ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาปิดส่งท้ายสัปดาห์ที่ 1,408.16 จุด ทั้งสัปดาห์ดัชนีตลาดปรับตัวลดลง 1.02 จุด
มูลค่าการซื้อขายขยับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แรงขายเริ่มมีออกมาในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และไอซีทีช่วงปลายสัปดาห์ฉุดดัชนีตลาดปรับตัวลงในแดนลบ มูลค่าการซื้อขายยับเพิ่มขึ้นแต่ไม่หนาแน่นมากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ปัญหาการเมืองในประเทศยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงและกดดันต่อบรรยากาศการลงทุน แม้ต่างชาติจะมีแนวโน้มกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย
ปัจจัยทางเทคนิค
จากกราฟรายวัน ดัชนีตลาดมีทิศทางแกว่งตัวขึ้นเป็นคลื่น 1 ระยะสั้นดัชนีตลาดกำลังจบคลื่น (iii) ก่อนที่จะพักตัวลงเป็นคลื่น (iv) โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 1,362 จุด เนื่องจากความยาวของคลื่น (iv) เท่ากับ 0.382 ของความยาวของคลื่น (iii) และมีแนวรับของเส้นคู่ขนานของเส้นแนวโน้มที่ลากระหว่างคลื่น (i) กับคลื่น (iii) เป็นแนวรับร่วม ระหว่างทางดัชนีตลาดมีแนวรับ 23.6% Fibonacci Retracement อยู่ที่ 1,387 จุด
เนื่องจากคลื่น (i) พักตัวลงเป็นคลื่น (ii) แบบ Simple ทำให้คลื่น (iii) ที่พักตัวลงเป็นคลื่น (iv) อาจจะพักตัวลงแบบ Complex หรือ Sharp เป็นไปตามหลักการ Alternation กรณีที่ดัชนีตลาดปรับลงลึกต้องไม่ต่ำกว่า 1,321 จุด เนื่องจากคลื่น (iv) ต้องไม่ซ้อนทับกับคลื่น (i) ซึ่งเป็นแนวรับของ 61.8% Fibonacci Retracement
จากกราฟรายวัน ดัชนีตลาดปรับตัวลดลงแบบมีช่องว่าง (Gap) และเปิดสูงปิดต่ำ หลังดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 50% Fibonacci Retracement ที่ 1,427 จุด (คำนวณระหว่างจุดสูงที่ 1,649 จุด กับจุดต่ำที่ 1,205 จุด) ในภาวะซื้อมากเกินและสัญญาณปลายตลาดขาขึ้นแบบ Bearish Divergence ทำให้ดัชนีตลาดมีทิศทางปรับตัวลดลงเข้าหาแนวรับของเส้นแนวโน้มขาขึ้นที่ระดับ 1,395 จุด และมีเส้น Multiple Moving Average แบบ Long - Term Investor (MMA2) ที่เรียงตัวแบบตลาดขาขึ้นเป็นแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,385 จุด
สัญญาณ Oscillator จากกราฟรายวัน สัญญาณ MACD เป็นบวก ขณะที่สัญญาณ Modified Stochastic และ RSI เป็นลบ ทำให้ดัชนีตลาดระยะสั้นมีโอกาสปรับตัวลดลง
ทิศทางตลาดหลักทรัพย์ในรอบสัปดาห์นี้ มีกรอบแนวต้านอยู่ที่ 1,418 - 1,427 จุด และมีกรอบแนวรับอยู่ที่ 1,400 - 1,390 จุด
สรุปปัจจัยทางเทคนิค
สำหรับการลงทุนเพื่อเก็งกำไรควรปรับพอร์ตเพื่อถือเงินสดเพิ่ม ส่วนพอร์ตการลงทุนยังถือเงินสดอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์






