หุ้นดิ่ง 17 จุด หรือกว่า 1% ด้านผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ เชื่อมั่นหากการเมือง-เศรษฐกิจคลี่คลาย หุ้นไทยพร้อมดีดกลับ
ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวานนี้ (6 พ.ค.) ดัชนีผันผวนแรงช่วงบ่ายของวัน จากความกังวลกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยพิจารณาสถานภาพนายกรัฐมนตรีในวันที่ 7 พ.ค.นี้ ประกอบกับมีเหตุการณ์ลอบวางระเบิดใจกลางเมืองหาดใหญ่ โดยระหว่างวันดัชนีปรับต่ำสุดที่ระดับ 1,403.95 จุด ปรับสูงสุดที่ระดับ 1,426.52 จุด และปิดตลาดที่ระดับ 1,404.01 จุด ลดลง 17.47 จุด หรือ 1.23% มูลค่าการซื้อขายกว่า 2.69 หมื่นล้านบาท
นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ความกังวลปัญหาการเมืองในประเทศ มีผลทางด้านจิตวิทยาในการลงทุนระยะสั้น เพราะนักลงทุนได้เริ่มมองปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ และการลงทุนมากกว่าสถานการณ์ทางการเมือง เห็นได้จากดัชนีที่กลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนที่จะมีปัญหาทางการเมือง และในช่วงที่มีปัญหาดัชนีก็สามารถยืนอยู่เหนือ 1,300 จุดได้
"การลงทุนเป็นเรื่องของพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ส่วนประเด็นการเมือง เป็นแค่ผลกระทบทางจิตวิทยาระยะสั้น ในที่สุดนักลงทุน ต้องกลับมามองปัจจัยพื้นฐาน สิ่งที่กังวลคือ งบลงทุนของภาครัฐ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กว่าจะมีงบลงทุนในส่วนนี้ได้น่าจะเป็นช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้"
นายภากร ปิตธวัชชัย รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ดัชนีที่ปรับตัวลดลงถือว่าไม่แรง เมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขายโดยภาพรวม ซึ่งตลาดหุ้นช่วงนี้ยังอยู่ในภาวะอ่อนไหว ทั้งจากปัจจัยการเมือง เศรษฐกิจในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งมีน้ำหนักต่อตลาดเท่ากัน แต่หากสถานการณ์ในประเทศดีขึ้น ดัชนีหุ้นจะฟื้นตัวเร็วกว่าตลาดอื่นๆ โดยช่วงต้นปีจนถึงปัจจุบัน ดัชนีหุ้นปรับขึ้นมาแล้ว 7-8% จากสิ้นปีก่อนหน้า
ส่วนนายชนิตร ชาญณรงค์ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ให้ข้อมูลว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นจากจุดต่ำสุด 16% แล้ว ซึ่งจุดต่ำสุดอยู่ในเดือนม.ค.ที่ระดับ 1,224 จุด ที่ผ่านมาต้องเข้าใจว่าทุกคนเป็นห่วง เมื่อสอบถามตัวบริษัทจดทะเบียนและกองทุนต่างๆ พบว่า นักลงทุนมีแนวโน้มสนใจลงทุนอยู่ แม้กังวลปัญหาการเมืองกับภาวะเศรษฐกิจขณะนี้
นอกจากนี้ตั้งแต่มีการตั้งคณะกรรมการบีโอไอ พบว่า แต่ละบริษัทยังมีการลงทุนต่อเนื่อง เงินลงทุนก็เริ่มไหลกลับเข้ามาแล้ว หลังจากช่วง 1-2 เดือนแรกปีนี้มีการปรับลดลงไป แต่ในเดือนที่ 3 และเดือนที่ 4 ของปีนี้ เห็นแนวโน้มกลับมาดีขึ้น ทำให้เป็นจังหวะดีที่จัดสัมมนาครั้งนี้
จีนนิยมลงทุนไทยมากสุด
นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า จากข้อมูลการลงทุนโดยตรงจากจีนมาไทย ล่าสุดพบผู้ประกอบการจีน ชอบเข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด หรือเป็นที่หนึ่งเมื่อเทียบประเทศอื่นในอาเซียน
ปีที่แล้วเม็ดเงินลงทุนของจีนในอาเซียน ไทยได้รับการจัดสรร 30% ของทั้งหมด ซึ่งมากกว่าส่วนแบ่งรายได้ของไทยที่ทำได้ 20% ซึ่งมากเป็นที่สองของอาเซียน และในปี 2555 เธอบอกว่ามีเกือบครึ่งหนึ่งของเอฟดีไอจากจีน ที่ไหลเข้าตลาดอาเซียนก็ไหลเข้าไทย
"ไทยเป็นตลาดที่จีนให้ความสนใจ หากดูรายชื่อบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมบีโอไอ พบว่า บริษัทจีนเข้ามาทุกสาขาภาคบริการ ทั้งพลังงาน อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตขนาดเล็ก เช่น เครื่องครัวถ้วยชามปั้น ที่น่าสนใจไทยได้เอฟดีไอจากจีนมาก"
หากมองภาพใหญ่ช่วงปี 2549-2553 ไทยกลับยังไม่ได้รับเม็ดเงินลงทุนเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับตลาดอาเซียนอื่น ซึ่งส่วนแบ่งเอฟดีไอทั่วโลก ที่ไหลเข้าไทยต่ำกว่าที่ควรจะได้ เมื่อพิจารณาจากไทยเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของอาเซียน มีรายได้คิดเป็น 20% ของทั้งอาเซียน แต่ไทยได้เอฟดีไอทั่วโลกแค่ 13.8% ซึ่งเพิ่มไม่มากจากปี 2555 ที่ระดับกว่า 8% และระยะ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2543 ได้เฉลี่ยเพียง 1.5%
"เอฟดีไอจากทั่วโลกส่วนใหญ่ตอนนี้ที่เข้ามาในอาเซียน เกือบครึ่งหนึ่งหรือ 47% ไหลเข้าสิงคโปร์ ส่วนไทยได้เงินลงทุนแค่ 13.8% เพราะติดปัญหาภาคบริการยังไม่เปิดเสรีเท่าที่ควร"
จี้เปิดเสรีภาคบริการดึงทุนนอก
ปัญหาและจุดอ่อนของไทย อยู่ที่ไม่ค่อยต้อนรับการลงทุนในภาคบริการ ซึ่งจะช่วยให้ไทยเติบโตได้ในอนาคต เงินลงทุนเอฟดีไอในอาเซียน 70-80% ไหลเข้าไปภาคบริการหมด ไม่ใช่เข้ามาในภาคการผลิต ซึ่งไทยต้องมองหาโอกาสกับเครื่องจักรใหม่ ช่วยการเจริญเติบโตของประเทศ ต้องดูภาคบริการ เปิดให้ต่างชาติเข้ามามากขึ้น เช่น ภาคเกษตร ไม่ได้รับเม็ดเงินเอฟดีไอเลย
นอกจากนี้ไทยไม่ได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันเออีซี ที่มีเป้าหมายปี 2558 ให้ต่างชาติเขามาลงทุนในภาคบริการได้ 70% โดยไทยยังไม่ได้เปิดหลายสาขา แต่จะเปิดเฉพาะส่วนของบริการรักษาพยาบาลแต่ธุรกิจอื่นๆ ที่ควรจะเปิดยังไม่ได้เปิด โดยเฉพาะโทรคมนาคมหรือสื่อสาร การขนส่งและพลังงาน ที่ไทยยังปิดอยู่
เงินนอกไหลเข้าหุ้นไทยไม่มาก
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า เม็ดเงินต่างชาติช่วงนี้ เป็นการไหลกลับมาตามน้ำพร้อมกับเงินทุนที่ไหลเข้ามาในเอเชีย โดยไทยเป็นหนึ่งในอานิสงส์ที่ได้ ดูจากขนาดเม็ดเงินต่างชาติที่เข้ามาซื้อไม่ได้มากนัก ถ้าเรื่องในไทยจบภาพออกมาสวยดีขึ้น จะได้เห็นทุนไหลเข้าแรง จะเห็นสัญญาณแรงซึ่งตอนนี้ยังไม่เกิดขึ้น
"เรายังมีการบ้านที่ต้องทำอีกมาก จึงเป็นสาเหตุที่เราต้องการให้คนรู้ภาพที่ชัดเจน ทั้งปัญหาและการแก้ไข ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำ ดังนั้นเม็ดเงินที่เข้ามาตอนนี้เป็นนำจิ้ม แต่ของจริงเราต้องดูกันอีกที ซึ่งเราอยากให้มีของจริงกลับมา"






