กสิกรไทยชี้เอสเอ็มอีมีแนวโน้มขอยืดหนี้มากขึ้นตามกำลังซื้อที่ลดลงกระทบกระแสเงินสด เผยไตรมาสแรกมีลูกค้าขอยืดหนี้แล้ว 9 พันล้านบาท
นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในขณะนี้เริ่มเห็นแนวโน้มของธุรกิจเอสเอ็มอีติดต่อขอผ่อนผันการชำระเงินต้น (grace period) เพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ที่ลูกค้าเอสเอ็มอีเข้ามาขอผ่อนผันการชำระเงินต้นไปแล้ว ประมาณ 9 พันล้านบาท เนื่องจาก การชะลอตัวของกำลังซื้อที่กระทบมายังธุรกิจทำให้กระแสเงินสดลดลง โดยเฉพาะลูกค้าที่อยู่ในธุรกิจโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคเกษตร และเฟอร์นิเจอร์ ที่เข้ามาขอรับความช่วยเหลือในช่วงที่ผ่านมา โดยธนาคารขยายเวลาผ่อนผันของเงินต้นให้ลูกค้าประมาณ 6 เดือน
อย่างไรก็ตามภาพรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในขณะนี้ยังมีเงินสดสำรองสำหรับการดำเนินธุรกิจอยู่ แต่ความไม่แน่นอนของกำลังซื้อที่กระทบสินค้าคงคลังที่ยังค้างสต็อก ทำให้ผู้ประกอบการต้องการขยายเวลาการผ่อนชำระไปก่อนจนกว่าจะสามารถระบายสินค้คงคลังออกไปได้
“ลูกค้าเข้ามาขอยืดเวลาชำระเงินต้น แต่ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยยังจ่ายปกติ และเชื่อว่าเมื่อลูกค้ามีรายได้เพิ่มขึ้นก็จะกลับมาชำระหนี้คืนให้กับธนาคาร แต่สถานการณ์ความเชื่อมั่นของกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวนัก ทำให้เชื่อว่านอกจากลูกค้าเอสเอ็มอีที่เข้ามาขอรับความช่วยเหลือแล้ว จะยังมีลูกค้าบางส่วนที่ต้องการเข้าสู่มาตรการดังกล่าวอีกด้วย โดยลูกค้าที่น่าเป็นห่วงคือธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับภาคการเกษตร เช่น ขายปุ๋ย เมล็ดพันธุ์พืช เนื่องจากชาวนายังไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าวเป็นจำนวนมากทำให้ไม่มีเงินมาจ่ายชำระหนี้คืนให้กับผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าหนี้ ซึ่งเชื่อว่าเมื่อชาวนาได้เงินมาแล้วและจ่ายหนี้คืนให้เจ้าหนี้”
นอกจากนี้ในช่วงที่กำลังซื้ออยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการชำระคืนหนี้มากกว่าการขอสินเชื่อใหม่ ทำให้ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ธนาคารสามารถขยายสินเชื่อได้ 6.5 หมื่นล้านบาทคิดเป็นการเติบโตในระดับ 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 5.3 แสนล้านบาท ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมยังเติบโตได้ในระดับ 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 16% มาอยู่ที่ 9.6 พันล้านบาท
ทั้งนี้ธนาคารตั้งเป้าหมายสินเชื่อเอสเอ็มอีปีนี้ไว้ที่ 6-8% หรือคิดเป็นมูลค่า 31,800 ล้านบาท และพอร์ตสินเชื่อคงค้างจะอยู่ที่ 5.6 แสนล้านบาท และในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณสินเชื่อเริ่มปรับตัวดีขึ้นแล้ว และในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าความต้องการสินเชื่อจะเพิ่มขึ้นจากภาคเกษตรเนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตสินค้าเกษตร เช่น มันสำปะหลัง และยางพารา เชื่อว่าพ่อค้าหรือผู้ประกอบการต้องการเงินไปซื้อสินค้าเกษตรในช่วงนี้เป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้กลยุทธ์ของธนาคารในปีนี้จะเน้นการดูแลลูกค้าเก่ามากกว่าการขยายฐานลูกค้าใหม่ แต่ยอมรับว่าในเดือนที่ผ่านมามีลูกค้าใหม่เข้ามาจากธนาคารแห่งอื่นที่มีเงื่อนไขที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าใหม่ที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลาง ซึ่งธนาคารเห็นว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดกลางจะมีความพร้อมมากกว่า ปัจจุบันหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลสินเชื่อเอสเอ็มอีทรงตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 3%
นายพัชรกล่าวอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารกสิกรไทยมีการขยายสาขาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากมากขึ้นเนื่องจากที่ผ่านมายังมีจำนวนสาขาน้อยกว่าคู่แข่ง ซึ่งเอสเอ็มอีส่วนใหญ่อยู่ใน ต่างจังหวัด และการขยาย สาขาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะช่วยเพิ่มปริมาณธุรกรรมทางการเงินและความสะดวกให้กับลูกค้าด้วย






