ผ่าหุ้นร้อน'อิชิตัน กรุ๊ป'ราคาพุ่งแรงเกินพื้นฐาน

ผ่าหุ้นร้อน'อิชิตัน กรุ๊ป'ราคาพุ่งแรงเกินพื้นฐาน

เปิดหุ้นร้อนอิชิตัน โบรกเกอร์ชี้ราคาแพงเกินปัจจัยพื้นฐาน26 เท่า ระบุหากผู้บริหารไม่สามารถทำได้ตามแผนโต30% สัญญาณอันตราย

นับตั้งแต่ หุ้นบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป เข้าซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีราคาจองซื้อ หรือราคาไอพีโออยู่ที่ 13 บาท ราคาหุ้นของอิชิตันวานนี้ (15 พ.ค.) ราคาหุ้นพุ่งขึ้นมาแตะระดับสูงสุดที่ 26.25 บาท หรือวันช่วงเวลาแค่ 16 วันที่เข้ามาซื้อขาย ราคาหุ้นขึ้นไปแตะสูงสุดที่ 27 บาท หรือเพิ่มขึ้น 107.69% จากราคาไอพีโอ โดยล่าสุดราคาหุ้นมาปิดที่ 25.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.20 บาท หรือ 4.94% ซึ่งวานนี้มีมูลค่าการซื้อขายพุ่งสูงสุดตั้งแต่เข้าเทรดถึง 3,693.42 ล้านบาท

ก่อนหน้าที่จะถึงมีการแจ้งข่าวต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น ราคาหุ้นของ อิชิตัน กรุ๊ป มีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ โดยราคาหุ้นจะขยับในทิศทางเพิ่มขึ้นตลอด และมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นเข้ามาสนับสนุนในทิศทางเดียวกับราคาหุ้นที่พุ่งขึ้น ซึ่งจากราคาปิดเทรดวันแรกที่เข้าซื้อขาย ขยับจากราคาไอพีโอขึ้นมาที่ 16.20 บาท ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายวันแรกถึง 406.62 ล้านบาท

ต่อมามูลค่าการซื้อลดลงเหลือ 60 ล้านบาท พร้อมกับราคาอ่อนตัวเล็กน้อย ก่อนที่จะทะยานขึ้นต่อเนื่อง 7.45% โดยเฉพาะวันที่ 23-25 เม.ย.ที่ผ่านมา ราคาขยับขึ้นต่ออีก 1-2% วอลุ่มสนับสนุนวันละไม่ต่ำกว่า 140 ล้านบาท หลังจากนั้นจะสลับอ่อนตัวลดลงเล็กน้อย ก่อนที่จะตีกลับขึ้นต่อเนื่อง 3 วัน ซึ่งพฤติกรรมการซื้อขายจะมีแรงซื้อเข้ามาสนับสนุนตลอด

จากพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติดังกล่าว นางเกศรา มัญชุศรี รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานการตลาดผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ออกมายอมรับว่า ตลาดหลักทรัพย์ ได้มีการขอข้อมูลการซื้อขายกับบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อตรวจสอบว่า การซื้อขายหุ้นของอิชิตัน มีความผิดปกติหรือไม่ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดการสอบสวนได้

ราคาหุ้น-วอลุ่มสูงสุดตั้งแต่เข้าเทรด

แม้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะเข้าตรวจสอบการซื้อขายดังกล่าว แต่การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ก็ยังคงพุ่งขึ้นต่อเนื่องอีก จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ ได้ออกประกาศให้บริษัทหลักทรัพย์ทุกแห่ง ต้องซื้อขายหุ้นอิชิตัน ด้วยเงินสด เพียงอย่างเดียว ซึ่งการใช้แนวทางซื้อขายหุ้นอิชิตัน ด้วยเงินสด ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งความร้อนแรงของราคาหุ้นได้ โดยหุ้นพุ่งจากราคา 19.40 บาท ขึ้นไปแตะสูงสุดที่ 25.50 บาท ในวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่บริษัทอิชิตัน กรุ๊ป แจ้งข่าวต่อตลาดหลักทรัพย์ ในเวลา 22.21 น. ว่า ใช้เงิน 240 ล้านบาท ซื้อสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้า ไบเล่ หรือ BIRELEY

นอกจากนี้ ยังแจ้งด้วยว่า บริษัทจะซื้อที่ดินรวม 76 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา ที่ตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา มูลค่ารวม 244.9 ล้านบาท นอกจากนี้ ก็มีการลงทุนก่อสร้างอาคาร ระบบติดตั้งภายในเครื่องจักรและอุปกรณ์มูลค่ารวม 1.29 พันล้านบาท

หลังจากนักลงทุนทราบข่าวดังกล่าวในวานนี้ กลับมีแรงซื้อโถมเข้าต่อเนื่องดันราคาหุ้นพุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 27 บาท และมีมูลค่าการซื้อขายมากสุดตั้งแต่เข้าซื้อขายถึง 3,600 ล้านบาท

ราคาหุ้นพุ่งเกินปัจจัยพื้นฐาน

จากราคาหุ้นที่ร้อนแรงและวอลุ่มที่หนาแน่นดังกล่าว แหล่งข่าวบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือด้านปัจจัยพื้นฐาน การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาแรงของอิชิตัน มองว่าระดับราคาเกินปัจจัยพื้นฐานของหุ้นไปไกลแล้ว ซึ่งปัจจุบันราคาหุ้นมีมูลค่าพื้นฐานที่ 20 บาทต่อหุ้น แต่ปัจจุบันขึ้นไปถึงระดับ 25.50 บาท ซึ่งระดับพี/อีของกลุ่มอาหารนั้น ปกติจะซื้อขายกันอยู่ที่ 20 เท่า แต่ราคาหุ้นอิชิตันอยู่ระดับพี/อีที่ 26 เท่า หากบริษัทเติบโตได้ตามเป้าที่ 30% ในปีนี้ ราคาหุ้นอิชิตันจะมีระดับพี/อีลดลงมาเหลือ 20 เท่ากับอุตสาหกรรมทำให้เกิดความเสี่ยง

"ราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นไปแรงนั้นได้สะท้อนปัจจัยบวกทุกอย่างไปแล้ว ทั้งการเข้าซื้อกิจการในสินค้าอย่างไบเล่ ซึ่งราคาปัจจุบัน ไม่เหมาะกับการลงทุน หากบริษัทไม่สามารถทำผลการดำเนินงานได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ที่จะโต 30% ค่าพี/อีของบริษัทจะอยู่ในระดับที่สูงมาก จะเกิดการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ตามการผิดหวังของนักลงทุน"

ฮุบไบเล่บ่งบอกตลาดชาเขียวอิ่มตัว

เมื่อมาพิจารณาความสามารถในการเติบโตของบริษัท ยิ่งทำให้เกิดคำถาม เพราะตลาดชาเขียวต้องบอกว่าเริ่มอิ่มตัวแล้ว จะคาดหวังว่าจะเติบโตรุนแรงเหมือนอดีตไม่ได้ และการเข้าเทคโอเวอร์ไบเล่ เป็นตัวยืนยันว่า ตลาดชาเขียวเริ่มไม่โต บริษัทต้องหาผลิตภัณฑ์ใหม่ และการซื้อไบเล่มาก็มีความเสี่ยงที่อาจไม่ประสบความสำเร็จ

อีกทั้งบริษัท ก็มีการพึ่งพิงกับภาพลักษณ์ผู้บริหารมากเกินไป หากผู้บริหารไม่อยู่กับบริษัท บริษัทจะมีปัญหาในการเติบโต ศักยภาพของบริษัทเองมีปัญหา ทั้งระบบโลจิสติกที่สู้คู่แข่งไม่ได้ พึ่งพาช่องทางการขายผ่านร้านสะดวกซื้อเพียงอย่างเดียว ทำให้เกิดข้อจำกัด

ในแง่ของการเคลื่อนไหวราคาหุ้น ต้องบอกว่า หุ้นอิชิตันถือว่าเป็นหุ้นที่เข้าทำการจดทะเบียนในจังหวะที่เหมาะเจาะ เพราะหุ้นไอพีโอมีความเงียบเหงามาตลอด และเมื่ออิชิตัน เข้ามาจึงได้รับความสนใจ และต้องยอมรับว่า เป็นหุ้นที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง มีขนาดของหุ้นใหญ่มาก ทำให้ผู้เล่นในตลาดทั้งนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายใหญ่ และรายย่อย เข้ามาเก็งกำไรอย่างคึกคัก

"ยอมรับว่า มีจังหวะการให้ข่าว หลังการเข้าทำการซื้อขายที่เหมาะเจาะพอดี ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวพุ่งแรงมากกว่าปกติ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นความชาญฉลาดของผู้ของที่ปรึกษาทางการเงิน ที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งมังกรซ่อนพยัคฆ์ในการหาจังหวะเข้าระดมทุน"

คาดตั้งราคาไอพีโอเอื้อผู้ถือหุ้น

การที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างเยอะ หลังทำการซื้อขาย เป็นสิ่งที่น่าตั้งคำถามว่า การตั้งราคาจองซื้อ มีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะการปรับตัวขึ้นของราคาแสดงให้ว่านักลงทุนให้มูลค่ามากกว่าราคาจองซื้อ ซึ่งการตั้งราคา อาจไม่เหมาะสมทำให้บริษัทเสียโอกาสในการระดมทุนเข้าบริษัท มีเงินเข้าทำธุรกิจน้อยลง แต่ในทางกลับกัน ผู้ที่จองซื้อหุ้น รวมถึงผู้ถือหุ้นใหญ่จะเป็นฝ่ายที่ได้ประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และน่าตั้งคำถาม

สอดคล้องกับมุมมองของ บล.ซีไอเอ็มบี ที่แนะนำ "ถือ" หุ้นอิชิตัน ซึ่งมีราคาเป้าหมาย 22 บาท โดยมองว่า ธุรกิจยังเติบโตโดดเด่น หลังบริษัทรายงานกำไรสุทธิไตรมาสแรกปีนี้ที่ 202 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน เพราะต้นทุนขายที่ลดลงจากการลดสัดส่วนสินค้าจ้างผลิต และการทำการส่งเสริมการตลาดต่อเนื่อง

โดยบริษัทยังเชื่อว่า อิชิตัน จะเติบโตได้โดดเด่นในช่วง 3 ปีข้างหน้า จากทั้งการขยายกำลังการผลิตเฟส 2 และการเข้าซื้อสินทรัพย์จาก น้ำผลไม้ "ไบเล่" พร้อมสูตรการผลิตใน 16 ประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการขยายกิจการไปยังต่างประเทศของอิชิตัน ในอนาคต

"เบื้องต้นเรายังคงประมาณการกำไรสุทธิของบริษัทโต 22% CAGR ใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่งยังไม่รวมผลบวกจากการซื้อไบเล่ และปรับราคาเป้าเป็นปี 2558 โดยราคาหุ้นปัจจุบันมีการปรับตัวขึ้นมากว่า 87% จากราคาไอพีโอ ซึ่งเป็นผลมาจากการเก็งกำไรระยะสั้น จึงปรับคำแนะนำจาก ซื้อ เป็น "ถือ" และรอความชัดเจนประเด็นบวกจากการซื้อสินทรัพย์ ที่มีผลต่อการปรับประมาณการลดสัดส่วนจ้างผลิต หนุนกำไรโตต่อเนื่อง

ส่วนไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทรายงานรายได้ลดลง 11% จากผลของสภาพอากาศที่หนาวกว่าปกติใน 2 เดือนแรก ที่ส่งผลต่อยอดขายเครื่องดื่มรวมในตลาด อย่างไรก็ตามกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น มาจากต้นทุนขายที่ลดลง จากการลดสัดส่วนสินค้าจ้างผลิต (OEM) ทางด้านอัตรากำไรสุทธิ อยู่ที่ 14% เพิ่มขึ้นจาก 11% ในปีก่อนซื้อกิจการ "ไบเล่"

"การซื้อครั้งนี้ของอิชิตัน สมเหตุสมผล โดยมีการสอบถามผู้บริหาร และปรับประมาณการให้สะท้อนมูลค่าเพิ่มต่ออิ ชิตันในอนาคต ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยบวกระยะสั้น "ระมัดระวังการลงทุน" ราคาหุ้นปัจจุบัน +87% จากราคาไอพีโอ และสูงกว่าราคาเป้าหมาย 9% ซึ่งเป็นการเก็งกำไรการเข้าซื้อสินทรัพย์ในระยะสั้น และยังไม่สามารถประเมินถึงประโยชน์ส่วนเพิ่มที่จะเกิดขึ้นได้ในขณะนี้"

มั่นใจซื้อไบเล่คุ้มค่าลงทุน

นายตัน ภาสกรนที ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร ของบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป หรือ ICHI กล่าวว่า ดีลซื้อไบเล่ คุ้มค่าราคาไม่แพง และได้ประโยชน์จากการขยายธุรกิจเครื่องดื่มน้ำผลไม้ เพราะอาศัยแบรนด์ที่มีคุณค่ามีชื่อเสียงมานาน การซื้อแบรนด์ไบเลย์ ใช้เงินรวม 240 ล้าน เป็นการซื้อเทรดมาร์คของไบเลย์ที่มีอยู่ใน 16 ประเทศทั่วโลก ตอนนี้รออนุมัติสร้างโรงงานใกล้นิคมโรจนะ โดยไบเลย์จากแคลิฟอร์เนียของสหรัฐมีประวัติศาสตร์มายาวนาน เงิน 80 ล้านบาทที่จ่ายไป เพื่อสร้างแบรนด์ที่มีสตอรี่ หรือเป็นภาพเรื่องราวมีการทำตลาดมานาน 40 ปี และเขานำมาต่อยอดจากจากแบรนด์ที่เป็นน้ำส้มอร่อย

"ในอนาคตจากการเป็นอิชิตันชาเขียว ถ้าจะทำให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักต้องใช้เงินมากกว่า 80 ล้านบาท เมื่อนำแบรนด์มาแล้วก็มาต่อยอด ไม่ต้องจ่ายไลเซ่นส์ ซึ่งสามารถทำสินค้าเกี่ยวกับผลไม้ได้ทุกชนิด เพราะมีไลเซ่นเครื่องดื่มผลไม้ ทำได้ทั้งน้ำทับทิม มะนาว แอปเปิ้ล ซึ่งทำให้อิ ชิตันเป็นเจ้าของแบรนด์ผู้เดียวไม่ต้องขออนุญาตใคร"

นายตัน ตอบข้อสงสัยที่ว่า ดีลนี้ทำให้หุ้นอิชิตันขึ้นแรง เนื่องจากมีข่าวจนเกิดการเก็งกำไรหรือไม่ โดยเขากล่าวว่าช่วงนี้เป็นหน้าร้อน หุ้นขึ้นน่าจะเป็นเพราะมีคนคาดการณ์ไว้ว่ายอดขายของบริษัทน่าจะดีมาก

ส่วนที่พูดกันว่าหุ้นขึ้นแรงมาก เป็นเหมือนชาเขียวปั่น เขาบอกว่า ไม่เคยซื้อหุ้น และชีวิตนี้ไม่เคยซื้อหุ้น การขึ้นลงของหุ้นเป็นหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์ต้องติดตามต้องตรวจสอบ เรื่องนี้เขาไม่เกี่ยวข้องกับหุ้นขึ้นหรือลงแน่นอน

เผยซื้อลิขสิทธิ์"ไบเล่"หนุนธุรกิจ

นายตัน บอกว่า การซื้อลิขสิทธิ์ดังกล่าว จะช่วยหนุนธุรกิจ ทำให้ขยายฐานตลาดไปยังน้ำผลไม้ และลดต้นทุนการผลิต โดยจะผลิตสินค้าแบรนด์ไบเล่ ในไตรมาส 4 ปีนี้ ตั้งเป้าจะมียอดขายราว 200 ล้านบาท ขณะที่ปีนี้คาดยอดขายรวมจะเติบโต 10-20% จากปีก่อน

"การซื้อไบเล่ เพื่อขยายธุรกิจ และการลงทุนในเฟส 2 ของเรา จะมีเครื่องจักรเพิ่ม และยังมีพื้นที่เหลืออีก เราสามารถที่จะเติมเครื่องจักร และใช้กำลังการผลิตให้มากขึ้น เพื่อช่วยลดต้นทุน รวมถึงสร้างฐานยอดขายเพิ่มขึ้นจากตลาดน้ำผลไม้"นายตันกล่าว

อิชิตัน ได้ซื้อเครื่องหมายการค้า ไบเล่ พร้อมสูตรการผลิตใน 16 ประเทศ ได้แก่ไทย กัมพูชา เกาหลีใต้ แคนาดา เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ สหรัฐจีน อินเดีย ฮ่องกง บังกลาเทศ อินโดนีเซีย ไต้หวัน และเวียดนาม

ใช้เงินทุนหมุนเวียนบริษัทลงทุน

เขาระบุว่า ไทยเป็นประเทศเดียว ที่เคยมียอดขายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า ไบเล่ การประเมินมูลค่าเครื่องหมายการค้า จะมุ่งเน้นการประเมินบนรายได้จากการขายจากไทยเพียงประเทศเดียว

บริษัทจะใช้เงินลงทุน เพื่อซื้อสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้า ไบเล่ และการซื้อที่ดิน รวมกันไม่ถึง 500 ล้านบาท ซึ่งจะใช้เงินจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท เพราะบริษัทมีกำไรสะสมอยู่แล้ว โดยไม่ได้นำเงินจากการขายหุ้นเพิ่มทุนที่เสนอขายหุ้นไอพีโอมาใช้ ขณะที่โรงงานมูลค่า 1.29 พันล้านบาท เป็นการขออนุญาตจากคณะกรรมการไว้ก่อน คาดจะดำเนินการก่อสร้างภายในปลายปีหน้า และจะสร้างเสร็จในปลายปี 2559 หรือต้นปี 2560 ซึ่งเป็นแผนการขยายธุรกิจในอนาคตของบริษัท