เปิดโฉม บอร์ดใหม่ แบงก์ชาติ สะท้อนการเมืองรุกคืบ ส่งคนใกล้ชิดนั่งกรรมการพรึบ คนในหวั่นอนาคตถูกแก้กฎหมายโดนยึดอิสรภาพ
เปิดโฉม “บอร์ดใหม่” แบงก์ชาติ สะท้อนการเมืองรุกคืบ ส่งคนใกล้ชิดนั่งกรรมการพรึบ คนในหวั่นอนาคตถูกแก้กฎหมายโดนยึดอิสรภาพ กดดันการทำนโยบายการเงิน จับตาการแทรกแซงใกล้เสร็จสมบูรณ์ หากภาครัฐส่งคนนั่งบอร์ด กนง. สำเร็จปลายปีนี้
การประชุมคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ “บอร์ดแบงก์ชาติ” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นการประชุมครั้งแรกของ “กรรมการ” ใหม่ทั้ง 3 ท่าน แม้การประชุมนัดดังกล่าว จะไม่มี “วาระพิเศษ” ชวนให้คนแบงก์ชาติต้องตื่นเต้นใดๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า “อนาคต” จะไม่มีเรื่องที่ทำให้ต้องปวดหัวตามมา โดยเวลานี้สิ่งที่ “คนแบงก์ชาติ” เป็นห่วงนัก เป็นห่วงหนา คือ การแก้ไขกฎหมาย พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ พ.ร.บ.ธปท. ด้วยเกรงว่าจะถูก “ยึด” อิสรภาพไป
สำหรับกรรมการใหม่ทั้ง 3 ท่านของ บอร์ดแบงก์ชาติ ประกอบด้วย “พิชัย ชุณหวชิร” อดีตกรรมการและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) ในอดีตเขายังเคยเป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดย “พิชัย” ถือเป็น “นักบัญชี” มือการเงินที่คนในรัฐบาลไว้วางใจ
ส่วนกรรมการอีก 2 ท่าน ได้แก่ “อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) แม้เขาจะเป็นหนึ่งในข้าราชการที่ถูกรัฐบาลสังเวย ด้วยการสั่งโยกจากตำแหน่ง “ปลัดกระทรวงการคลัง” ไปนั่งเป็น เลขาธิการก.พ.ร. แต่อดีตก็เคยทำงานร่วมกับรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างใกล้ชิด จึงยังมีคำถามสำหรับบทบาทการเป็น “กรรมการ” ในแบงก์ชาติอยู่พอสมควร
สุดท้าย คือ “อนุสรณ์ ธรรมใจ” ปัจจุบันเป็น รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต โดย “อนุสรณ์” เรียกตัวเองว่าเป็น "นักเศรษฐศาสตร์สื่อสารมวลชน" เพราะนอกจากจะเป็น “นักเศรษฐศาสตร์” แล้วปัจจุบัน เขายังเป็นนักจัดรายการวิทยุในหลายคลื่น โดยมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ของเขา ค่อนข้างโน้มเอียงไปทิศทางเดียวกับรัฐบาล
ทั้งหมดนี้ทำให้ ภาพของกรรมการใหม่ทั้ง 3 ท่าน ดูค่อนข้างใกล้ชิดกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน จึงทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า เป็นคนที่ภาครัฐส่งเข้ามา เพื่อหวังแทรกแซงการทำงานของแบงก์ชาติใช่หรือไม่ ยิ่งถ้ามองวิเคราะห์ถึง บอร์ดชุดปัจจุบัน ยิ่งเห็นว่ากรรมการ “คนนอก” เกือบทั้งหมด เป็นผู้ใกล้ชิดกับรัฐบาลแทบทั้งสิ้น
สำหรับ กรรมการ คนเก่าที่เป็น “คนนอก” ประกอบด้วย “อำพน กิตติอำพน” ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึง ประธานกรรมการแบงก์ชาติ นอกจากนี้มี “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) “อัชพร จารุจินดา” เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา “คณิศ แสงสุพรรณ” ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจการคลัง และ “สมชัย สัจจพงษ์” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
รายชื่อบอร์ดแบงก์ชาติชุดใหม่นี้ เรียกว่าทำเอาหลายคนในแบงก์ชาติเข้าสู่ภาวะ “ไร้อารมณ์” เพราะเริ่มทำใจแล้วว่า “การแทรกแซง” จากฟาก “รัฐบาล” ใกล้เสร็จสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะปลายปีนี้ที่ “ผู้บริหาร” แบงก์ชาติ เตรียมเกษียณอายุจำนวนมาก ที่สำคัญกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิโดยเฉพาะใน “บอร์ด” คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ “กนง.” จะครบวาระแบบยกชุด
สำหรับผู้บริหารแบงก์ชาติที่เตรียมเกษียณอายุในปีนี้ ประกอบด้วย “เกริก วณิกกุล” รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน “สาลินี วังตาล” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน “ชาญชัย บุญฤทธิ์ไชยศรี” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายงานบริหาร “อมรา ศรีพยัคฆ์” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายวางแผนและงบประมาณ และ ”ปริยวัจน์ ไชยนุวัติ” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายออกบัตรธนาคาร
โดยการคัดเลือกบุคคลที่จะขึ้นมารับตำแหน่ง “รองผู้ว่าการแบงก์ชาติ” หรือแม้แต่ “ผู้ช่วยผู้ว่าการแบงก์ชาติ” แม้จะคัดเลือกโดยคณะผู้บริหารของทางแบงก์ชาติเอง แต่สุดท้ายก็ต้องผ่านการ “อนุมัติ” จากบอร์ดแบงก์ชาติอยู่ดี
เช่นเดียวกับการคัดเลือก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในบอร์ดกนง. ซึ่งเป็นประเด็นที่คนในแบงก์ชาติหวั่นเกรงกันมาก เพราะมีผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินโดยตรง ซึ่งการเสนอชื่อบุคคลที่จะเข้ามารับตำแหน่ง กรรมการใน กนง. แม้จะถูกเสนอโดยผู้ว่าการแบงก์ชาติ แต่สุดท้ายคนที่ “ทุบโต๊ะ” ว่าเอาหรือไม่เอา ก็คือ บอร์ดแบงก์ชาติ ..ทำให้เวลานี้ทุกสายตาเริ่มมองยาวถึงช่วงปลายปีว่า สถานการณ์จะนำพาไปในทิศทางใด
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเด็นที่คนในแบงก์ชาติเฝ้าติดตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปลงทุนในวิธีการอื่นที่นอกเหนือจากวิธีการปัจจุบัน รวมไปถึงการพิจารณาแผนงานและงบประมาณของแบงก์ชาติในอนาคต ที่สำคัญ คือ การประเมินความเห็นที่มีต่อ “ผลงาน” ของผู้ว่าการแบงก์ชาติ เพราะตาม พ.ร.บ.ธปท. ปี 2551 ยังให้อำนาจบอร์ดธปท.ในการ “ปลด” ผู้ว่าการแบงก์ชาติได้ หากเห็นว่าทำหน้าที่บกพร่องหรือหย่อนความสามารถ
สำหรับผลงานของ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” หากเป็นมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์จากทั้งในและต่างประเทศแล้ว เรียกว่า “ยกนิ้ว” ให้ผู้ว่าการแบงก์ชาติคนนี้มาโดยตลอด
แม้แต่ความเห็นของ “มูดี้ส์ อินเวสเตอร์เซอร์วิส” สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ที่ช่วงหลังๆ ออกมาเตือนอยู่ตลอดว่า ประเทศไทยอาจถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงได้ หากสถานการณ์ทางการเมืองยังเป็นเช่นปัจจุบัน แต่ในเวลาเดียวกันเขากลับชมเชยว่า ประเทศไทยมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ดี อันเกิดจากการดำเนินนโยบายประเงินที่มีประสิทธิภาพ ...เพียงแต่รัฐบาลจะเห็นพ้องต้องกันหรือไม่นั้นถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง!






