คลื่นลูกใหม่คนเจนวาย 'ดิศพล ศุภพิธ'

คลื่นลูกใหม่คนเจนวาย

'ดิศพล ศุภพิธ'

เราไม่รู้ว่าโอกาสจะมาวันไหน แต่เราต้องทำตัวเองให้พร้อม เพราะถ้าวันใดที่ได้เจอกับโอกาสหรือตัวคูณจะยิ่งทำให้เราไปได้ไกล

คงไม่มีคำว่า "สาย" กับการ "ตั้งต้น" และ "ตั้งตัว" ให้กับชีวิต แต่ถ้าใครเริ่มได้เร็วกว่า ก็ย่อมได้เปรียบกว่า เช่นเดียวกับ "ดิศพล ศุภพิธ" ที่อยู่ในฐานะเจ้าของธุรกิจที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ หรือบริษัท มายด์เอจ อินโนเวชั่น จำกัด ด้วยวัยเพียง 28 ปีเท่านั้น

ซึ่งบทสรุปก็คือ ทุกเรื่องราวจะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องมี Passion หรือความปราถนาอย่างแรงกล้าที่ต้องการจะลงมือทํา ไม่เพียงแต่คิด

แน่นอนว่าถึงแม้เบื้องต้นก็ต้องผจญกับความท้าทายเนื่องจากเป็น "น้องใหม่" ในตลาด (ทั้งอายุตัวผู้บริหารและอายุธุรกิจ) ดิศพลยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย และมีสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะช่วยสร้างชื่อให้เป็นที่ยอมรับก็คือ "ผลงาน"

"จ้างสิบ ทำให้ร้อย" จึงกลายเป็นคอนเซ็ปต์การให้บริการของมายด์เอจ อินโนเวชั่น นั่นหมายถึงการทำงานที่ต้องหนักและเหนื่อยกว่าบริษัทอื่นๆ

" กระบวนการของเราคือเข้าไปฟังโจทย์ของลูกค้าแล้วกลับมาดีไซน์หาเครื่องมือหาทางตอบโจทย์ การที่เราไปฟังลูกค้าทำให้เรามองเห็นถึงปัญหาที่แท้จริงของเขา"

ธุรกิจที่ปรึกษาควรวางตัวเป็น Business Partner

"อีกความต่างของเราก็คือ ขณะที่บริษัทที่ปรึกษาส่วนใหญ่จะไปหาลูกค้าด้วยแผนในกระดาษ เมื่อส่งมอบแล้วเสร็จก็บอกลาบ๊ายบาย ซึ่งถ้าหากลูกค้าไม่พร้อมจะนำแผนดังกล่าวไปปฏิบัติก็ไม่มีประโยชน์ แต่สำหรับเราไม่ต้องการขายงานเพื่อให้ได้เงิน แต่ต้องการให้ลูกค้าเกิดการพัฒนาจริงๆ เราเลยขอลงไปมีส่วนร่วม ลงไปจับมือร่วมทำงานกับเขา และวัดผลให้ตอนจบโครงการเลย"

งานบริการหนีไม่พ้นต้องทำ "เหนือความคาดหมาย" ในขณะเดียวกันต้องมีความต่อเนื่อง คงเส้นคงวา

"เราไม่เคยละทิ้งงาน เวลาที่บริษัทลูกค้าเกิดเหตุเมื่อไหร่ เราสแตนบายคือพร้อมจะเข้าไปแก้ไขให้เขาในแบบทันทีทันใด เราให้บริการแบบอะเมซิ่ง เหนือความคาดหมาย"

ดิศพลบอกว่าด้วยวิธีการเช่นนี้ ลูกค้าทุกรายไม่เคยปฏิเสธ ต่างเชื้อเชิญบริษัทของเขาว่า "เอาเลยช่วยหน่อย" ทั้งสิ้น

ปัจจุบันลูกค้าหลักๆ ของมายด์เอจ อินโนเวชั่นเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ประมาณสิบราย ซึ่งแต่ละรายจะใช้บริการที่แตกต่างกัน เช่นบริษัทบางแห่งก็ต้องการให้ช่วยด้านสรรหาคน บางแห่งก็ต้องการเรื่องของการอบรมรมพัฒนาพนักงาน หรือบางแห่งก็ต้องการให้เข้าไปช่วยดูแลกระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์แบบครบวงจร

เมื่อใช้กลยุทธ์ให้การบริการแบบเกินร้อย พนักงานของมายด์เอจ อินโนเวชั่นเองย่อมหนีไม่พ้นการทำงานชนิดตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าบริษัทที่ปรึกษาสินทรัพย์ที่มีค่าก็คือ "คน"

คำถามก็คือ ดิศพลสร้างทีมและบริหารทีมงานอย่างไร

เขาบอกว่าช่วงเริ่มต้นตั้งบริษัทมีความจำเป็นต้องหาผู้มีความรู้มีประสบการณ์เข้ามาเป็นแนวร่วมในการขับเคลื่อนทำให้ฝันกลายเป็นจริง แล้วอะไรคือความฝันของเขา? คำตอบก็คือ ความต้องการพัฒนาคนในสังคมไทยเป็นคนดีขึ้น เก่งขึ้น

"ผมเชื่อว่าคนเป็นพื้นฐานของทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราทำให้คนในภาคธุรกิจดีขึ้น ทำงานเป็นระบบ คิดดีทำดี สุดท้ายผลกระทบจะส่งต่อสังคมได้มาก เพราะภาคธุรกิจมีกำลังสูงมีทรัพยากรที่มากมาย แต่ต้องทำอย่างไรที่จะขับเคลื่อนได้"

ดังนั้น สิ่งที่ดิศพลทำก็คือ การดึงเอชอาร์ในระดับผู้จัดการขององค์กรหลายแห่งมานั่งจับเข่าคุยให้ฟังถึงแนวคิด และแนวทางที่จะพัฒนาคนที่แตกต่างและดีขึ้นไปจากเดิม ถึงขั้นของการ "ขยับโลก"

" เรื่องนี้มันต้องปิดตำรากันเลย เป็นการนำเอาความรู้และประสบการณ์ที่แต่ละคนมีมาปรับใช้หลังจากนั้นจึงค่อยเอาทฤษฏีเข้ามาจับ ซึ่งก็มีเอชอาร์ 4-5 ท่านที่เห็นด้วยและตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อจะมาทำด้วยกัน"

ดิศพลมีความเห็นว่า ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่เช่นการขยับโลก จำเป็นต้องอาศัยมันสมองของคนจำนวนมาก เป็นเพียงแค่คนๆ เดียว หรือเพียงแค่ทีมงานเล็กๆ ก็คงไม่พอ แต่มันเกิดขึ้นได้ด้วยพลังของ "เครือข่าย"

นอกเหนือจากที่ปรึกษาที่เป็นอดีตเอชอาร์ขององค์กรชั้นนำที่มานั่งทำงานประจำแล้ว มายด์เอจ อินโนเวชั่นยังมีอาจารย์สอนด้านทรัพยากรมนุษย์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำมาช่วยให้คำแนะนำอีกด้วย

และไม่ใช่ความบังเอิญที่หน้าที่การเชื่อมโยง หรือถ้าเป็นภาษาชาวบ้านเรียกว่าประสานสิบทิศนั้นถือเป็น "จุดแข็ง" ของผู้บริหารหนุ่มท่านนี้ เหตุผลก็เพราะในอดีตเขาผ่านงานในองค์กรที่เป็นเอ็นจีโอ (NGO หรือ Non-Governmental Organization)ซึ่งมุ่งดำเนินงานพัฒนาสังคม โดยเน้นการพัฒนาคนและเน้นการมีส่วนร่วมของทั้งภาคสังคม ประชาชนและรัฐบาล

"ผมฝันตั้งแต่สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรว่าอยากจะทำงานที่เป็นการพัฒนาให้ทุกอย่างดีและทำให้สังคมโดยรวมดีขึ้น ก็เลยไปทำงานเป็นเอ็นจีโอ แต่ภายหลังพบว่าภาคธุรกิจน่าจะสร้างผลกระทบได้มากกว่าจึงตัดสินใจเปิดบริษัทเพื่อพัฒนาคนให้กับองค์กรธุรกิจ"

ในการบริหารองค์กรไม่ว่าเอ็นจีโอหรือธุรกิจทุกรูปแบบทุกขนาด คนถือเป็นฟันเฟืองสำคัญ หลักของการบริหารคนจึงไม่ต่างกันมาก คือสิ่งที่เขาฟันธง

เป็นเรื่องแน่นอนที่ว่าปัญหาของแต่ละองค์กรแตกต่างกันแน่ อย่างไรก็ตามเรื่องของคนมักจะมีปัญหาคล้ายกัน ใกล้เคียงกันหลายเรื่อง เช่นแต่ละแผนกมักจะฟัดกันนัว หรือการที่องค์กรไดร์ฟงานไม่เข้าเป้า ก็เพราะหน่วยงานไม่มีเป้าที่ชัดเจน ไม่เข้าใจวิธีการที่จะไปสู่เป้าหมาย หรือองค์กรจะดูแลคนอย่างไร เมื่อเกิดปัญหาคนไหลออกราวกับน้ำ องค์กรอายุเก่าแก่มีวัฒนธรรมดั้งเดิมแบบปิด ระบบระเบียบขั้นตอนที่ซับซ้อนไม่ดึงดูดใจพนักงานกลุ่มเจนวาย เป็นต้น

ถึงจะเป็นน้องใหม่ ไม่ใช่รุ่นเก่าลายครามในวงการ แต่เมื่อมองประเด็นในเรื่องของคนได้ทะลุ บวกกับคอนเซ็ปต์การบริการจ้างสิบเกินร้อย เครือข่ายที่กว้างขวาง ก็ทำให้วันนี้ลูกค้าก็บอกต่อถึงความประทับใจที่มีต่อมายด์เอจ อินโนเวชั่นอย่างกว้างขวาง

ความประทับใจของลูกค้าเท่านั้น คือหัวใจที่จะทำให้ธุรกิจที่ปรึกษาเติบโตและอยู่รอด

"มันเป็นธุรกิจประหลาด ถ้าเราเก่งจริงและตอบโจทย์ธุรกิจได้ จะไปได้อีกไกล เพราะจากนี้ธุรกิจจะโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองเก่งและผลักงานบางอย่างให้กับผู้ที่เชี่ยวชาญทำ ซึ่งก็คงใช้แต่ความชำนาญอย่างเดียวไม่ได้เราต้องเข้าใจลูกค้า มีบริการที่ดี มีความซื่อสัตย์ ต้องดูแลอย่างดีทำให้เขากลับมาใช้บริการซ้ำ สิ่งที่ลูกค้าเลือกก็คือผลงาน วิธีการทำงาน และการดูแลของเรา"

เมื่อถามถึงแผนรองรับกับอนาคตข้างหน้า ดิศพลบอกว่า เขามองเห็นโอกาสที่เปิดกว้าง เพราะการแข่งขันของธุรกิจในโลกที่ไร้พรมแดนจะยิ่งร้อนแรงขึ้นทุกวัน ธุรกิจย่อมต้องการที่ปรึกษา

"ไม่น่าเกินสองปี บริษัทของเราคงต้องมีพนักงานเฉียด 100 คนแล้ว ซึ่งเวลานี้มีอยู่ราว 30-40 คน ซึ่งคนที่จะทำงานกับเราต้องสนใจงานทางด้านนี้ มีความรู้ความสามารถ และมีความหลากหลาย คนที่ผมมองไม่ได้จบแค่สายใดสายหนึ่งเท่านั้น เราต้องการมุมมองที่ต่างกัน สำคัญคือต้องรักและสนใจที่จะทำ เพราะถ้าเก่งแต่ไม่ตั้งใจ เก่งแต่คิดไม่ดี ก็อันตรายเราต้องสกรีนให้ดี"

สุดท้ายเขาบอกว่า ที่มายืนอยู่ตรงนี้ได้นั้นมีหลายเหตุบังเอิญ แต่คีย์หลักคงเป็นเพราะความทุ่มเท ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค มีความอดทน มุ่งมั่น และกัดไม่ปล่อย ถามเขาว่ามีเรื่องโชคเป็นตัวช่วยบ้างหรือไม่?

"ผมเชื่อว่า โอกาสมันจะมาและมีประโยชน์สำหรับคนที่พร้อมเท่านั้น ผมบอกน้องๆในทีมเสมอว่า เราไม่รู้ว่าโอกาสจะมาวันไหน แต่เราต้องทำตัวเองให้พร้อม เพราะถ้าวันใดเราไปเจอกับโอกาสหรือตัวคูณจะยิ่งทำให้เราไปได้ไกล"