ปัจจัยจับตายังเป็นรายงานผลประกอบการ 1Q57 และสถานการณ์การเมือง
ปัจจัยหลักที่มีผลต่อตลาดหุ้นในช่วงนี้ คือ รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/57 ซึ่งบจ.จะทยอยประกาศออกมาถึงกลางเดือนพ.ค.2557 สำหรับปัจจัยภายนอก ระยะสั้นมาก Sentiment เป็นลบ จากความกังวลปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมทั้งแรงขายทำกำไรหลังรายงานผลประกอบการ
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจประเทศชั้นนำนั้นอยู่ในมุมมอง Neutral โดยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐผันผวน (Mixed) มากขึ้น เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงและกังวลเรื่องคุณภาพของสินทรัพย์ และกำลังติดตามผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีขายของญี่ปุ่น ซึ่งมีผลมาตั้งแต่ 1 เม.ย.2557 อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจยูโรโซนฟื้นตัวดีขึ้นทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ
มีความหวังว่าปัญหาการเมืองไทยจะมีข้อยุติภายใน 1-2 เดือนข้างหน้านี้ โดยพัฒนาการที่ดีขึ้น คือ พรรคการเมืองคู่ขัดแย้งหลักมีวี่แววว่าจะเจรจากันเพื่อหาทางออกประเทศหลังจากอยู่ในความขัดแย้งและภาวะสุญญากาศมาแล้วราว 6 เดือน ทางด้านกลุ่มกปปส.ที่ยืนยันว่าต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้งนั้นก็มีความเป็นไปได้ เนื่องจากการปฏิรูปมีหลายเรื่อง โดยมีทั้งส่วนที่ต้องทำในระยะสั้นมาก (1-2 เดือนก่อนเลือกตั้ง) ระยะกลาง (หลัง 2 เดือนขึ้นไป) และระยะยาว (1-2 ปี) ดังนั้นก็มีสิทธิที่จะเกิดการปฏิรูปในเรื่องเร่งด่วนในระยะสั้นมากก่อนการเลือกตั้ง และทำเรื่องที่เหลือต่อหลังจากเลือกตั้งเสร็จ
ขณะที่การเลือกตั้งในอีก 90-120 วันข้างหน้าก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นเช่นกันถ้าบรรลุผลสำเร็จเรื่องการเจรจาเกี่ยวกับเงื่อนไขผูกมัดให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งรอบนี้มีหน้าที่ต้องทำการปฏิรูปในเรื่องต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 ปี แล้วยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่
ผลประกอบการไตรมาส 1/57 มีโอกาสลดลงน้อยกว่าคาด & ลงทุนดักการฟื้นตัวใน 6-12 เดือนข้างหน้า จากที่นักวิเคราะห์ได้ทำ Preview ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน พบว่ากำไรสุทธิ 1Q57 อาจอ่อนตัวน้อยกว่าที่เราคาดการณ์ไว้เดิม เนื่องจากหลายบริษัทยังมีกำไรสุทธิเติบโตได้เมื่อเทียบ YoY เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (สินเชื่อและรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยขยายตัว YoY), พาณิชย์ (การขยายสาขาช่วยลดผลกระทบจากการอ่อนตัวของยอดขายสาขาเดิม), อาหาร (ราคาไก่และหมูปรับเพิ่มขึ้น ธุรกิจกุ้งขาดทุนน้อยลง) เป็นต้น จึงมีการเข้าซื้อเก็งกำไรกัน รวมทั้งมีการซื้อดักหุ้นบางกลุ่มที่แม้ว่าจะมีผลประกอบการอ่อนแอในช่วง 1H57 แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะฟื้นตัวเร็วถ้าปัญหาการเมืองยุติลงภายใน 1-2 เดือนข้างหน้านี้ เช่น กลุ่มท่องเที่ยว, กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบิน, กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม, กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เป็นต้น
สำนักงบประมาณเสนอให้ทำงบประมาณปี 2558 ขาดดุลเต็มเพดานที่ 5 แสนล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และรองรับการเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้า ซึ่งมีแนวโน้มเป็นไปได้สูงเพราะเศรษฐกิจซบเซาและกำไรภาคธุรกิจชะลอตัวลง โดยคาดว่าปีงบประมาณ 2557 จะเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมายราว 1 แสนล้านบาท (งบประมาณปี 2557 ที่ได้รับอนุมัติอยู่ที่ 2.525 ล้านล้านบาท โดยเป็นงบประมาณขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท)
กลยุทธ์การลงทุน : การอ่อนตัวของราคาหุ้นและตลาดเป็นจังหวะในการเลือกซื้อหุ้นพื้นฐานดีเพื่อการลงทุนในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า โดยเราคาดการณ์ว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยภายใน 2H57 ถ้าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจบลงได้ภายใน 2Q57 โดยปัจจัยหนุน คือ เมื่อปัญหาการเมืองจบ ภาครัฐน่าจะเร่งใช้จ่ายและลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะที่ภาคธุรกิจของไทยก็ปรับกลยุทธ์ได้เร็วหลังผ่านมาหลายวิกฤติ ภาคส่งออกมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชีย หุ้น Top Picks ในกลุ่มหลัก ประกอบด้วย KBANK, ADVANC, PTTGC, SCC, AOT, MINT, CPALL, CPN, HEMRAJ, STEC, SPALI, CPNRF, BTSGIF เป็นต้น






