ยอดใช้'พลังงาน'มีนาฯหดตัวตามศก. จับตาลอบค้าก๊าซแอลพีจีข้ามสาขา
"กรมธุรกิจพลังงาน" เผยตัวเลขการใช้ก๊าซแอลพีจีภาคขนส่งเดือนมี.ค. ขยายตัวผิดปกติ สั่งคุมเข้มโรงบรรจุป้องกันการลักลอบขายข้ามสาขา ในขณะที่ยอดการใช้น้ำมันดีเซลยังลดลง 2.21% เหตุเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคหันไปใช้เอ็นจีวีเพิ่มมากขึ้น ด้าน กฟผ. เผย วานนี้อากาศร้อนดันใช้ไฟฟ้าสูงสุดพีค 26,942 เมกะวัตต์
สถานการณ์การใช้พลังงานในเดือนมี.ค.โดยเฉพาะกลุ่มก๊าซแอลพีจีมีความผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งกระทรวงพลังงานกำลังจับตามองอย่าใกล้ชิด โดยเฉพาะการใช้แอลพีจีในภาคการขนส่งที่สูงผิดปกติ โดยเกรงว่าจะมีการลักลอบถ่ายเทก๊าซข้ามสาขา หลังก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนได้ทยอยปรับสูงขึ้นแซงหน้าภาคขนส่งไปแล้ว ขณะที่สถานการณ์ใช้พลังงานโดยชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ
นายสมนึก บำรุงสาลี อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า กรมฯเริ่มเห็นสัญญาณผิดปกติของตัวเลขการใช้แอลพีจีในภาคขนส่ง ในเดือนมี.ค. 2557 ซึ่งเป็นเดือนที่ราคาขายแอลพีจีภาคขนส่ง เริ่มมีราคาที่ต่ำกว่าแอลพีจีภาคครัวเรือน โดยการใช้แอลพีจีภาคขนส่งเดือนมี.ค.มีปริมาณ 5.26 ล้านกิโลกรัมต่อวัน เทียบกับเดือนก.พ.ที่มีปริมาณ 5.11 ล้านกิโลกรัมต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 2.93% ในขณะที่เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2556 จะมีอัตราที่เพิ่มขึ้น 4.89 %
จับตาใกล้ชิดหวั่นลอบค้าข้ามสาขา
เขากล่าวว่า แม้ความแตกต่างของราคาจำหน่ายของเดือนมี.ค. จะยังไม่มากนัก แต่ในเดือนเม.ย.ราคาแอลพีจีต่างกัน 75 สตางค์ต่อกิโลกรัม โดยภาคขนส่งมีราคาอยู่ที่ 21.38 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนภาคครัวเรือนอยู่ที่ 22.13 บาทต่อกิโลกรัม และในเดือนพ.ค. ราคาภาคครัวเรือนปรับขึ้นอีก 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ 22.63 บาทต่อกิโลกรัม ระดับความแตกต่างก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นตัวเลขการใช้แอลพีจีภาคขนส่งที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ตัวเลขภาคครัวเรือนปรับลดลง จะต้องส่งเจ้าหน้าที่ลงไปดูอย่างเข้มงวดขึ้นว่า มีการลักลอบจำหน่ายแอลพีจีข้ามสาขา เพื่อกินกำไรส่วนต่าง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้หรือไม่
"ตอนนี้ยังไม่อยากที่จะไปกล่าวหาใคร หรือประสานเจ้าหน้าที่ไปจับกุม เพราะตัวเลขยังผิดปกติไม่มากนัก แต่อยากจะส่งสัญญาณไปยังโรงบรรจุก๊าซ หรือปั๊มแอลพีจี ว่าไม่ควรที่จะคิดลักลอบขายที่เป็นการผิดกฎหมาย เพราะกรมมีข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งการลักลอบก่อนหน้านี้ก็มีการแจ้งความดำเนินคดีไปแล้วกว่า 86 ราย" นายสมนึก กล่าว
ชดเชยก๊าซมี.ค. 2.5 พันล้านบาท
สำหรับสถานการณ์การใช้แอลพีจีภาพรวม ในเดือนมี.ค. 2557 อยู่ที่ 19.58 ล้านกิโลกรัมต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดือน ก.พ. 0.53 % โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของภาคปิโตรเคมี 9.65 % หรือปริมาณ 6.78 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ภาคขนส่งขยายตัว 2.93% อยู่ที่ 5.26 ล้านกิโลกรัมต่อวัน
ส่วนภาคครัวเรือนลดลง 9.71% อยู่ที่ 5.92 ล้านกิโลกรัม และภาคอุตสาหกรรม ลดลง 0.43% อยู่ 1.62 ล้านกิโลกรัม ส่วนตัวเลขการนำเข้าในเดือนมี.ค.อยู่ที่ 134.21 ล้านกิโลกรัม ลดลงจากเดือนก.พ. 23.14% เนื่องจากยังคงมีสต็อกเหลืออยู่ในระดับสูง จึงไม่จำเป็นต้องนำเข้ามากนัก อย่างไรก็ตามรัฐต้องจ่ายเงินชดเชยการนำเข้าในเดือนมี.ค. 2557 ประมาณ 2,532 ล้านบาท
ยอดใช้น้ำมันลดมี.ค.หดตัว 2.2%
นายสมนึกยังกล่าวถึงสถานการณ์การใช้น้ำมันดีเซล ในเดือนมี.ค. 2557 มียอดการใช้อยู่ที่ 59.28 ล้านลิตร ลดลงจากเดือนก.พ. 2.21% แต่หากเทียบกับปีเดียวกันของปีที่ผ่านมา จะลดลง 3.59% ซึ่งเหตุผลสำคัญน่าจะมาจากปัญหาการเมืองที่กระทบต่อเศรษฐกิจและการที่ผู้ประกอบการหันไปใช้เชื้อเพลิงอื่นที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่าอย่างเอ็นจีวี
ในส่วนของน้ำมันเบนซินในเดือนมี.ค. 2557 มีประมาณการใช้อยู่ที่ 22.4 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นจากเดือนก.พ. 0.16% แต่หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มีอัตราลดลง 0.35%
ขณะที่การนำเข้าน้ำมันดิบเดือนมี.ค. อยู่ที่ 930,000 บาร์เรลต่อวัน ลดลง 16.16% เมื่อเทียบกับเดือนก.พ. และลดลง 20.79% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมีปัจจัยสำคัญมาจากเป็นช่วงหยุดซ่อมบำรุงของโรงกลั่น รวมทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง การใช้เอ็นจีวี มีความต้องการใช้ในเดือนมี.ค.อยู่ที่ 9.10ล้านกิโลกรัมต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.12%เมื่อเทียบกับเดือนก.พ.
ขนเอ็นจีวีลงใต้ช่วงซ่อมท่อเจดีเอ
นายสมนึก ยังกล่าวถึงการหยุดจ่ายก๊าซแหล่งเจดีเอ ตั้งแต่วันที่ 13 มิ.ย. ถึงวันที่ 10 ก.ค.รวมระยะเวลา 28 วัน ว่า จะกระทบกับปั๊มเอ็นจีวีในภาคใต้13 แห่ง คือ ที่สงขลา 4 แห่ง สุราษฎร์ธานี 4 แห่ง และนครศรีธรรมราช 5 แห่ง ที่จะไม่มีเอ็นจีวีจำหน่าย
อย่างไรก็ตาม ปตท.จะขนส่งเอ็นจีวีจากภาคกลางลงไปช่วย ซึ่งในช่วง 10 วันแรกของการหยุดจ่ายก๊าซ จะมีเอ็นจีวี จำหน่ายได้ประมาณ 50 ตันต่อวัน แต่อีก 18 วันที่เหลือ จะเพิ่มเอ็นจีวีได้เป็น 110 ตันต่อวัน เนื่องจากสามารถที่จะขนส่งผ่านท่อของโรงแยกก๊าซได้ ซึ่งความต้องการใช้เอ็นจีวี ในภาคใต้อยู่ที่ประมาณ190 ตันต่อวัน ซึ่งอาจต้องช่วยประชาสัมพันธ์ให้หันใช้เชื้อเพลิงอื่นทดแทนไปก่อน
กฟผ.เผยพีค 26,942.1 เมกะวัตต์ทุบสถิติปีก่อน
นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า วานนี้ (23 เม.ย.) เวลา 14.26 น. ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ พีค (Peak) อยู่ที่ 26,942.1 เมกะวัตต์ ทำลายสถิติสูงสุดปี 2556 ที่มีการใช้ไฟฟ้า 26,598.1 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2556 และสูงกว่าที่ กฟผ. คาดการณ์ไว้ที่ 26,752 เมกะวัตต์
สาเหตุสำคัญมาจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 37.5 องศาเซลเซียส ทางกฟผ.ขอให้ประชาชนช่วยกันประหยัดไฟฟ้า เลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงานไฟฟ้า บำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า แต่ไม่เกิน 28 องศาเซลเซียส จะช่วยประหยัดไฟฟ้าลงได้ 10% ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศได้






