออกไปหาน่านน้ำใหม่ๆ ในต่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่งานรับจ้างผลิตอีกแล้ว แต่ต้องขายในแบรนด์ของพวกเขาให้ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ตลาดนอกบ้าน เข้าใจคุณสมบัติและความพิเศษของผ้า จึงได้ทำผลิตภัณฑ์ “ผ้าฟุโรชิกิ” ผ้าผืนเดียว ที่เป็นได้ทั้ง กระเป๋า ผ้าห่อขวดน้ำ กล่องข้าว ผ้าคลุมไหล่ เรียกว่า สารพัดประโยชน์ ตามแต่การจับมัด แล้วใช้เทคโนโลยีกันน้ำและดีไซน์ลายผ้า มาเป็นจุดขาย

เป้าหมายไม่ใช่การขายผ้าฟุโรชิกิ แต่คือ การขายผ้าล็อตใหญ่ให้กับคู่ค้า แต่ที่ต้องทำเป็นโปรดักท์ขึ้นมา เพื่อใช้เป็น “เครื่องมือ” ที่จะสร้างจุดเริ่มต้นในการพูดคุยธุรกิจให้ “ง่ายขึ้น”

การใช้จุดขายสินค้า ที่มีกลิ่นอายวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดดเด่นด้านการออกแบบและประโยชน์ใช้สอยตามสไตล์ญี่ปุ่น ไม่ได้มีเพียงผ้าฟุโรชิกิ จากค่าย อะสะคุระ เซนปุ เท่านั้น ยังรวมถึงแจกัน “Hana Asobi” ศิลปะการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น โดย “ยูกิ ซากาโมโตะ” ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท มารุชิน อินดัสเทรียล เจ้าของไอเดียแจกันอะลูมิเนียมดัดได้ตามใจชอบ ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดผลงานสุดยอดดีไซน์ของจังหวัด Tochigi

ธุรกิจเดิมของ “มารุชิน อินดัสเทรียล” คือ โรงงานอะลูมิเนียม รับจ้างผลิตไปตามประสา ภายหลังได้ลองนำเศษอะลูมิเนียม มาพัฒนาเป็นแจกันจัดดอกไม้ จนถูกศิลปินนักจัดดอกไม้ของประเทศญี่ปุ่นนำไปใช้ ทำให้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาได้รับการตอบรับมากขึ้นในเวลาต่อมา

ขณะเดียวกัน ก็ได้รับโจทย์ใหม่ๆ จากลูกค้า อย่างแบรนด์ “Issey Miyake” (อิซเซ่ มิยาเกะ) ที่ต้องการทำคอลเลคชั่นเครื่องประดับจากอะลูมิเนียม แต่อยากได้อะลูมิเนียมที่มีสีสัน พวกเขาจึงได้พัฒนานวัตกรรมอะลูมิเนียมที่ฉีดสีเข้าไปในเนื้อ จนได้ความสวยงาม และไม่หลุดร่อนแม้ดัดงอ

จากอะลูมิเนียมที่ไม่ค่อยมีค่า เลยกลายเป็นของมีค่าขึ้น พร้อมเพิ่มโอกาสธุรกิจ "เท่าทวี"

การดิ้นรนออกนอกประเทศไม่ได้เพิ่งเริ่มต้น แต่พวกเขาปรับตัวมาระยะหนึ่งแล้ว โดยบอกว่าประมาณสามปีก่อน ได้ไปออกงานแสดงสินค้าที่ฝรั่งเศส จนได้คำสั่งซื้อมาจำนวนหนึ่ง รวมถึงที่อเมริกา เยอรมัน และยุโรป

ส่วนในอาเซียน และประเทศไทย..นี่เป็นครั้งแรกของพวกเขา

“นี่เป็นครั้งแรกที่มาเมืองไทย และอาเซียน พบว่า คนไทยให้ความสนใจเครื่องประดับที่มีสีสัน ส่วนแจกันจัดดอกไม้สุภาพสตรีก็มองว่าน่ารักดี หลายคนสนใจเอาไปประดับบ้าน แต่นี่ยังอยู่ระหว่างการเรียนรู้ตลาด แต่ผมเชื่อว่า จุดแข็งของเอสเอ็มอีญี่ปุ่นอยู่ที่ชิ้นงานที่มีความละเอียด และคุณภาพสูง น่าจะทำให้สินค้าจากญี่ปุ่นสามารถดึงดูดลูกค้าในภูมิภาคได้” เขาคาดหวัง

วัฒนธรรมการทำงานสุดละเอียดแบบญี่ปุ่น ยังเห็นชัดใน บริษัท โคยูโด (Koyudo) ผู้ผลิต แปรง/พู่กันแต่งหน้าที่สืบทอดมาแต่สมัยเอโดะ โดยมีสุดยอดช่างทำพู่กันที่มีประสบการณ์ยาวนาน เรียกว่า แม้บริษัทจะก่อตั้งมาประมาณ 35 ปี แต่ประวัติศาสตร์ช่างฝีมือที่นี่มีมากว่า 200 ปีแล้ว

“ฮารุโอะ นิชิงากิ” ผู้จัดการประจำสำนักงานโตเกียว บริษัท โคยูโด (Koyudo) จำกัด เล่าให้ฟังว่า ในย่าน “คุมาโนะ” จังหวัดฮิโรชิม่า ถือเป็นแหล่งผลิตพู่กันเลื่องชื่อ ผู้คนที่นี่ทำพู่กันมาตั้งแต่สมัยเอโดะ จนมาเมื่อ 50-60 ปีที่ผ่านมา ผู้คนเริ่มใช้ปากกา ใช้ดินสอกันมากขึ้น พวกเขาเลยพยายามคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคนี้ แต่แทนที่จะไปคิดอะไรไกลตัว ก็เริ่มจากเอาทักษะที่ถนัดอย่างการทำ “พู่กัน” นี่แหละ มาเริ่มต้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่มาของการขยายสู่ธุรกิจแปรงแต่งหน้า ที่ดีไซน์เก๋ไก๋ ทันสมัย ที่สำคัญไม่ใช่การตัด แต่ใช้เทคนิค “เลือก เรียง รวบ” เส้นขน จนได้แปรงปัดแก้มในรูปทรงที่ต้องการได้

“ช่วงแรกเรายังทำพู่กันอยู่ ทำตลาดคู่กับแปรงแต่งหน้า ในสัดส่วนครึ่งๆ แต่ทำไปทำมาพบว่า แปรงแต่งหน้ายอดขายดีขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่พู่กัน เห็นสัญญาณว่ามีแต่จะลดลง”

และนั่นคือการปรับตัวได้ทันเกม เพราะนอกจากจะทันตลาดที่เปลี่ยนไปแล้ว พวกเขายังเห็นโอกาสในตลาดใหม่ๆ เช่น การรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำของโลก จากการรวมตัวกันไปเปิดตลาดต่างประเทศของคนในหมู่บ้านแห่งพู่กัน รวมถึง การมาเยี่ยมเยือนตลาดไทย ณ วันนี้

“เดิมเรายังไม่ทำตลาดต่างประเทศแบบจริงๆ จังๆ แต่มีขายออนไลน์บ้าง ที่น่าแปลกใจคือ มีลูกค้าคนไทยหลายคน สนใจสั่งซื้อจากเว็บของเรา เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจประเทศไทย เมื่อลองมาออกงานแสดงสินค้า ก็พบว่ามีคนให้ความสนใจเยอะมาก ซึ่งนอกจากประเทศไทย ก็มองที่จะขยายไปประเทศอื่นๆ ในอาเซียนด้วย”

เขาบอกความตั้งใจ หลังเคยไปออกงานที่สิงคโปร์ แล้วพบว่า ได้รับการตอบรับที่ดี หากเมืองไทยสำเร็จ ก็ได้เวลาสยายปีกสู่อาเซียน

กระดาษสาจากญี่ปุ่นมีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่า 1,500 ปี ขณะที่ บริษัท โมลซ่า คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตกระดาษสาเลื่องชื่อของญี่ปุ่นก็อยู่ในสนามมาถึง 50 ปีแล้ว จากโรงงานผลิตกระดาษป้อนอุตสาหกรรม ด้วยเทคโนโลยีแบบ P-BASE ที่ขึ้นรูปกระดาษเป็นวัตถุสามมิติ ทั้งกระดาษที่ใช้ในงานตกแต่งภายใน กระดาษคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรม ขายให้กับบริษัทขนาดใหญ่

จนวันหนึ่งพวกเขาพบว่า ธุรกิจกระดาษในโลกมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ในญี่ปุ่นเองก็มีบริษัทผลิตกระดาษรายใหญ่ๆ อยู่จำนวนมาก ขณะอาเซียน เจ้าตลาดกระดาษโลกก็อยู่ที่อินโดนีเซีย ฉะนั้นถ้าจะทำธุรกิจกระดาษป้อนอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียวต่อไป เกรงว่าจะ “สู้ไม่ได้” ขณะที่โลกปัจจุบัน คนใช้กระดาษน้อยลง หันมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น กระดาษจึงขายได้น้อยลงตามธรรมชาติ

ที่มาของการหาช่องว่างพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องไปจมจ่อมอยู่กับชะตากรรมชีช้ำ เลยมาสู่ผลิตภัณฑ์ กระดาษซับมันแบบม้วน กระดาษขัดเล็บมันวาว ตลอดจนออกแบบและผลิตจานชามจากกระดาษอีกด้วย

“เรามีบริษัทลูกที่จีน แต่ตอนหลังมีเรื่องการเมืองระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ก็เลยมองที่จะหาฐานผลิตรวมถึงตลาดใหม่ๆ ก็มองมาที่อาเซียน ดูไว้หลายประเทศ อย่าง พม่า ลาว เวียดนาม แต่มองว่าไทยมีความใกล้ชิดกับญี่ปุ่นและน่าจะเป็นฐานผลิตที่ดี เพียงแต่ตอนนี้เราอยากเริ่มจากลองเอาสินค้ามาขายก่อน ถ้าขายดี และความต้องการของไทยและอาเซียนมากพอที่จะออกมาตั้งโรงงานที่นี่ได้ ก็จะพิจารณาอีกครั้ง แต่ยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย”

ใครจะคิดว่า แค่การดิ้นรนเอาตัวรอด ของโรงงานฉีดพลาสติก จะทำให้วันนี้พวกเขากลายเป็นบริษัทผลิตสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ได้รางวัลระดับโลก “คาทซึโระ ทาคางากิ” ผู้อำนวยการ บริษัท ฮะจิมัง คะเซอิ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากพลาสติก ย้อนเล่าให้ฟังว่า พวกเขาเริ่มตั้งบริษัทในปี 2508 เป็นโรงฉีดพลาสติก ทำชิ้นส่วนพลาสติก ให้กับลูกค้า

“ญี่ปุ่นในสมัยนั้น ทำอะไรก็รวย ทำอะไรก็รุ่ง มีออเดอร์เข้ามาตลอด เรียกว่าเป็นยุคทองของโออีเอ็ม รอรับงานอย่างเดียว อยู่เฉยๆ ก็มีงานเข้า” เขาบอกช่วงเวลาหอมหวาน

จนเมื่อสัญญาณร้ายเริ่มปรากฏ จากยอดงานรับจ้างผลิตที่เริ่มลดลงเรื่อยๆ พวกเขาเลยคิดผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งตลาดโออีเอ็มเท่านั้น

แบรนด์ที่พัฒนาขึ้น ยังครอบคลุมตลาด ตั้งแต่ตลาดกลางลงล่าง และตลาดกลางขึ้นบน เรียกว่า “กินรวบ” ทุกตลาด โดยพยายามทำสินค้าให้แตกต่าง ด้วยการใส่ไอเดีย ใส่ดีไซน์ จนได้รับรางวัลด้านการออกแบบมาการันตีฝีมืออยู่บ่อยครั้ง อย่างถังใส่น้ำที่ใช้เป็นเก้าอี้นั่งได้ รองรับของหนักได้ถึง 600 กิโลกรัม หรืออย่างพลาสติกที่นำมาเป็นกัดเจ็ท รับวิถีชีวิตยุคดิจิทัล

“เอสเอ็มอีญี่ปุ่น เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจประเทศญี่ปุ่น คนที่พยายามทำงาน คือ เอสเอ็มอี แต่คนที่มีชื่อเสียงทั่วโลกกลับเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ที่อยู่บนยอดสูงสุด แต่ตอนนี้พี่ใหญ่ต่างย้ายไปต่างประเทศกันแล้ว เอสเอ็มอีเริ่มไม่มีข้างบนให้มอง จึงต้องมองต่างประเทศด้วยตัวเอง ออกไปทำตลาดเอง พยายามตะเกียกตะกายลืมตาอ้าปาก เพื่อให้อยู่รอดและมีอนาคตด้วยการออกไปทำตลาดต่างประเทศ” เขาสะท้อนความคิด

ยังมีผลิตภัณฑ์มากมายจากเอสเอ็มอีญี่ปุ่น ที่กำลังทยอยเข้ามาบุกตลาดไทย โดยใช้จุดแข็งและจุดขายแบบ “Japanese Style” สร้างการยอมรับในช่วงเริ่มต้น การเรียนรู้ตลาดไทยยังคงต้องใช้เวลา แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเวลาที่ผู้ประกอบการไทยจะได้เรียนรู้จากเอสเอ็มอีญี่ปุ่นด้วย

เพื่อที่ให้การเข้ามาไม่ได้สร้างอุปสรรคจากการแข่งขัน แต่เป็นโอกาสที่จะเกิดความร่วมมือระหว่างกันของ นักรบสายพันธุ์ไทย และ ซามูไรเอสเอ็มอี

--------------------------------------------

เอสเอ็มอี "ญี่ปุ่น-ไทย" ร่วมบุกอาเซียน

การเข้ามาของเอสเอ็มอีญี่ปุ่นในไทย ไม่ได้ส่งสัญญาณเพียง "คู่แข่ง" ทางการตลาด ทว่ายังเป็น “โอกาส” ของความร่วมมือระหว่างเอสเอ็มอีไทยและญี่ปุ่น

“รศ.ดร. สุจริต คูณธนกุลวงศ์” นายกสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) บอกว่า ความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่าย นำความแข็งแกร่งมาชนกัน จนเกิดสถานการณ์ที่ “วิน-วิน” ทั้งคู่ เช่น ไทยเก่งผลิต มีคนงาน ขณะที่ญี่ปุ่นเก่งเทคโนโลยี และการตลาด ก็สามารถร่วมมือกัน แล้วทำสินค้าส่งกลับไปขายญี่ปุ่น

ไทยได้ “โนว์ฮาว” เขาได้ “สินค้า”

ขณะแบบที่สอง ซึ่งน่าจะเป็นเทรนด์ ณ วันนี้ คือ การจับคู่กับไทย เพื่อไปทำตลาดอาเซียน เนื่องจากการผลิตสินค้ากลับไปญี่ปุ่น ต้องเป็นสินค้าคุณภาพสูงเท่านั้น ขณะที่ตลาดญี่ปุ่นก็เริ่มเล็กลง

อาเซียนจึงยังเป็นโอกาส

“ถ้าเอสเอ็มอีไทยจะเริ่มเอง ไปทำตลาดอาเซียนเอง ก็คงยาก เพราะสายป่านเราสั้น ประสบการณ์น้อย ก็ต้องเกาะไปกับบริษัทใหญ่ ขณะที่ญี่ปุ่นเอง การไปอาเซียนครั้งแรก เขาก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะไม่รู้จักใครเลย ฉะนั้นการร่วมมือกับไทย จับคู่กัน ก็น่าจะเป็นอะไรที่ง่ายขึ้น ..เขาได้ เราก็ได้”

เขาบอกว่า จะทำธุรกิจแบบ “คลิก” กันได้ ก็ต้องเริ่มจากทั้งสองฝ่ายต้องเปิดใจ เรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม เทคโนโลยี และธุรกิจของกันและกัน เข้าใจและยอมรับในจุดอ่อนจุดแข็งของกัน ไม่คิดเอาแต่ได้ หรือคิดถึงแต่ “กำไร” เพราะยุคนี้ คือ ยุคของเครือข่าย ทำธุรกิจเดี่ยวๆ คนเดียวไม่ได้ ฉะนั้นต้องยอมที่จะ เราได้ เขาก็ต้องได้

เพื่อให้การเข้ามาของเอสเอ็มอีญี่ปุ่น จะยังเอื้อประโยชน์และเป็นโอกาสของเอสเอ็มอีไทย ไม่ใช่ซ้ำเติมแผลในใจให้ช้ำไปมากกว่านี้