ไม่เกิน 5 ปี ไอร่า แคปปิตอล ต้องขึ้นแท่น 1 ใน 5 ธุรกิจ Non-bank จุฬางกูร-จึงรุ่งเรืองกิจ-วิไลลักษณ์-งามเศรษฐมาศ4 หุ้นใหญ่ขอยึดยุทธศาสตร์
เมื่อ 4 ตระกูลดัง “จุฬางกูร-จึงรุ่งเรืองกิจ-วิไลลักษณ์-งามเศรษฐมาศ” ควักเงินร่วมลงขันถือหุ้นใหญ่ IPO น้องใหม่ บมจ.ไอร่า แคปปิตอล หรือ AIRA ผู้ประกอบธุรกิจถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) และดำเนินธุรกิจด้านการลงทุน ในนาม “เจ อาร์ เค โฮลดิ้งส์” ความธรรมดาย่อมไม่ใช่วิถีทางของ “เซียนหุ้นคนดังเหล่านี้”
“ใหญ่ในที่เล็ก” คือ ยุทธศาสตร์การทำธุรกิจของสี่ตระกูลดัง
แม้ “ไอร่า แคปปิตอล” จะมีทุนจดทะเบียนมากถึง 3,116.73 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.25 บาท แต่หุ้นใหญ่กลับเลือกที่ผลักดันบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) แทนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) นั่นเป็นเพราะต้องการเห็นบริษัทเป็น Holding Company ที่ลงทุนในธุรกิจการเงินแห่งแรกในตลาดหลักทรัพย์ mai
ก่อนจะเดินหน้าแต่งตัว ด้วยการ “เทคโอเวอร์” ธุรกิจการเงิน ธุรกิจเช่าซื้อ ธุรกิจประกัน และธุรกิจอื่นๆ เป็นต้น เพื่อให้บริษัทมีสินทรัพย์ 20,000 ล้านบาท เทียบกับปี 2556 ที่มีสินทรัพย์เพียง 5,301 ล้านบาท เมื่อบรรลุตามเป้าหมาย หุ้นใหญ่พร้อมปฎิบัติการย้ายตัวเองเข้าซื้อขายใน SET ทันที
หลัง AIRA ขายหุ้น IPO ให้ประชาชนทั่วไป 634 ล้านหุ้น และขายให้ผู้ถือหุ้นเดิม 125 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.25 บาท “กลุ่มจุฬางกูร” ซึ่งยกกันมาทั้งครอบครัว “สรรเสริญ (บิดา) ทหัยรัตน์ (มารดา) อภิชาต (พี่ชายคนโต) ทวีฉัตร ,กรกฤช, วุฒิภูมิ,ณัฐพล และอัครพล จะมีสัดส่วนการถือหุ้น AIRA 36.20 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กลุ่ม “นลินี งามเศรษฐมาศ” จะเหลือ 10.19 เปอร์เซ็นต์ “กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจ” 7.65 เปอร์เซ็นต์ และ “กลุ่มวิไลลักษณ์” 6.7 เปอร์เซ็นต์
ก่อน “ทวีฉัตร จุฬางกูร” ทายาทคนรองกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทกรุ๊ป จะเข้ามาถือหุ้นใหญ่ AIRA เขาเคยยึดบล.ไอร่า หนึ่งในบริษัทในเครือของ “ไอร่า แคปปิตอล” เป็นฐานบัญชาการซื้อขายหุ้น ครั้งหนึ่งเขาเคยยอมรับว่า พอร์ตมูลค่า 1,500 ล้านบาท ฝังตัวอยู่ในบล.ไอร่า มากที่สุด เมื่อเทียบกับ 5 โบรกเกอร์ที่มีอยู่
“หลังบริษัทเข้าตลาดหุ้น mai กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่จะไม่ขายหุ้น AIRA ออกมาอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมาบริษัทแห่งนี้สร้างผลตอบแทนที่ดีมาตลอด ที่ผ่านมาจ่ายเงินปันผลเฉลี่ย 4-5 เปอร์เซ็นต์ทุกปี” “นะ-นลินี งามเศรษฐมาศ” ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไอร่า แคปปิตอล ประกาศคำมั่นสัญญา
“ทุกครั้งที่บริษัทเพิ่มทุน หุ้นใหญ่กลุ่มนี้ เขาพร้อมใส่เงินลงทุนทุกครั้ง”
เธอ เล่าถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อ “จุฬางกูร-จึงรุ่งเรืองกิจ-วิไลลักษณ์” ให้ฟังว่า เราเป็นเพื่อนสนิทกันมานานกว่า 10 ปี วันหนึ่งเขาถามเราในฐานะนักการเงินว่า มีเงินเหลือจะนำไปทำอะไรดี (หัวเราะ) ตอนนั้นเราบอกไปว่า ทำไมไม่คิดเปลี่ยนเงินที่มีเป็น Core Business ละ รับรองผลตอบแทนดีกว่าฝากแบงก์แน่นอน
ทำงานกับสามหุ้นใหญ่แล้วรู้สึก “สบายใจ” แต่ในสายตาของนักลงทุนอาจมีความกังวลมากกว่า นั่นเป็นเพราะทุกคนมองว่า กลุ่มดังกล่าว “ไม่น่าไว้วางใจ” เราอยากให้เปลี่ยนมุมมองใหม่ เพราะเขาเหล่านี้เข้ามาลงทุน เพียงเพราะต้องการนำเงินที่เหลือมากระจายความเสี่ยงในธุรกิจแทนการนำมาเล่นหุ้นอย่างเดียว
หุ้นใหญ่ AIRA ทุกคนล้วนมีธุรกิจหลักมูลค่า “มหาศาล” เป็นของตัวเอง “กลุ่มจุฬางกูร” เขามี "ซัมมิท คอร์ปอเรชั่น" ธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่ “กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจ” มีธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์เช่นกัน ส่วน “กลุ่มวิไลลักษณ์” ทำธุรกิจเกี่ยวกับเทเลคอม
ฉะนั้นเขาคงไม่มานั่งทำมาหากินกับราคาหุ้นในกระดานหรอก แต่เมื่อเขาเป็นนักลงทุนที่มีฐานทุนสูงมาก เวลาขยับตัวหลายคนมักรู้สึกว่ามันเยอะ ซึ่งสำหรับเขาเงินจำนวนนั้นมันน้อยมาก เพราะว่าตลาดหุ้นไทยไซด์เล็ก
“เรารู้จักเขามานาน คุยกันตั้งแต่แรกๆแล้วว่า AIRA อยากได้นักลงทุนที่มีธุรกิจหลักอยู่แล้ว และมีเงินเหลือ เพื่อนำมาลงทุนในธุรกิจอื่นๆ เราร่วมกันสร้างบริษัทแห่งนี้มากว่า 8 ปีแล้ว”
“นายหญิง” เล่าต่อว่า ที่ผ่านมาบริษัทเติบโตจากการ “เทคโอเวอร์” มาตลอด ฉะนั้นเงินที่ได้จากการขายไอพีโอครั้งนี้ หลักๆบริษัทจะนำไปใช้ในการขยายการลงทุนไปในธุรกิจการเงิน ธุรกิจเช่าซื้อ ธุรกิจสินเชื่อเพื่อการบริโภค ธุรกิจประกัน และธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจอาหาร เป็นต้น ล่าสุดมีเจ้าสาวเดินมาให้เลือกมากมาย (ยิ้ม) นอกจากนั้นบริษัทยังจะนำเงินไปชำระคืนตั๋วแลกเงินให้กับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประมาณ 100 ล้านบาท
ปัจจุบันบริษัทลงทุนใน 4 บริษัท แบ่งเป็นการลงทุนทางตรง 3 บริษัท คือ บล.ไอร่า หรือ AS ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ บมจ.ไอร่า แฟคตอริ่ง หรือ AF ผู้ประกอบการธุรกิจแฟกตอริ่งภายในประเทศ และบริษัท ไอร่า อินเตอร์เนชั่นแนล แอดไวเซอรี่ (สิงคโปร์) หรือ AI ประกอบธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงิน นอกจากนั้นยังลงทุนทางอ้อม 1 บริษัท ผ่านบล.ไอร่า คือ บริษัท ไอร่า แอดไวเซอรี่ จำกัด หรือ AD ประกอบธุรกิจให้บริการที่ปรึกษาทางธุรกิจแบบครบวงจร
เธอ บอกว่า ไม่อยากให้ธุรกิจของ “ไอร่า แคปปิตอล” “โดดเด่น” เพียงตัวใดตัวหนึ่ง แต่อยากให้มีการ “มิกซ์เจอร์” (Mixtures) ในอัตราที่พอสมควร หากในอนาคตบริษัทมีการซื้อกิจการเพิ่มเติมอีก 2-3 แห่ง เราก็หวังว่า แต่ละบริษัทจะสร้างผลกำไรคืนกลับมาให้เราประมาณ 20-30 เปอร์เซ็านต์ เพียงเท่านี้ก็ “แฮปปี้” แล้ว ภายในปีนี้อาจเห็นเราซื้อ 1 บริษัท ปี 2558 อีก 2 บริษัท
สำหรับแผนธุรกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2557-2561) บริษัทจะพยายามผลักดันตัวเองให้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน หรือ Non-bank ติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศ ในแง่ของการสร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นที่ดีที่สุด เราลองมองไปในหลายๆ ประเทศพบว่า รายใหญ่ด้านการเงิน ไม่จำเป็นต้องเป็นศูนย์กลางทางการเงินเสมอไป แต่บางประเทศผู้ทำธุรกิจ Non-bank ก็สามารถเป็นได้
ในอนาคตเรามองว่า “ธุรกิจเช่าซื้อ-ธุรกิจสินเชื่อเพื่อการบริโภค-ธุรกิจประกันภัย” จะสามารถพัฒนาให้มีความเชื่อมโยงกันได้ บริษัทเชื่อว่าโครงสร้างทั้งหมดที่กำลังวางรากฐานจะเข้าได้ในทุกยุคสมัย และทุกสถานการณ์
“สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด คือ อัตรากำไร ผลตอบแทน ไม่ใช่รายได้”
“หุ้นใหญ่” ทำนายว่า สิ้นปี 2557 ผลประกอบการของบริษัทอาจโต 20-30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2556 ที่มีรายได้ 789 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 107 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ผลประกอบการอาจไม่ขยายตัวมากนัก หลังสถานการณ์ต่างๆไม่เอื้ออำนวย แต่เชื่อว่า ทุกอย่างจะดีขึ้นในช่วง 6 เดือนหลัง
“ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ภายใต้จรรยาบรรณ คือ หน้าที่หลักของผู้บริหาร พวกเราทุกคนเป็นผู้บริหารมืออาชีพ มีอายุงานและมีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ฉะนั้นทุกคนพร้อมที่จะนำพาบริษัทมุ่งหน้าไปสู่จุดหมาย หนึ่งในนั้น คือ การจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ “นลินี พูดทิ้งท้าย
“นลินี งามเศรษฐมาศ” จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และปริญญาโท คณะบริหารการเงิน สถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์ (นิด้า)
เริ่มต้นชีวิตการทำงาน ด้วยการฝึกงานในบมจ.การบินไทย หรือ THAI ก่อนย้ายตัวเองเข้าสู่สายแบงก์ ไล่มาตั้งแต่แบงก์เอเชีย มหานคร และเครดิต อะกริโก จากนั้นย้ายไปทำตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ. ซีมิโก้ฯ 5 ปี ก่อนจะเข้าไปร่วมงานกับบงล.เจ้าพระยาฯ
จากนั้นไม่นานเมืองไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 รัฐบาลสั่งปิดกิจการ เธอจึงตัดสินใจไปอาศัยอยู่ต่างประเทศระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับมาทำงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและการเงิน ณ บริษัท ปตท. มาร์ท จำกัด และออกไปร่วมงานในเครือธรรมนิติ นานกว่า 10 ปี






