จับชีพจรแรงงานไทย ส.อ.ท. ห่วงอัตราว่างงานปี 2557 พุ่ง 1.2-1.3% สูงสุดในรอบ 2 ปี โดยเฉพาะแรงงานจบใหม่ 4.5 แสนคน เสี่ยงตกงานกว่า 1.5 แสนคน
ปัญหาการเมือง ที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย ทำให้การใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลง กำลังจะลามเป็นปัญหาการจ้างงานในอนาคต โดยเฉพาะแรงงานจบใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่ระบบการจ้างงาน
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศลดลงมาก จนกระทบไปสู่การจ้างงานในปีนี้ ที่คาดว่าจะทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 0.9% เพิ่มเป็น 1.2-1.3% ในสิ้นปีนี้
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการว่างงานในระดับ 1.2-1.3% ยังไม่รุนแรงถึงขั้นที่ผู้ประกอบการจะปลดแรงงาน เพราะประเทศไทยยังอยู่ในภาวะที่หาแรงงานยาก ทำให้ทุกบริษัทต่างยังคงรักษาระดับแรงงานที่มีอยู่ แต่ปัญหาการจ้างงานจะไปกระทบต่อแรงงานจบใหม่ที่คาดว่าจะมีประมาณ 4.5 แสนคน เป็นระดับปริญญาตรีกว่า 3 แสนคน และระดับอาชีวศึกษา กว่า 1 แสนคน โดยคาดว่าแรงงานเหล่านี้จะว่างงานไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนคน
อย่างไรก็ตาม หากตลาดส่งออกมีปัญหา การส่งออกทั้งปีติดลบ ก็อาจจะทำให้สถานการณ์รุนแรงถึงขั้นปลดคนงาน เพราะว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกได้เพียงอย่างเดียว ถ้าเกิดปัญหาขึ้น ก็จะกระทบอย่างรุนแรง ดังนั้นจึงต้องจับตาดูความขัดแย้งกรณียูเครนอย่างใกล้ชิดว่าจะลุกลามไปถึงเศรษฐกิจโลกหรือไม่ แต่ถ้าตลาดโลกยังเติบโตในระดับปัจจุบัน ก็คาดว่าการส่งออกไทยจะโตประมาณ 4% ก็ยังไม่กระทบต่อแรงงาน
ระบุเอสเอ็มอีกระทบหนักที่สุด
"อัตราการว่างงานในปีนี้ยังไม่ถึงขั้นรุนแรง เพราะว่าในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง และแฮมเบอร์เกอร์ มีอัตราการว่างงานสูงกว่านี้มาก โดยอัตราการว่างงาน 1.2-1.3% จะสูงที่สุดในรอบ 2 ปี โดยภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจะอยู่ในกลุ่มเอสเอ็มอีที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศเป็นหลัก รวมทั้งธุรกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหารต่างๆ เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ซึ่งหากปัญหาการเมืองสงบ ตัวเลขการจ้างงานต่างๆจะฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็ว เพราะปัญหาหลักในขณะนี้มีเพียงเรื่องการเมืองอย่างเดียว" นายวัลลภ กล่าว
ด้าน นายนคร ศิลปอาชา อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวในรายการ บิซิเนส ทอล์ค ทางช่อง NOW26 ตอน "แรงงานไทยยุคเออีซี" ว่า หากสำรวจสภาพความพร้อม ของแรงงานไทยแม้ว่าแรงงานไทยจะได้รับความชื่อถือทางด้านทักษะ ฝีมือแต่แรงงานไทยยังต้องแก้จุดด้อยเรื่องไอที ภาษาและวินัยการทำงาน
"ในอาเซียนถือว่าไทยเป็นที่หนึ่งในด้านนี้ แต่แรงงานต้องพัฒนาความพร้อมมากขึ้นให้ได้มาตรฐานสากล เช่น ภาษา และการพัฒนาเรื่องวัฒนธรรมทำงานร่วมกันคนอื่นๆ หรือหากทำงานในระบบอุตสาหกรรมก็จะต้องมีวินัยอุตสาหกรรม เพราะเดิมแรงงานไทยมาจากภาคเกษตรกรรมที่ไม่ระบุเวลาทำงานชัดเจน ในขณะที่การทำงานระบบอุตสาหกรรมต้องวางแผนหยุดงาน ไม่สามารถหยุดยาวได้เพราะภาคการผลิตต้องมีการส่งมอบสินค้าตลอด
แจงขาดแรงงานทั้งปริมาณและคุณภาพ
นายนคร กล่าวด้วยว่า โดยภาพรวมแล้วประเทศไทย ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การขาดแคลนเชิงปริมาณเป็นเหตุทำให้มีแรงงานต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก เนื่องจากงานหลายส่วนคนไทยไม่นิยมทำงาน ส่วนการขาดแคลนด้านคุณภาพ เช่น การจบการศึกษามาแล้ว ยังต้องมาฝึกงานอีกนานเป็นปี ทำให้นายจ้างมองว่าแรงงานไทยไม่มีความพร้อม" นายนครกล่าว
นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวด้วยว่า แรงงานไทยได้รับความเชื่อถือสามารถแข่งขันได้ในโซนเอเชียทั้งหมด จะเห็นได้ว่าแรงงานในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้รับความเชื่อถืออย่างมาก เนื่องจากมีการพัฒนาฝีมือมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แรงงานไทยยังมีจุดด้อยเรื่องภาษา ความรับผิดชอบ การตรงต่อเวลา นอกจากนี้ ยังขาดความชำนาญในเรื่องไอที ส่วนอนาคตแรงงานภาคอุตสาหกรรมต้องเตรียมรับมือกับงานอันตราย ซึ่งควรมีการปรับปรุงระบบป้องกัน เพื่อให้คนทำงานมีความปลอดภัยมากขึ้น เห็นได้จากสถิติของการได้รับอุบัติเหตุ ล้มป่วย เสียชีวิตของคนงานไม่ได้ลดลง
ชี้กลไกจ่ายค่าตอบแทนไม่สมบูรณ์
นายชาลี กล่าวด้วยว่า หลังการเปิดเออีซีคาดว่าจะมีการไหลเวียนของแรงงาน ถ้านายทุนอยากจะรักษาแรงงานไว้ก็ต้องเพิ่มค่าแรง ซึ่งกลไกการจ่ายผลตอบแทนแรงงานในขณะนี้ก็ถือว่า ยังไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เมื่อมีความต้องการค่าแรงเพิ่มขึ้น ก็ต้องออกมาเรียกร้องกันอีก อย่างไรก็ตามในการเปิดเออีซี ค่าแรงงานของไทยนั้น แข่งได้กับจีน และเวียดนามที่ก่อนหน้านี้เคยต่ำกว่าของไทยแต่ปัจจุบัน จีนและเวียดนามแทบไม่ได้เปรียบเรื่องค่าแรงกับไทยแล้ว
"ภาวะการเคลื่อนที่ของแรงงานไปต่างประเทศ รวมถึงแรงงานต่างชาติที่ย้ายเข้ามาทำงานในไทยจะใช้เวลา 4-5 ปีหลังเปิดเออีซี ก่อนที่ภาวะเช่นนี้จะลงตัว และค่าแรงในภูมิภาคนี้จะเพิ่มขึ้นมาในอัตราที่เท่ากัน ซึ่งเมื่อค่าแรงเท่ากันแล้วต่อไป การแข่งขันกันจะมาเน้นทางด้านประสิทธิภาพ คุณภาพอย่างชัดเจน"
นายนคร กล่าวว่า การเปิดเออีซีนั้น ไม่ใช่ว่าแรงงานจะย้ายทันที และต้องเป็นไปตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายภายในของประเทศนั้นๆ ทำให้การเข้ามาทำงานข้ามประเทศไม่ง่ายเพราะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ ดังนั้น การเปิดเออีซีจึงเป็นทั้ง บวกและลบ สำหรับกำลังแรงงานไทย ที่มีอยู่กว่า 39 ล้านคน









