วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตือน!รับมือวิกฤติพลังงาน

เตือนรับมือวิกฤติพลังงานปรับโครงสร้างราคา-จัดการสัมปทาน

ในสถานการณ์ที่ปริมาณการผลิตปิโตรเลียมในประเทศ มีแนวโน้มถดถอยลง สวนทางกับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องและไม่สามารถผลิตปิโตรเลียมจากแหล่งใหม่ๆ มาทดแทนได้ ประชาชนจึงจะต้องแบกรับภาระราคาพลังงานที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในอนาคต

ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน ชี้ให้เห็นว่า การผลิตปิโตรเลียมทั้งในอ่าวไทย พื้นที่บนบก และพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เมื่อแปลงให้เป็นหน่วยเทียบเท่า น้ำมันดิบ จะอยู่ที่ประมาณ 868,375 บาร์เรลต่อวันในปี 2556 ในขณะที่ความต้องการใช้พลังงานขั้นต้นในเชิงพาณิชย์ อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปริมาณการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้นี้ ทำให้เราเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ในปี 2556 มูลค่าการนำเข้าพลังงานของประเทศ อยู่ที่ประมาณ 1.42 ล้านล้านบาท โดยเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ประมาณ 1.07 ล้านล้านบาท นำเข้าก๊าซธรรมชาติจากพม่าและแอลเอ็นจี รวมประมาณ 146,944 ล้านบาท นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 134,306ล้านบาท นำเข้าถ่านหิน 39,733 ล้านบาท และนำเข้าไฟฟ้า อีกประมาณ 20,168 ล้านบาท ในขณะที่การส่งออกพลังงาน มีมูลค่ารวมประมาณ 357,896 ล้านบาท โดยเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ประมาณ 322,621 ล้านบาท น้ำมันดิบประมาณ 30,927 ล้านบาทและไฟฟ้า อีกประมาณ 4,348 ล้านบาท

นายทรงภพ พลจันทร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ อธิบายว่า ปิโตรเลียมที่ผลิตได้ในประเทศ ส่วนใหญ่เป็นก๊าซธรรมชาติ ประมาณ 3,650 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน,ก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 91,610 บาร์เรลต่อวัน และน้ำมันดิบอีกประมาณ 149,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากอ่าวไทย มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ดังนั้นหากเราไม่สามารถที่จะเพิ่มการผลิตปิโตรเลียมจากแหล่งผลิตใหม่ๆ เพิ่มขึ้นได้ โรงไฟฟ้าที่เคยใช้ก๊าซจากอ่าวไทย ก็จะต้องทดแทนด้วยแอลเอ็นจีนำเข้าที่มีราคาสูงกว่าเกือบหนึ่งเท่าตัว

"ปัจจุบันเรามีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่พิสูจน์แล้ว ประมาณ 9 ล้านล้านลูกบาศ์กฟุต แต่เราใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งบนเงื่อนไขที่ว่าไม่มีการพบปริมาณสำรองเพิ่มขึ้นและยังรักษาระดับการผลิตในระดับเดิมเอาไว้ได้ เราจะมีก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ไปได้อีกประมาณ 7 ปีเท่านั้น ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง" ทรงภพ กล่าว

นายทรงภพ ย้ำว่า ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ก็จะต้องผลักดันการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ครั้งที่ 21ให้ประสบความสำเร็จ เพราะเป็นหนทางเพิ่มปริมาณการผลิตปิโตรเลียมขึ้นได้ รวมไปถึงการเดินหน้าเจรจาเพื่อให้ได้ข้อยุติในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ไทย-กัมพูชา ซึ่งเชื่อว่าเป็นพื้นที่มีศักยภาพทางปิโตรเลียมสูง และการบริหารจัดการพื้นที่สัมปทานปิโตรเลียมที่ใกล้จะหมดอายุในอีกประมาณ 8 ปีข้างหน้า แต่ไม่สามารถต่ออายุได้อีกตามกฎหมายปิโตรเลียมเดิม คือแหล่งเอราวัณ ของกลุ่มเชฟรอนฯ และแหล่งบงกช ของปตท.สผ. ที่จะต้องมีความชัดเจนภายใน 2 ปีข้างหน้า

"หากรัฐไม่มีความชัดเจนเพื่อให้เอกชนได้มีเวลาที่เตรียมพร้อมสำหรับการลงทุน และทำให้การผลิตก๊าซธรรมชาติจากทั้งสองแหล่งดังกล่าวเกิดสะดุด เราจะมีปัญหาตามมาอีกมาก" ทรงภพ กล่าวเตือน

กรณีการหยุดจ่ายก๊าซจากแหล่งเจดีเอ A18 เดือนมิ.ย.เป็นเวลา 28 วัน ทำให้ก๊าซหายไปจากระบบ 420 ล้านลูกบาศ์กฟุตต่อวัน ทำให้พื้นที่ภาคใต้ต้องเตรียมพร้อมรับมือปัญหาไม่ให้เกิดกรณีไฟฟ้าดับ ถ้าหากก๊าซจากแหล่งเอราวัณ และบงกช หายไปรวม 2,200 ล้านลูกบาศ์กฟุตต่อวัน ทั้งประเทศจะเตรียมรับมืออย่างไร ต้นทุนค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน เนื่องจากมีความต้องการใช้พลังงานที่มากกว่าที่ผลิตได้ในประเทศ ดังนั้นจึงต้องเพิ่มปริมาณการผลิตในประเทศให้เพิ่มขึ้นจากแหล่งปิโตรเลียมที่ยังมีศักยภาพ การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานหมุนเวียน

นอกจากนี้ยังต้องปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นายปิยสวัสดิ์บอกด้วยว่า มีแนวโน้มที่อัตราค่าไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากจะต้องมีการนำเข้าแอลเอ็นจี ซึ่งมีราคาที่แพงกว่าก๊าซจากอ่าวไทย มาใช้ในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงขึ้น

ขณะที่นายกวิน ทังสุพานิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ให้ความเห็นว่า วิกฤติราคาพลังงานที่จะเกิดขึ้น ในส่วนภาคของเชื้อเพลิงที่ใช้ในยานยนต์ ควรจะต้องมีการปรับสูตรราคาก๊าซใหม่ เพื่อจูงใจให้เกิดผู้เล่นในธุรกิจก๊าซเพิ่มขึ้นนอกเหนือจาก ปตท.

ขณะที่ในส่วนของไฟฟ้า ที่มีแนวโน้มราคาเพิ่มสูงขึ้น หากต้องใช้แอลเอ็นจีนำเข้าที่มีราคาสูงกว่า มาทดแทนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน ซึ่งมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในสัดส่วนที่สูงขึ้น รวมทั้งการหากลไกสูตรราคาที่จะทำให้ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ซึ่งผ่านโรงแยกก๊าซ ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้ามีราคาที่ต่ำลง

รัฐบาลใหม่ถือได้ว่ามีภารกิจสำคัญในสถานการณ์ที่มีความวิกฤติ ซึ่งนอกจากจะหาทางที่จะเพิ่มปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้ได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังจะต้องทำให้ราคาพลังงาน มีความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคด้วย