กลุ่มค้าปลีกกำไรไตรมาส 1/2557 ลด ผลกระทบการเมืองวุ่นวาย หวั่นกดกำลังซื้อผู้บริโภค โบรกเชื่อกำไรไตรมาสแรกต่ำสุดของปี
จากการรวบรวมข้อมูลของบริษัทในกลุ่มค้าปลีกที่รายงานผลประกอบ งวดไตรมาส 1/2557 ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2556 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปถึงเศรษฐกิจรวม โดยบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) แจ้งว่า บริษัทมีผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2557 มีกำไรสุทธิ 2,705 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 1/2556 มีกำไรสุทธิ 3,185 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานจำนวน 4,725 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 20.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 2,705 ล้านบาท หรือลดลง 15.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากบริษัทมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 1,346 ล้านบาท
นายเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ กล่าวว่า รายได้รวมของบริษัทในไตรมาส 1/2557 เท่ากับ 89,326 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68.8% จากงวดเดียวกันปีก่อน เนื่องจากการเข้าซื้อกิจการบริษัท สยามแม็คโคร ในระหว่างปี 2556 จึงมีการรับรู้รายได้ของแม็คโครตั้งแต่เดือน ก.ค. 2556 เป็นต้นไป โดยรายได้ตามสัดส่วนธุรกิจแม็คโครในไตรมาส 1/2557 เท่ากับ 35,218 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทยังมีการขยายสาขาร้าน 7-eleven เพิ่มขึ้นจาก 7,041 สาขา ในไตรมาส 1/2556 เป็น 7,651 สาขาในไตรมาส 1/2557 หรือเพิ่มขึ้น 8.7% กำไรจากการดำเนินงาน เท่ากับ 4,725 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 20.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีกำไรสุทธิ เท่ากับ 2,705 ล้านบาท หรือลดลง 15.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากบริษัทมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น
บริษัท สยามแม็คโคร (MAKRO) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2557 มีกำไรสุทธิ 1.27 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,009 ล้านบาทในงวดเดียวกันปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 25.8% และ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) สรุปผลการดำเนินงานของบริษัทและรวมของบริษัทย่อย ไตรมาสที่ 1/2557 มีกำไร 1,256 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 1.52 บาท/หุ้น จากที่มีกำไรสุทธิ 1,396 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปี 2556 หรือกำไรสุทธิต่อหุ้น 1.69 บาท
นางสาวรำภา คำหอมรื่น รองประธานฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ กล่าวว่า สาเหตุที่กำไรสุทธิลดลง 141 ล้านบาท หรือลดลงในอัตรา 10.1% เปรียบเทียบกับไตรมาส 1/2556 เป็นผลมาจากความท้าทายทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเมืองในไตรมาสแรกทำให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายลง และจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการขยายสาขาอย่างก้าวกระโดดเริ่มตั้งแต่ไตรมาส 1/2556
อย่างไรก็ตาม ยอดขายยังเติบโตเป็นที่น่าพอใจภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทายโดยเติบโตในอัตรา 2.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน การเติบโตดังกล่าวเป็นผลจากการเติบโตของยอดขายจากสาขาที่เปิดใหม่ในไตรมาส 1/2557 และสาขาที่เปิดใหม่ในปี 2556
ขณะที่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจให้เช่าพื้นที่โดยเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการเปิดสาขาใหม่ในไตรมาส 1/2557 และในปี 2556 ก่อให้เกิดรายได้ค่าเช่าและค่าบริการเติบโตในอัตรา 7.8% นอกจากนี้อัตราการให้เช่าพื้นที่ยังคงอยู่ในระดับที่สูง
นายวัชรุตม์ วัชรวงศ์สิทธิ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี กล่าวว่า กำไรกลุ่มค้าปลีกไตรมาส 1/2557 จะต่ำสุดของปี ส่วนอีก 3 ไตรมาสจากนี้ กำไรสุทธิของทั้งกลุ่มจะปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากแรงกดดันทางการเมืองเริ่มลดลง เพราะการชุมนุมของผู้ต่อต้านรัฐบาลไม่ได้ปิดเส้นทางการเดินทางเหมือนในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ จากการสอบถามผู้ประกอบการค้าปลีก ส่วนมากยังมีมุมมองด้านผลประกอบการที่ดีอยู่ สาเหตุหลักมาจากความคาดหวังเรื่องยอดขายสาขาเดิมที่น่าจะเติบโตขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการค้าปลีกก็ยังเดินแผนการขยายสาขาแบบเชิงรุกแทบทุกราย เช่นบริษัท โฮมโปร มีแผนเพิ่มสาขาอีก 11 สาขา บริษัท ซีพี ออลล์ มีแผนเพิ่มสาขาอีก 146 สาขา และบริษัท โรบินสัน มีแผนเพิ่มสาขาอีก 5 สาขาเป็นอย่างต่ำ
เขากล่าวว่า ในด้านกำลังซื้อยังเชื่อว่าจะยังเติบโตได้ต่อเนื่อง แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจจะมีสัญญาณชะลอตัว เนื่องจากสินค้าของกลุ่มค้าปลีกส่วนมากเป็นสินค้าเพื่อการบริโภค เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน กำลังซื้อในต่างจังหวัด โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวก็ยังขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2557 ของกลุ่มค้าปลีกเฉพาะบริษัทที่ฝ่ายวิจัยติดตามข้อมูล อยู่ 34,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากปี 2556 ที่มีกำไรสุทธิรวม 29,000 ล้านบาท
นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจขายสินค้าเพื่อการบริโภคในปีนี้จะโตน้อยกว่าปีที่แล้ว โดยประเมินว่าครึ่งแรกของปีนี้จะโตเพียงแค่ 4.5% และครึ่งปีหลังยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัว ทั้งนี้ ผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้ออย่างเช่นบริษัท ซีพี ออลล์ น่าจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากสินค้าประเภทอาหารส่วนใหญ่ของซีพี ออลล์ ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนไปแล้ว คิดเป็นสัดส่วน 72.5% ของยอดขายรวม
ขณะที่ผู้ประกอบการไฮเปอร์มาร์เก็ต (hypermarket) อย่างเช่น บิ๊กซี น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการบริโภคที่ชะลอตัวลง ทั้งนี้ จากการบริโภคที่ไม่มีสัญญาณฟื้นตัว ในขณะที่มีความเสี่ยงมากขึ้นที่ผลประกอบการอาจจะต่ำกว่าที่คาดไว้ จึงยังคงให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่ระดับต่ำกว่าตลาด








