ไลท์ติ้ง แอนด์อีควิปเมนท์ เดินหน้าเพิ่มสภาพคล่องหุ้น ตามแผนนำบริษัทย้ายจากเอ็มเอไอเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ มั่นใจสามารถย้ายเข้าเทรดสิ้นปีนี้
นายปกรณ์ บริมาสพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลท์ติ้ง แอนด์อีควิปเมนท์ หรือ แอลด์แอนด์อี ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ ไฟฟ้าในอาคาร เปิดเผยว่าแผนที่จะนำบริษัทเข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากเดิมที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอนั้น ทุกอย่างยังคงเดินตามแผนการเดิม ที่จะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯช่วงปลายปีนี้อยู่
โดยที่ผ่านมาบริษัทประสบปัญหาในเรื่องสภาพคล่องของหุ้นที่มีน้อยเกินไป ทำให้บริษัทตัดสินใจเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้นสามัญเป็นหุ้นละ 1.00 บาท จากเดิม 5 บาท รวมถึงการปันผลเป็นหุ้น อัตรา 3 หุ้นเดิม ต่อ1 หุ้นใหม่ และการแจกใบสำคัญแสดงสิทธิ (วอแรนท์) ให้กับนักลงทุนในอัตรา 3 หุ้นเดิม ต่อ 1วอแรนท์ ซึ่งสิ่งดังกล่าวจะช่วยให้สภาพคล่องของหุ้นมีเพิ่มขึ้น และสร้างโอกาสให้นักลงทุนสถาบันเข้ามาลงทุนได้ โดยจากการตอบรับของนักลงทุนก็ให้การตอบรับที่ดี
ทั้งนี้บริษัทยังมั่นใจการเติบโตของบริษัทในปีนี้ จะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ ว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น10-15 % จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 2,450 ล้านบาท หลังจากภาวะการเมืองไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจบริษัทที่ดำเนินอยู่ โดยผลการดำเนินงานไตรมาส1 ยังเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
“ผลกระทบจากภาวะความขัดแย้งทางการเมือง และสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ไม่ได้ส่งผลกระทบกับบริษัท และยอดขายของปีนี้ เมื่อเทียบไตรมาส 1 ปีที่แล้ว พบว่ายังเติบโตดี และเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทำให้มั่นใจว่าการเติบโตของเราจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้”
ส่วนกำไรสุทธินั้น เขามองว่าจะเติบโตแบบในปีที่แล้วค่อนข้างยาก เพราะปีนี้มีต้นทุนทำโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อขยายตลาดคอมเมอร์เชียล แต่ยังยืนยันว่ากำไรของบริษัทยังคงเติบโตได้ โดยปีนี้บริษัทจะหันมาจับตลาดในกลุ่มคอมเมอร์เชี่ยลมากขึ้น เพราะปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดจากสัดส่วนดังกล่าวเพียง 5 % เท่านั้น
โดยบริษัทตั้งเป้าหมายจะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในส่วนนี้ให้ได้ 15 % ใน 3 ปีข้างหน้า ส่วนกลุ่มลูกค้าเชิงธุรกิจนั้น บริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ในเกณฑ์ดีอยู่แล้ว ที่40-50 % ซึ่งจะรักษาระดับดังกล่าวให้คงที่
ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการขายสินค้าให้ลูกค้าธุรกิจ 70 % และลูกค้าทั่วไป 20 % และในอีก 3 ปีข้างหน้าบริษัทตั้งเป้าจะมีสัดส่วนลูกค้าทั่วไปเพิ่มขึ้นเป็น 30-10 % เพราะลูกค้าทั่วไปยังมีช่องว่างของตลาดอยู่อีกมาก เพราะปัจจุบันถือเป็นยุคเปลี่ยนผ่านจากหลอดไฟแบบไส้ ไปสู่หลอดไฟแบบแอลอีดีที่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า ราคาปรับตัวลดลงมาจนจับต้องได้
ทั้งนี้บริษัทได้สร้างโรงงานแห่งใหม่ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตหลอดไฟแอลอีดี รองรับความต้องการแอลอีดีที่เพิ่มขึ้นในอนาคต มูลค่าลงทุน 20-30ล้านบาท จะช่วยเสริมศักยภาพการผลิตหลอดไฟเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.2 ล้านหลอดต่อปี จะเพิ่มเป็น 2.4 ล้านหลอดต่อปี ในปี 2558 ส่วนลูกค้าธุรกิจนั้นปัจจุบันบริษัทมีงานในมือรอรับรู้รายได้อยู่ที่ 800 ล้านบาท จะรับรู้รายได้ช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ของปีนี้ทั้งหมด
สำหรับการขยายตลาดในต่างประเทศ นอกจาก เวียดนาม ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และสิงคโปร์ ที่มีตัวแทนจำหน่ายอยู่แล้วนั้น ปัจจุบันบริษัทยังเข้าไปตั้งบริษัทในพม่าด้วย เพราะเป็นประเทศที่เติบโตมากในอนาคตและความต้องการสูง







