วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบงก์แห่ลดเป้าสินเชื่อ

แบงก์ปรับลดเป้าสินเชื่อรับการเมืองและเศรษฐกิจชะลอ แบงก์กรุงเทพมองปีนี้ทั้งปีสินเชื่อโตแค่ 3-5% จากเป้าเดิม 5-6%

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า การขยายสินเชื่อในไตรมาสแรกมาจนถึงช่วงไตรมาสนี้ยังอยู่ในระดับทรงตัวต่อเนื่อง โดยธนาคารมองว่าการขยายสินเชื่อทั้งปีนี้จะเติบโตได้ประมาณ 3-5% บนสมมติฐานว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตอยู่ที่ระดับ 2%โดยยืนยันว่าไม่ได้ปรับเป้าหมายสินเชื่อลง

แม้ว่าก่อนหน้านี้นายชาติศิริเคยระบุว่าการขยายสินเชื่อในปีนี้จะอยู่ที่ 5-6% เนื่องจากเป้าหมายของธนาคารจะอยู่ที่ระดับ 5% บวกลบ ขณะเดียวกันยอมรับว่าความสามารถในการทำกำไรในปีนี้มีโอกาสที่จะปรับลดลงได้ตามภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม ส่วนการตั้งสำรองหนี้เสียจะยังคงตั้งสำรองตามปกติ

สำหรับคุณภาพสินเชื่อยังอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล แม้จะมีปริมาณของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้นก็ตาม ซึ่งธนาคารจะควบคุมสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมให้อยู่ในระดับ 2%

อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งหลังของปีธนาคารจะมุ่งเน้นการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อติดตามสถานการณ์ ควบคู่ไปกับสนับสนุนการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งการใช้จ่ายในประเทศยังพอมีอยู่บ้าง แม้จะชะลอตัวลง โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ยังมีโอกาส ขณะเดียวกันลูกค้าจะต้องมองหาโอกาสใหม่เพิ่มเติม

“เรายังเชื่อว่าเศรษฐกิจน่าจะกลับมาได้ความต้องการในช่วงครึ่งปีหลังยังมาจากภาคการผลิต อุปโภคบริโภคและการส่งออก ที่ผ่านมาการขยายสินเชื่อก็ยังเติบโตได้จากทั้งภายในและต่างประเทศพอ ๆ กัน ขณะที่ความเสี่ยงในช่วงครึ่งหลังของปียังขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ”

นายชาติศิริยังกล่าวว่า ธนาคารไม่มีแผนที่จะออกหุ้นกู้สกุลต่างประเทศเพิ่มเติมแม้ว่าในเร็ว ๆ นี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ตาม เนื่องจากในปีที่ผ่านมาธนาคารได้ออกหุ้นกู้เพื่อเตรียมไว้สำหรับความต้องการของลูกค้าแล้ว

นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ การขยายสินเชื่อในไตรมาสแรกของธนาคารเติบโตที่ระดับ 1-2% ทำให้ธนาคารได้ปรับลดเป้าหมายสินเชื่อปีนี้ลงเหลือ 10-15% จากเดิมตั้งไว้ที่ระดับ 15-20% แต่ธนาคารยังเชื่อว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าว เนื่องจากในช่วงที่เหลือของปียังมีดีลสินเชื่อรายใหญ่อยู่อีก 3-4 ราย วงเงินหลักหมื่นล้านบาท

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า การขยายสินเชื่อในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้คาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาสแรกของปี เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงความไม่แน่นอนอยู่

คาดว่าตลอดทั้งปีสินเชื่อของธนาคารจะเติบโตได้ในระดับ 6-8% จากเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัวในระดับ 2-3% ซึ่งเป็นการชะลอตัวของภาคการลงทุนและการบริโภคที่ถูกกระทบจากปัจจัยการเมือง ขณะที่การส่งออกยังขยายตัวได้ดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตามมองว่าการขยายสินเชื่อในจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในปี 2558 หากการเมืองสงบ ส่งผลให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตามในส่วนของภาคการเงินไทยยังไม่น่ากังวลเนื่องจากสถาบันการเงินไทยมีความแข็งแกร่งการตั้งสำรองในระดับสูง หรือมีสำรองหนี้สูงกว่า 160%

นายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อปีนี้ว่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่า 8% จากก่อนหน้านี้ที่ได้ปรับลดประมาณการลงมาจาก 9-11% โดยจะติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ขณะที่สินเชื่อในไตรมาสแรกที่เพิ่มขึ้นมา 0.7% มาจากความต้องการของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และพลังงาน และธุรกิจในต่างประเทศ รวมถึงธุรกิจในประเทศจีนที่ขยายตัวดี รวมถึงลูกค้ารายใหญ่ที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ

สำหรับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิในปีนี้จะรักษาไว้ที่ระดับ 3.6% ซึ่งการแข่งขันเงินฝากในขณะนี้ที่ปรับลดลงทำให้ต้นทุนทางการเงินปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ธนาคารหวังว่าภาคการเมืองจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในระยะเวลาอันสั้นเพื่อให้ความเชื่อมั่นและการลงทุนกลับมา

นายญนน์ โภคทรัพย์ รองผู้จัดการใหญ่กลุ่มลูกค้าบุคคลและกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การเติบโตของสินเชื่อรายย่อยของธนาคารได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี ทำให้สินเชื่อไม่เติบโต แต่จะเห็นได้ว่าในเดือนมีนาคมสินเชื่อบ้านเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น โดยมีการโอนโครงการมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มปรับตัว กับสภาวการณ์ที่ปรับตัวดีขึ้น

ขณะที่คุณภาพสินเชื่อเริ่มปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับ 2% ของพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่ 8 แสนล้านบาทที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่คุณภาพลูกหนี้ลดลงจากลูกค้าที่มีรายได้ลดลง ซึ่งธนาคารได้เพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นในการพิจารณาคุณสมบัติ