ตลาดหลักทรัพย์ ชี้ พื้นฐานตลาดหุ้นไทยยังดี จากต้นปีปรับขึ้นแล้ว 8.9% เผยนับตั้งแต่มีปัญหาการชุมนุม มีหุ้นขนาดกลางและเล็กปรับขึ้นกว่า 200 ตัว
นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในเดือน เม.ย. ปิดที่ระดับ 1,414.94 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.8% จากเดือนก่อนหน้า และปรับขึ้น 8.95% จากช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา สูงสุดเป็นอันดับ 4 ในภูมิภาค เป็นรองเพียงตลาดหุ้นเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย แม้จะยังคงมีปัญหาทางการเมืองในประเทศ
"เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ในภูมิภาค พบว่าตลาดหุ้นไทยยังมีพื้นฐานที่ดี และยังอยู่ในระดับปานกลาง แม้ว่าจะมีปัญหาการเมือง แต่ดัชนีปรับขึ้นดีกว่าเวิลด์อินเด็กซ์ ดัชนีเอ็มเอสซีไอ และปรับขึ้นดีว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นเกิดใหม่ ขณะที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติก็เริ่มมีสัญญาณเข้าซื้อต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และเริ่มเข้าสู่จุดสมดุลแล้ว"
การไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ มีปัจจัยสนับสนุนจากกระแสเงินต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดในภูมิภาค จากการคลายกังวลต่อปัญหาเศรษฐกิจในประเทศเกิดใหม่ และสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศที่ผ่อนคลายลง ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศที่เริ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงต้นเดือนพ.ค. และความไม่ชัดเจนของแนวทางการจัดตั้งรัฐบาล ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปรับปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากสิ้นเดือนเม.ย.
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า นับตั้งแต่มีการชุมนุมทางการเมือง หรือในช่วงวันที่ 31 ต.ค. 2556-12 พ.ค. 2557 แม้ตลาดหุ้นไทยจะปรับลดลงบ้าง แต่มีหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กกว่า 200 ตัวปรับเพิ่มขึ้น
โดยส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบทั้งจากปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ หุ้นในกลุ่มที่ปรับลดลงไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้านี้และกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่มีโอกาสเติบโตสูง และมีนักลงทุนให้ความสนใจมากขึ้น
ทั้งนี้กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่มีการปรับเพิ่มขึ้นสูงสุด 5 อันดับ ประกอบด้วย กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ปรับขึ้น 41.7% รองลงมาคือกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ปรับขึ้น 25.8% กลุ่มเหมืองแร่ ปรับขึ้น 24.7% กลุ่มธุรกิจประกัน ปรับขึ้น 13.7% และกลุ่มการแพทย์ปรับขึ้น 13.18%
"แม้จะมีปัญหาทางการเมือง และเศรษฐกิจในประเทศชะลอ แต่จะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นไทยไม่ได้ปรับตัวในทิศทางเดียวกันทั้งกระดานแต่มีการปรับตัวเป็นรายกลุ่มธุรกิจ และรายกิจการมากขึ้น แม้ว่าการเมืองจะยังไม่ฟื้น แต่บางกลุ่มอุตสาหกรรมก็เติบโตได้"
นอกจากนี้บริษัทจดทะเบียนไทย ยังมีการรายได้จากการต่างประเทศมากขึ้น ทั้งรายได้จากการไปลงทุนโดยตรง และรายได้จากการส่งออกทำให้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยในประเทศค่อนข้างน้อย โดยในปีนี้ตลาดหลักทรัพย์จึงมีแนวคิดจะทำดัชนีบริษัทที่มีรายได้จากต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะต้องมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศกี่เปอร์เซ็นต์จึงจะนำมาอยู่ในดัชนีนี้ได้
โดยการแยกดัชนีกลุ่มต่างประเทศนี้ออกมาเพื่อให้นักลงทุนได้เห็นข้อมูลว่าถึงจะเป็นบริษัทไทย แต่ก็มีรายได้อยู่ในต่างประเทศสัดส่วนไม่น้อย จึงได้รับผลกระทบจากปัจจัยในประเทศจำกัด






