วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กฟภ.สลับพื้นที่ดับไฟฟ้ากันใต้'แบล็คเอาท์'

กฟภ.กางแผนสลับพื้นที่ดับไฟฟ้าป้องกันภาคใต้ "แบล็คเอาท์"

นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ. ได้หารือกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการภาคใต้ให้ลดใช้ไฟฟ้าลงขั้นต่ำ 250 เมกะวัตต์ ใน 11 กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า ในพื้นที่ภาคใต้พร้อมกันนี้ยังต้องการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (วีเอสพีพี) ที่มีกำลังการผลิตเหลือ เพิ่มเติม 10 เมกะวัตต์ เพื่อเสริมระบบผลิตไฟฟ้าภาคใต้ในช่วงปิดซ่อมท่อก๊าซเจดีเอ

"โรงไฟฟ้าจะนะหยุด ไฟฟ้าภาคใต้หายไปจากระบบ 700 เมกะวัตต์ ทำให้กำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 2,306 เมกะวัตต์ แต่ความต้องการใช้ 2,400 เมกะวัตต์หากพีคอาจขึ้นสูงถึง 2,543 เมกะวัตต์ ทำให้ขาดแคลนไฟฟ้าอยู่ประมาณ 237 เมกะวัตต์"

นางพัลลภา เรืองรอง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า จากการประเมินพบว่า หากไฟฟ้าภาคใต้หายไป 200 เมกะวัตต์ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคใต้ 30-40 ล้านบาทต่อวัน ดังนั้นจึงต้องขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการ ส.อ.ท.ให้เข้าเจรจากับสมาชิกให้ลดใช้ไฟฟ้าลง

เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และจากประสบการณ์เมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา กกพ.ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการภาคใต้ลดใช้ไฟฟ้า 200 เมกะวัตต์ แต่ทำได้จริงแค่ 70 เมกะวัตต์

วิกฤติไฟฟ้าภาคใต้ครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที)ในงวดเดือนพ.ค.-ส.ค. 2557 เนื่องจากต้องมีการใช้น้ำมันเตา ที่มีต้นทุนสูงกว่าเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีการประชุมและสรุปผลในสัปดาห์หน้า

นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ.ต้องเฝ้าระวังโรงไฟฟ้าภาคใต้ที่เหลืออยู่ให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้ กฟผ.ได้ประสานกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อขอให้สำรองน้ำมันเตาให้กับโรงไฟฟ้ากระบี่ 39 ล้านลิตร และสำรองน้ำมันเตาให้กับโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ 9 ล้านลิตรแต่ส่วนนี้จะกระทบค่าเอฟที 1.8 สตางค์ต่อต่อหน่วยพร้อมกันนี้จะให้ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนรัชชประภามาช่วยเสริมระบบ เนื่องจากยังมีปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ 60% ของความจุเขื่อนที่สามารถช่วยผลิตไฟฟ้าช่วยวิกฤติดังกล่าวได้

นายนำชัย หล่อวัฒนตระกูล ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวว่า กฟภ. ได้เตรียมมาตรการรับมือวิกฤติไฟฟ้าภาคใต้ที่สำคัญ ได้แก่ หากเกิดกรณีฉุกเฉินที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อปัญหาไฟฟ้าภาคใต้ดับทั้ง 14 จังหวัด ทาง กฟภ. จะเริ่มดำเนินการดับไฟฟ้าบางพื้นที่ใน 19 กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ารอบนอกเขตเมือง โดยดับกลุ่มละ 1 ชั่วโมง รวมเป็นไฟฟ้า 50 เมกะวัตต์ต่อกลุ่ม ซึ่งเป็นไปตามวงจรหม้อแปลงไฟฟ้า โดยจะเน้นกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปนอกเมืองใหญ่ๆ เพราะต้องรักษากลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น อาทิ โรงพยาบาล สถานีตำรวจ เป็นต้น

"ให้ผู้ประกอบการ หลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีค ตั้งแต่เวลา 14.00-19.00 น. โดยหากจำเป็นต้องดับไฟฟ้ากลุ่มใดก่อน จะส่งเจ้าหน้าที่ไปแจ้งล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง"

นายเจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะเจรจากับผู้ประกอบการให้สามารถลดใช้ไฟฟ้าได้ 250 เมกะวัตต์ หรือไม่ แต่จะหารือกับผู้ประกอบการให้ทราบถึงความจำเป็นและวางแผนหลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีคของการปิดซ่อมแหล่งเจดีเอ โดยจะทำหนังสือเชิญผู้ประกอบการมาหารือร่วมกันปลายเดือนเม.ย. 2557 นี้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญ คือ หากต้องลดใช้ไฟฟ้าลงให้ได้ 250 เมกะวัตต์ จะเท่ากับผู้ประกอบการต้องหยุดเดินเครื่องจักรนาน 28 วัน ซึ่งจะกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างแน่นอน ดังนั้น หากผู้ประกอบการช่วยกันประหยัดให้ได้สองเท่า หรือลดใช้ไฟฟ้าได้ 500 เมกะวัตต์ จะทำให้สามารถสลับวันเวลาในการหยุดผลิตสินค้าแทนการต้องหยุดทั้ง 28 วันได้ หรือสลับกันหยุดรายละ 2 สัปดาห์ หรือวันเว้นวัน ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการจะพิจารณาตามความเหมาะสมที่ทำให้เสียหายต่อธุรกิจน้อยที่สุด

ส่วนในอนาคต เห็นว่า แหล่งก๊าซธรรมชาติในเมืองไทย จะเหลือใช้แค่ 7-10 ปีข้างหน้า หากต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากต่างประเทศที่มีราคาแพง จะทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการขึ้นถึง 50% ดังนั้น จะมีการหารือกับภาครัฐเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวต่อไป